บทที่ 9.2
“หากเจ้าคิดจะเป็นฮูหยินของข้า…ก็ต้องเจอเรื่องเช่นนี้แหละ” เขาหยุดเล็กน้อยเหมือนช่องว่างให้นางคิด “แม้จะเป็นเพียงฮูหยินในนามก็ตาม...”
สวี่เหวินหรงเงยหน้าขึ้นจนสายตาว่างเปล่าสบเข้ากับแววตาดำลึกล้ำผสมความเยือกเย็น
ในใจนางอยากตะโกนว่านางไม่อยากเป็นฮูหยินของเขาแล้ว แต่ปากกลับต้องตอบอีกแบบ เพราะนางรู้…พระเอกในนิยายที่นางพยายามจะเกาะอยู่ตอนนี้ คือเชือกเส้นเดียวที่พานางรอดจากบทจบในนิยายเดิม
“ข้าไหว…เจ้าค่ะ” นางกลืนลมหายใจฝืด ๆ ลงคอ ก่อนส่งยิ้มแห้งไปให้ “เมื่อครู่เพียงมาไวไปหน่อยก็เลยตั้งรับไม่ทัน แหะ ๆ”
เสียงล้อบดถนนดังสม่ำเสมอแต่ไม่อาจกลบเสียงหัวใจของเหวินหรงที่เจ้าตัวได้ยินชัดกว่าจังหวะการเต้นของหัวใจจะกลับมาเป็นปกติได้ตอนที่รถม้าหยุดที่หน้าจวนฉินแล้ว
ฉินเย่าหานก้าวลงจากรถม้าก่อนใครและก็เช่นเคยเขาเดินจากไปอย่างรวดเร็วโดยไม่คิดจะรออีกคนในรถม้า แต่เหวินหรงก็พบว่าเขาหยุดอยู่หน้าจวนไม่ใช่เพราะว่ารอนางตามมาแต่เพราะมีใครบางคนยืนต้อนรับอยู่ข้างหน้าจวนต่างหาก
จิ้นจื่อถงยืนรออยู่ด้วยท่าทีอ่อนน้อมยินดี แต่ด้วยเพราะตอนนี้เป็นฤดูหนาว อากาศเย็นนัก การออกมารอคนอยู่นานจนปลายจมูกแดงระเรื่อและปากซีดเช่นนี้จึงดูน่าประทับใจคูณสิบ
สวี่เหวินหรงหาได้หวั่นเกรง นางขยับกายเข้าไปยืนเคียงข้างฉินเย่าหานอย่างเป็นธรรมชาติแสดงตัวว่านางคือคนที่ไปกับเขา สายตาสองสตรีสบกันทันใด สวี่เหวินหรงยิ้มตาหยีทักทายจนจิ้นจื่อถงแทบซ่อนอารมณ์ไว้ภายใต้หน้ากากแห่งรอยยิ้มอันอ่อนหวานแทบไม่ไหว
“พี่หานเหนื่อยมากหรือไม่เจ้าคะ ข้าให้คนจัดเตรียมน้ำชาเอาไว้แล้ว ทั้งยังมีขนมดอกหอมหมื่นลี้ที่ข้าตั้งใจทำด้วยตนเอง เดี๋ยวจะให้คนยกไปให้ที่ห้องทำงานนะเจ้าคะ”
จื่อถงพยักหน้าไปยังถาดในมือของสาวใช้ส่วนตัวนามตงเสวี่ย ขนมรูปดอกไม้ที่จัดทำอย่างประณีตงดงามนั้น ดูราวกับถูกรังสรรค์ขึ้นเพื่อให้ผู้ชิมตราตรึงในรสชาติไปตลอดกาล
สวี่เหวินหรงมองขนมในถาดแล้วกลับขมวดคิ้วน้อย ๆ
... ขนมเช่นนี้ หากจำไม่ผิดในความทรงจำจากนิยายเดิม ขนมชนิดนี้ไม่เคยบอกไว้ว่านางเอกในนิยายอย่างจิ้นจื่อถงทำเป็นนะ แต่กลับถูกใช้เป็นตัวแทนแห่งความเจ็บปวดคราแล้วคราเล่าที่นางร้ายในนิยายอย่างสวี่เหวินหรงทำขนมชนิดนี้ให้เขาแต่ถูกฉินเย่าหานปฏิเสธและขยี้ซ้ำ
หรือว่า...การที่จื่อถงทำมาส่งให้เย่าหานต่อหน้านางร้ายที่เคยถูกสามีปฏิเสธไม่รับไว้เช่นนี้ จื่อถงคงหมายใช้เยาะเย้ยนางสินะ
ด้วยเพราะสวี่เหวินหรงอาจจะจ้องมองขนมหอมหมื่นลี้มากเกินไปจึงถูกเจ้าของขนมเห็นเสียแล้ว
“ฮูหยินสวี่อยากจะลองชิมดูบ้างหรือไม่เจ้าคะ? หากท่านชอบ วันหลังข้าจะทำมาส่งให้ที่เรือนด้วย”
“ไม่เป็นไร” สวี่เหวินหรงโบกมืออย่างเฉยเมยทันใด “ข้าไม่ค่อยชอบของหวานเลี่ยนเท่าใดนัก”
ยังไม่ทันที่คำตอบของนางจะจบดี เสียงทุ้มต่ำที่เย็นเยียบประดุจน้ำค้างแข็งของฉินเย่าหานก็ดังแทรกขึ้นมา
“มิต้องลำบากทำของดี ๆ ให้คนที่ไม่รู้คุณค่าหรอก เปลืองแรงเจ้าเปล่า ๆ”
ถ้อยคำนั้นฟังดูคล้ายเป็นห่วงเป็นใยจิ้นจื่อถง ทว่าปลายคมของมันกลับพุ่งเป้าทิ่มแทงสวี่เหวินหรงอย่างโหดเหี้ยม พูดจบเขาก็สะบัดหน้าเดินเข้าจวนไป
จิ้นจื่อถงพยักหน้ารับคำอย่างน่าเอ็นดู รอยยิ้มยังคงประดับอยู่บนใบหน้าขณะที่นางเตรียมจะก้าวเท้าตามหลังเขาไป
ทว่าสวี่เหวินหรงไวกว่า
นางก้าวตามฉินเย่าหานไปติด ๆ แทรกตัวคั่นระหว่างคนสองคนจนจิ้นจื่อถงถูกดันให้รั้งท้าย
