บทที่ 10
โทสะของจื่อถง
สวี่เหวินหรงก้าวตามแผ่นหลังกว้างของฉินเย่าหานไปติด ๆ ราวกับเงาตามตัว พอเดินตามมาสักพักก็เกิดนึกเรื่องหนึ่งที่นางอยากเสนอขึ้นมาได้จึงเร่งฝีเท้าให้ติดคนข้างหน้ามากขึ้นเพราะกลัวว่าจิ้นจื่อถงที่ตามมาจะได้ยินไปด้วย
“ท่านแม่ทัพ... หากอยากให้งิ้วฉากฮูหยินคนโปรดนี้แนบเนียนมากขึ้น ท่านมิคิดหรือว่าควรให้จิ้นจื่อถงเรียกขานท่านว่า อย่างอื่นแทนคำว่าพี่หาน... หากผู้ใดมิรู้ความคงคิดได้ว่านางคือภรรยาของท่านมิใช่ข้า อ้ะ! ท่านจะหยุดทำไมไม่บอกก่อน”
ฉินเย่าหานหยุดฝีเท้าลงกะทันหันทำให้สวี่เหวินหรงที่ก้าวตามมาติด ๆ หยุดเดินไม่ทัน ใบหน้าของนางจึงปะทะเข้ากับแผ่นหลังแกร่งดุจเหล็กกล้าเข้าอย่างจังจนจมูกรั้นเริ่มชาหน่วง
“เมื่อครู่... เจ้าพูดว่าอะไรนะ”
แววตานั้นดุดันและเยือกเย็นพอจะสะกดลมหายใจของสวี่เหวินหรงที่ได้รับมาเต็ม ๆ จนหยุดที่จะต่อว่าเขา
“...”
อา นางพูดมากเกินไปแล้วสินะ ดูท่าแล้วเย่าหานจะโกรธจริงจึงได้แต่หุบปากปล่อยให้อีกฝ่ายบ่นไปอย่างคนรู้สึกผิด
“ข้ามิเคยคิดจะยกจิ้นจื่อถงขึ้นเป็นสตรีของข้า” เขาเน้นย้ำทุกคำชัดเจนเสียงดัง “หากเจ้ายังปากพล่อยพร่ำเรื่องไร้สาระเช่นนี้อีก ข้าจะสั่งลงโทษเจ้าตามกฎของจวน!”
สวี่เหวินหรงยิ้มแหยพลางยกมือขึ้นแตะจมูกที่เริ่มขึ้นสีระเรื่อ กลบเกลื่อน “เจ้าค่ะ... ข้าผิดไปแล้ว ข้ามิควรคาดเดาใจท่านแม่ทัพส่งเดช”
...แม้หากไม่มีนางที่คอยจะเปลี่ยนชะตาเขาก็คงทำเช่นที่นางพูดจริง ๆ ก็เถอะ
ฉินเย่าหานมิคิดจะต่อความยาวสาวความยืด เขาหันหลังเดินตรงไปยังห้องทำงานด้วยฝีเท้าหนักแน่นที่ยังคงเจือความโกรธเกรี้ยวอยู่ดี ส่วนสวี่เหวินหรงที่จำเป็นต้องพึ่งใบบุญของเขาก็จำเป็นต้องวิ่งตามต้อย ๆ เพราะนางต้องง้อเขาให้คลายโกรธเสีย เดี๋ยวอนาคตจะลำบากเอา ความชอบก็ไม่มียังจะไปสร้างความเกลียดให้มากขึ้นอีก ...เป็นเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด
ท่ามกลางความวุ่นวายของคนสองคนนั้น... จิ้นจื่อถงหยุดยืนนิ่งงันไปตั้งแต่ฉินเย่าหานเอ่ยประโยคนั้นเสียแล้ว รอยยิ้มอ่อนหวานที่เคยประดับอยู่บนใบหน้ายังคงมิจางหาย ทว่าดวงตาของนางกลับเยือกเย็นลงช้า ๆ
นางกำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อกว้าง กลืนความอัปยศลงคออย่างเงียบเชียบ เพราะรอบกายยังมีหูตาของบ่าวไพร่เดินสวนไปมาจะแสดงออกตอนนี้ไม่ได้
เมื่อมองตามสองคนที่จากไปไกลแล้วจิ้นจื่อถงก็หมุนตัวเดินกลับเรือนของตนด้วยกิริยาสงบเสงี่ยม ทว่าพอก้าวพ้นประตูเรือนนอนของตน รอยยิ้มอ่อนหวานที่ประดับไว้ก็ถูกฉีกทิ้งในพริบตา
บ่าวคนสนิทอย่างตงเสวี่ยเห็นการเปลี่ยนแปลงนี้ก็ยังตกใจด้วยซ้ำ แต่ก็ต้องรีบหลบอย่างว่องไวเมื่อเจ้านายของตนอย่างจิ้นจื่อถงที่หยิบอันใดได้ก็จับโยนทิ้งลงพื้นไปจนหมด
หมอนปักลายปลิวกระแทกเสา แจกันเคลือบสีแตกดังสะท้านห้อง แผ่นไม้รองถาดชาหล่นคว่ำ ไม่ต่างจากความรู้สึกของเจ้าของห้อง
“เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้!”
ของในห้องแทบหมดในที่สุดแรงโทสะของจื่อถงก็ถูกระบายจนหมดแล้ว จิ้นจื่อถงจึงทิ้งตัวนั่งลงบนเตียง ดวงตาไม่เหลือความใสบริสุทธิ์อย่างเคยแต่กลับเผยอยกยิ้มมุมปากช้า ๆ ทำให้ตงเสวี่ยที่หลบอยู่มุมห้องรีบคลานเข้าไปหาก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความระมัดระวัง
“คุณหนู…รับชาสักถ้วยดีไหมเจ้าคะ”
สิ้นสุดคำจิ้นจื่อถงก็เหลือบตาขวับเดียวจนคนได้รับรีบกลืนคำพูดลงคอทันใด
“ไปเตรียมหมึกกับกระดาษ เดี๋ยวนี้!”
ตงเสวี่ยลุกพรวดไม่นานก็กลับมาพร้อมเครื่องเขียน ฝนหมึกให้เรียบร้อยพร้อมวางกระดาษขาวเรียบไว้บนโต๊ะเขียนหนังสือ มองเจ้านายเขียนตัวอักษรที่นางอ่านไม่ออกจนเสร็จก็ยกสองมือรับแผ่นกระดาษที่มีตัวอักษรมาไว้ในมือ
“เอาไปส่งให้เร็วที่สุด” นางยิ้มบาง ๆ
“เจ้าค่ะ”
ตงเสวี่ยรับคำสั่งมือสั่นน้อย ๆ พยักหน้ารัว ทว่ายังไม่ทันออกไปตามคำสั่งก็ถูกเอ่ยถามเสียก่อน
“แล้วเรื่องที่ข้าให้หาคนมาสอนข้าถักผ้าพันคอนั่นเล่า เจ้าหามาได้หรือยัง”
ตงเสวี่ยหน้าหงอลงทันทีก่อนเอ่ยตอบเสียงสั่น “ยังเจ้าค่ะ บ่าวไปสืบดูแล้วมีเพียงร้านผ้าแถวบริเวณหน้าประตูเมืองเท่านั้นที่มีขาย ทว่าเถ้าแก่ร้านกลับไม่ยอมบอกว่ารับมาจากผู้ใด รู้เพียงว่าเป็นสตรีนางหนึ่งเท่านั้น ...อีกทั้งบ่าวก็ตามหาคนถักผ้าพันคอแบบนี้ไม่มีเลยเจ้าค่ะ”
“อืม เรื่องหาคนสอนนั้นไม่ต้องทำแล้ว...เอาผ้าพันคอนี้ไปให้นักปักผ้าแกะดูว่าทำอย่างไรแทน หากมีใครทำได้แล้วก็มาแจ้งข้า”
“เจ้าค่ะ” ตงเสวี่ยรับคำสั่งแล้วก็รีบออกไปทันที
ตอนแรกที่จื่อถงให้ไปหาคนมาสอนถักผ้าพันคอเพียงเพราะเกรงว่าฉินเย่าหานจะจำได้ว่าสตรีที่ช่วยเขาขึ้นมาจากน้ำคือสวี่เหวินหรงเจ้าของผ้าพันคอสุดแปลก เหตุเพราะตอนที่นางพาเขากลับจวนนั้นที่มือหนาจับยึดผ้าพันคออันนั้นไว้แน่น
แต่คิด ๆ แล้วนอกจากคนถักเองคนใช้ก็สามารถมีผ้าพันคอแบบนี้เพราะซื้อมาจากร้านขายผ้าได้เช่นกัน ส่วนคนที่ถักผ้าพันคอจากเส้นไหมนุ่มมือนี้ตอนนี้มีคนเดียวก็ไม่ใช่ว่าในอนาคตจะมีแค่คนเดียวเสียหน่อย
รอยยิ้มเย็นค่อย ๆ กว้างขึ้น สายตามองความเละเทะโดยรอบราวมองเม็ดหินทั่วไปที่อยู่ตามพื้นดิน ก่อนจะพึมพำกับความเงียบราวคุยกับสหาย
“บัดนี้บทบาทนางเอก…เป็นของข้าแล้ว ใครหน้าไหนก็แย่งไปไม่ได้”
ดวงตากลมใสไร้เดียงสาเหมือนอย่างเคยบัดนี้กลับฉายประกายคมกริบ อย่างคนมีแผนการ...
