บท
ตั้งค่า

บทที่ 11

ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลังเปลือยกายอยู่

หลายวันผ่านไป…

สวี่เหวินหรงยังคงรับผิดชอบหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด นางก้มหน้าก้มตาจัดการบัญชี ดูแลรายจ่ายรายรับของจวนในส่วนที่ตนเองรับผิดชอบแล้ว ซึ่งวันนี้เป็นวันจัดการงบของจวนอีกวันจึงมีงานมากเป็นพิเศษ กว่าจะปิดจบก็เลยเวลาทำงานจนนางบอกให้พ่อบ้านฉีกลับไปก่อน ส่วนถาวฮวาสาวใช้ของนางก็บอกให้ไปจัดเตรียมมื้อเย็นล่วงหน้าไว้ ป่านนี้น่าจะรออยู่ที่ห้องทานอาหารเล็กแล้ว

หลังทำงานเสร็จเหวินหรงก็เดินกลับมาที่เรือนนอนของตนเองอย่างลืมตัวทั้งที่ควรจะเดินไปยังห้องทานอาหาร

…แต่ไหน ๆ ก็มาแล้ว แวะห้องนอนเสียหน่อยก็ไม่เสียหาย นางคิดถึงมันอยู่เหมือนกันไม่ได้กลับมาหลายวันแล้ว

เหวินหรงผลักบานประตูเข้าไป กลิ่นอายห้องเดิมยังคงเหมือนเก่า เงียบสงัดจนทำให้หัวใจนางสะดุดวูบหนึ่ง ก่อนจะก้าวตรงไปยังโต๊ะเครื่องแป้งตามความเคยชิน แต่แล้วสายตาก็ไปสะดุดกับแผ่นกระดาษพันหนึ่งที่วางอยู่ใต้หีบเครื่องประดับแบบปิดทับไว้เพียงครึ่งเดียว

...มันไม่น่ามีกระดาษใดอยู่ตรงนั้น

เหวินหรงหยิบขึ้นมาอย่างระวัง เปิดออกดู…เพียงเห็นเนื้อหาด้านในนางก็แทบลิงโลดดีใจเก็บไม่อยู่แล้ว

เหวินหรงรีบพับจดหมายกลับและยัดเข้าอกเสื้อทันที ก่อนหมุนตัวผลักประตูออกจากห้องอย่างเร่งรีบ นางวิ่งตรงไปยังห้องนอนของฉินเย่าหานอย่างไม่คิดชีวิตทั้งที่ควรจะไปกินอาหารมื้อเย็น

ด้วยความตื่นเต้นที่อัดแน่นจนล้นอก เมื่อถึงจุดหมายมือเรียวก็ผลักบานประตูเข้าไปเต็มแรงโดยมิได้รั้งรอหรือเคาะขออนุญาตเช่นเคย

“ท่านแม่ทัพ! ข้ามีเรื่องจะ--”

คำพูดของนางขาดสะบั้นลงกลางคันประดุจสายพิณที่ขาดผึงขณะบรรเลงเพลง ภาพเบื้องหน้าทำเอาสมองของนางขาวโพลนไปชั่วขณะ

ฉินเย่าหานเพิ่งจะเสร็จสิ้นจากการอาบน้ำชำระกาย เส้นผมสีดำขลับยังเปียกชื้นทิ้งตัวลงคลอเคลียลาดไหล่กว้าง มีหยดน้ำเกาะพราวอยู่ตามแนวแผงอกแกร่งชวนให้มองตามการไหลของหยดน้ำจนพาลให้มองลงไปที่มวลกล้ามเนื้อบริเวณหน้าท้อง ลอนกล้ามเนื้ออัดแน่นและกระชับตึง

เขาไม่ใช่บุรุษที่สง่างามแบบบัณฑิตในเมืองหลวง หากแต่เป็นความแข็งแกร่งของบุรุษที่ผ่านการกรำศึกหนัก ภาพหุ่นกำยำของฉินเย่าหานผสานกับรอยแผลเป็นประปรายกลับทำให้ดูไม่น่าเบื่อ มองโดยรวมแล้วทำให้เขาดูอันตรายจนสวี่เหวินหรงมิอาจห้ามสายตาตนเองได้

นางอ้าปากค้างโดยมิรู้ตัว สายตาเจ้ากรรมกลับเลื่อนต่ำลงไปมากกว่านั้นอีกก่อนจะชะงักลงพร้อมความเสียดายที่แวบขึ้นมาในใจเล็ก ๆ เหตุเพราะเขาสวมกางเกงแล้ว

ความคิดอกุศลยังมิทันเลือนหาย ไอเย็นเยียบปนโทสะก็พุ่งเข้าปะทะใบหน้าของนางทันควัน

“คนสกุลสวี่! เจ้าช่างเป็นสตรีที่ไร้ยางอายยิ่งนัก!”

เสียงตวาดของฉินเย่าหานดังกึกก้องประดุจสายฟ้าฟาดก่อนจะคว้าเสื้อตัวนอกขึ้นมาสวมทับอย่างรวดเร็ว ผูกเชือกคาดเอวแน่นหนาราวไม่ต้องการให้นางเห็นมากขึ้นอีกแม้เพียงเสี้ยววินาที

สวี่เหวินหรงเองก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนเองกำลังทำหน้าตาเช่นไร นางรีบสูดน้ำลายที่เกือบจะไหลหยดกลับเข้าไปอย่างรวดเร็ว ยกมือปิดตาพลางละล่ำละลักแก้ตัวเป็นพัลวัน

“ขะ... ข้าไม่รู้ว่าท่านกำลัง... กำลังเปลือยกายอยู่! ข้าไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น! ไม่เห็นจริง ๆ นะเจ้าคะ!”

ยิ่งปฏิเสธก็ดูเหมือนจะยิ่งตอกย้ำว่าภาพเมื่อครู่นั้นติดตราตรึงใจเพียงใดทั้งแผ่นอกกว้าง... หน้าท้องเป็นลอน... และหยดน้ำที่ค่อย ๆ ไหลริน... แค่คิดก็เผลอกลืนน้ำลายลงคออีกคราแล้ว

ฉินเย่าหานหรี่ตาลงจ้องมองนางด้วยรังสีอำมหิตแต่ยังไม่ทันดุด่าอันใดก็ต้องหยุดปากก่อนเพราะสวี่เหวินหรงที่รู้ทันรีบควานหาเหตุผลสำคัญมาเป็นโล่กำบังตนเองก่อน

“อ้อ ข้าไม่ได้ตั้งใจมาดูท่านแม่ทัพเปลือยกายนะ เพียงแค่รีบมากไปหน่อยเพราะอยากจะบอกว่าแผนการของพวกเราสัมฤทธิผลแล้วเท่านั้น!”

เหวินหรงชูกระดาษที่เพิ่งเอาออกจากอกเสื้อไปเบื้องหน้า มือที่ถือจดหมายสั่นระริก ขณะที่มืออีกข้างยังคงปิดตาไว้ นางยืนยื่นจดหมายค้างอยู่กลางอากาศ เมื่อเห็นว่าไร้เสียงที่บ่งบอกว่ามีการเคลื่อนไหวนางก็แอบมองผ่านง่ามนิ้วมือก็สบเข้ากับดวงตาไม่ปกติที่จ้องมาเช่นกัน

เย่าหานก้าวเข้ามาหานางด้วยท่าทีดุดันน่ากลัวจนเหวินหรงหลับตาปี๋เพราะเผลอคิดลบไปว่าตนคงหนีไม่พ้นถูกลงโทษเสียแล้ว

ทว่าเขามาถึงก็เพียงยื่นมือมาคว้ากระดาษในมือของนางไป ก่อนก้มอ่านอย่างรวดเร็ว สีหน้าคมเข้มเคร่งขรึมขึ้นทันที

จดหมายนั้นเป็นถ้อยคำอ่อนหวานจากมารดาของสวี่เหวินหรง กล่าวไว้สั้น ๆ ทำนองว่า ลูกรักเจ้าก็แต่งเข้าจวนฉินมาสักพักแล้ว เหตุใดไม่กลับมาเยี่ยมมารดาบ้างเล่า

ถ้อยคำในจดหมายนี้แม้เนื้อหาเหมือนจะธรรมดาอย่างแม่ส่งถึงบุตรี ทว่าสำหรับทั้งฉินเย่าหานและเหวินหรงต่างรู้ดี…เบื้องหลังจดหมายนี้คือความต้องการของผู้เป็นบิดาอย่างสวี่เจิ้งต่างหาก พอเห็นว่าเหวินหรงเริ่มเป็นที่โปรดปราน ได้ยืนข้างกายแม่ทัพ เขาย่อมอยากเรียกนางกลับไปพบ เพื่อสั่งการให้ทำบางอย่างแน่นอน

ฉินเย่าหานพับจดหมายกลับ แล้วเงยหน้าสั่งเสียงต่ำ

“เจ้าตอบไป บอกว่าจะกลับจวนสวี่ในอีกสองวันข้างหน้า”

สวี่เหวินหรงพยักหน้ารับทันที “เจ้าค่ะ…เอ่อ แล้วท่านแม่ทัพจะไปกับข้าด้วยหรือไม่เจ้าคะ”

“แน่นอนว่าข้าต้องไปด้วย” ฉินเย่าหานตอบเสียงเรียบเย็น “แต่เจ้าไม่ต้องเขียนบอกไปในนั้น”

เหวินหรงเข้าใจความหมายจึงรับคำสั้น ๆ เมื่อคุยเรื่องสำคัญจบบรรยากาศกระอักกระอ่วนก็เกิดขึ้นอีกครา ทั้งสองยืนนิ่งกันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเป็นฉินเย่าหานที่เอ่ยไล่ราวตัดบทบรรยากาศแปลก ๆ เหล่านี้ไป

“กลับไปยังที่ของเจ้าได้แล้ว”

สวี่เหวินหรงที่ทำท่าจะหมุนจากไปก็หยุดชะงักก่อนเอ่ยบอกเสียงกลั้วหัวเราะ

“เอ่อ จะให้ข้ากลับไปไหนกัน…ก็ในเมื่อข้าพักห้องเดียวกับท่านแม่ทัพ”

คำพูดนั้นทำให้ฉินเย่าหานเหวอไปเล็กน้อยอย่างคนลืมตัวแต่ก็รีบเก็บสีหน้าโดยทันทีเช่นกัน เขากระแอมแล้วหมุนตัวเดินออกไปทางประตูไปแทน

“ข้าจะไปทำงาน”

เขาพูดทิ้งท้ายโดยไม่หันกลับมามองนาง ทว่าเขาหาได้จำเป็นต้องบอกนางเช่นทุกคราไม่

สวี่เหวินหรงยืนมองแผ่นหลังเขาไป แต่ยังไม่ทันคิดต่อให้มากความเสียงท้องของนางก็ร้องขึ้นมาเสียก่อน ที่แท้เจ้าท้องก็กำลังประท้วงว่านางยังไม่ได้กินมื้อเย็นสินะ เมื่อคิดได้ดังนั้นก็จึงเดินร่ายิ้มด้วยใบหน้าชื่นบาน เพราะถาวฮวาน่าจะเตรียมสำรับที่นางชอบไว้รอแน่ ๆ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel