บทที่ 12
นางถูกสั่งให้ขโมยตราประทับ
สองวันต่อมา สวี่เหวินหรงเดินทางมายังโรงน้ำชาในตรอกลับตาแห่งหนึ่งตามนัดหมายในจดหมายของจางหรงผิง ผู้มารดาของนาง เหวินหรงก้าวลงจากรถม้าโดยมีถาวฮวาตามมาติด ๆ นางกวาดสายตาสำรวจความผิดปกติรอบกายก่อนจะเดินขึ้นไปยังห้องส่วนตัวชั้นสองที่อยู่มุมในสุด
ทันทีที่บานประตูเปิดออกก็เห็นสตรีผู้มีใบหน้างดงามหยดย้อยช่างสมกับที่ถ่ายทอดให้นางร้ายในนิยายนัก จางหรงผิงสวมชุดเรียบง่าย ท่วงท่าดูสง่างามไม่มากเกินไปอย่างเช่นเหล่าฮูหยินเอกเป็นแต่ก็สง่าอย่างเช่นผู้เป็นภรรยาน้อยของขุนนางขั้นสูงควรจะเป็น
พอเหวินหรงเดินเข้ามาสิ่งที่แรกที่ได้รับคือดวงตาที่มองมายังบุตรสาวกลับมิได้ฉายแววปีติยินดี แต่มันกลับเต็มไปด้วยความหนักใจที่ทับถมอยู่
“เหวินหรง... เจ้ามาแล้วหรือ” จางหรงผิงเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้าค่ะ ท่านแม่” เหวินหรงคำนับตามมารยาท
น่าเสียดายที่ในนิยายไม่ได้กล่าวถึงเรื่องของนางร้ายละเอียดนัก นางจึงไม่รู้เท่าไหร่ว่าความสัมพันธ์ในตระกูลสวี่เป็นเช่นไร แต่ดูแล้วน่าจะไม่ค่อยดีเท่าไรนัก...
ภายในห้องอบอวลด้วยความกระอักกระอ่วน จางหรงผิงรินน้ำชาด้วยปลายนิ้วที่สั่นอย่างคนตื่นเต้นพลางเอ่ยถามเรื่องสารทุกข์สุกดิบในจวนฉินแต่ไม่เข้าเรื่องเสียที เหตุผลเป็นเพราะในห้องนี้มีถาวฮวาอยู่ด้วย นางรู้ได้จากการที่สายตาของผู้เป็นมารดามองไปยังถาวฮวาหลายต่อหลายครา
“ถาวฮวาเจ้าออกไปรอข้างนอกก่อน ไม่ต้องเข้ามาใกล้ห้องนี้หากข้าไม่เรียก”
ถาวฮวามีสีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่งจนเหวินหรงพยักหน้าสำทับ นางจึงยอมก้าวออกไปยืนที่หน้าประตูด้านนอกแทน
เมื่อความเงียบสงัดเข้าครอบคลุม จางหรงผิงก็สูดลมหายใจเข้าลึก แววตาที่เคยหลบเลี่ยงพลันแปรเปลี่ยนเป็นความจริงจังทันใด
“เหวินหรง... เรื่องที่แม่จะพูดกับเจ้าในวันนี้สำคัญยิ่งนัก”
“เจ้าค่ะ มิเช่นนั้นท่านคงไม่เลือกนัดข้าในสถานที่ลับตาคนเช่นนี้”
คำพูดของเหวินหรงทำให้ผู้เป็นมารดาชะงักไปชั่วครู่ก่อนจะกระแอมและเอ่ยพูดต่อ
“คงรู้ว่าบิดาของเจ้า…ไม่ค่อยชอบใจสามีของเจ้าเสียเท่าไหร่”
สวี่เหวินหรงพยักหน้าแผ่ว ๆ เพื่อบอกว่าตนรู้
…สมรสระหว่างนางกับฉินเย่าหาน มิใช่เกิดจากความรัก และไม่ใช่เกิดจากความสมัครใจของสองฝ่าย หากแต่เกิดเพราะฮ่องเต้พระองค์ก่อนพระราชทานสมรสให้ต่างหาก จุดประสงค์ก็เพื่อผูกสองขั้วอำนาจเข้าด้วยกัน
สกุลฉินคือฐานอำนาจขององค์รัชทายาทในตอนนั้นหรือก็คือฮ่องเต้พระองค์ปัจจุบัน ส่วนตระกูลสวี่คือกลุ่มอำนาจเดิม เป็นขุนนางเก่าแก่ มีเส้นสาย มีสหายขุนนางเต็มเมืองหลวง
ทว่าเมื่อฮ่องเต้พระองค์ก่อนสวรรคตไปเมื่อปีกลาย สมรสที่ควรถักทอความแนบแน่น กลับไม่ทำให้สองฝ่ายสนิทใจขึ้นเลยแม้แต่น้อย
คนที่ต้องรับผลจากการผูกมัดนั้นกลับเป็นสวี่เหวินหรงและฉินเย่าหาน
ในนิยายเขียนไว้ชัดเจนว่าบิดาของร่างนี้ สวี่เจิ้ง ไม่พอใจสมรส และบันดาลโทสะใส่ผู้ใดไม่ได้ก็หันไปลงกับจางหรงผิงแทน เดิมทีจางหรงผิงก็เป็นเพียงหนึ่งในภรรยานับสิบ แทบไม่มีสิทธิ์มีเสียงและถูกกลั่นแกล้งอยู่แล้ว พอไม่เป็นที่โปรดปราน…ชีวิตยิ่งลำบากเข้าไปอีก
หากไม่ติดว่าใบหน้าของนางงดงามที่สุดในเรือนหลัง…ป่านนี้คงตายไปแล้วกระมัง
เหวินหรงมองมารดาตรงหน้า แล้วก็เดาได้ไม่ยากว่าเหตุใดอีกฝ่ายจึงเรียกนางมาพบที่โรงน้ำชาเงียบเชียบเช่นนี้คงเป็นเพราะสวี่เจิ้งมอบภารกิจใหญ่มาให้
เหวินหรงไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ นางจึงเอ่ยอย่างสุภาพแต่ชัดเจน “ท่านแม่มีเรื่องอันใด…ก็รีบพูดมาเถอะเจ้าค่ะ ลูกพร้อมฟัง”
จางหรงผิงชะงักไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากขยับเหมือนจะพูด แล้วก็หยุด เหมือนคนที่รู้ว่าพูดออกไปแล้วจะไม่มีทางถอยกลับได้อีก สุดท้าย…นางก็สูดลมหายใจเข้าลึก แล้วตัดสินใจเอ่ยออกมา
“ข้ามาพบเจ้า…เพราะบิดาของเจ้าอยากให้เจ้าช่วยอันใดบางอย่าง”
“หากสิ่งนั้นไม่ทำให้ข้าลำบากเกินไป…ข้าก็ทำให้ได้เจ้าค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้จางหรงผิงนิ่งค้าง แปลว่าสิ่งที่กำลังจะขอนั้นคงเป็นสิ่งที่ทำให้นางลำบากสินะ
จางหรงผิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยต่อด้วยเสียงเบาลง...
“บิดาอยากให้เจ้า…ไปนำของสิ่งหนึ่งจากจวนแม่ทัพมาให้เขา”
พูดจบ นางก็ล้วงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ แล้วยื่นให้เหวินหรงดู บนกระดาษเป็นรูปวาดตราประทับพร้อมรายละเอียดตำหนิและรอยบากชัดเจนราวกลัวผิดเพี้ยน
สวี่เหวินหรงรับมาเพียงเหลือบมอง ใบหน้าก็เปลี่ยนสีทันที
ในนิยาย…ไม่มีเนื้อเรื่องแบบนี้
สวี่เจิ้งกลับโหดเหี้ยมถึงขั้นใช้บุตรีในสายเลือดเป็นมือขโมยของที่หากพลาดเพียงครั้งเดียว โทษก็มีแต่ตายกับตาย หากนางถูกจับได้ว่าขโมยตราประทับจากจวนฉินไม่มีทางรอดแน่แท้ แต่ตระกูลสวี่หรือ? ย่อมหาช่องปัดความผิดได้แน่นอน
แววตาของเหวินหรงเย็นลงในพริบตา นางเงยหน้ามองมารดา น้ำเสียงเรียบจนชวนให้คนฟังขนลุก
“ท่านรู้หรือไม่ว่าสิ่งนี้คืออะไร?”
จางหรงผิงเม้มริมฝีปากก่อนตอบ “มันก็…ตราประทับ...”
“ใช่” เหวินหรงแทรกทันที “มันคือตราประทับที่เป็นตัวแทนคำสั่งสูงสุดอย่างหนึ่ง” นางกำกระดาษในมือแน่นจนยับเป็นรอย แล้วกล่าวต่ออย่างไม่ไว้หน้า
“ท่านคิดว่าสามีของข้าจะวางมันไว้ไปทั่วหรือ แม้ว่าข้าสามารถเอามันมาได้ เขาจะไม่สงสัยข้าหรือไร”
เสียงของเหวินหรงสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเศร้าเสียใจแต่เป็นเพราะความเจ็บลึกแทนเจ้าของร่างเดิมต่างหาก
บิดาชังไม่พอแม้แต่มารดาของนางเองก็ไม่สนชีวิตลูกเลยแม้แต่น้อย “ท่านรู้ใช่ไหมว่าเรื่องนี้ทำให้บุตรสาวของท่านตายได้ ...หึ หรือท่านห่วงเพียงความเป็นอยู่ของตนเองเท่านั้น!”
จางหรงผิงนิ่งงันมือที่วางบนโต๊ะสั่นเทาชัดเจน เพราะทุกอย่างที่เหวินหรงกล่าว นางรู้ดีอยู่แล้วสุดท้ายก็เลือกหนทางนี้อยู่ดี
นี่แหละ…ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์
ในนิยายเหตุผลที่นางร้ายต้องดิ้นรนทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้ใจสามีก็เพราะนางไร้ที่พึ่งพิง หากถูกไล่ออกจากจวนฉินกลับไปจวนสวี่ชีวิตก็ไม่ต่างจากตายอยู่ดี
จางหรงผิงกลืนน้ำลาย ก่อนพยายามเกลี้ยกล่อมต่อทั้งที่รู้ดีว่าคำขอนี้โหดร้ายเพียงใด
“บิดาของเจ้าสัญญาแล้วว่า…หากเจ้าเอาตราประทับนั้นออกมาได้ เขาจะให้เจ้ากลับมาอยู่จวนสวี่ เขาจะปกป้องเจ้าเอง เจ้าจะได้ไม่ต้องไปอยู่กับตระกูลฝ่ายตรงข้ามของบิดาอีก เช่นนี้ข้าว่าดีกว่า...”
หรงผิงเอื้อมมือนุ่มมาจับมือของบุตรสาวก่อนเอ่ยต่อ “อาหรง เจ้าคิดหรือว่าความโปรดปรานที่เขามีต่อเจ้าในตอนนี้จะเป็นเช่นนี้ตลอดไป เจ้าดูข้าสิ ในอนาคตบุรุษย่อมมีสตรีเข้ามาแทนที่เจ้าได้ทุกเมื่อ แต่เราน่ะ…มีเขาเป็นสามีได้เพียงผู้เดียว”
สวี่เหวินหรงฟังแล้วหูชาหน้าชาไปหมด สิ่งที่มารดาพูดมานั้นเป็นเรื่องจริงแต่จะเกิดขึ้นกับใครนั้นขึ้นอยู่กับว่าใครทำเช่นไรต่างหาก จะเหมารวมว่าทุกคนเป็นเช่นนั้นไม่ได้
เหวินหรงไม่อยากฟังต่อไปอีกจึงรับกระดาษภาพตราประทับนั้นกลับมาแล้วลุกขึ้นยืน
“ข้าจะบอกอีกที…ว่าข้าตัดสินใจเช่นไร”
เหวินหรงโค้งคำนับสั้น ๆ รักษามารยาท แม้ในใจจะเย็นเฉียบก็ตาม “วันนี้ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบนางก็หมุนตัวเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันกลับมามองผู้เป็นมารดาอีกเลย...
หลังจากสวี่เหวินหรงกลับมาจากโรงน้ำชาแล้วก็เก็บตัวอยู่ในห้อง นางแค่เศร้าใจแทนนางร้ายในนิยายที่ต้องเจอกับการถูกคนในครอบครัวตักตวงประโยชน์ไม่รู้จบเท่านั้น
นางขอเวลาพักใจหน่อยตอนนี้ยังไม่อยากพบไม่อยากคุยกับใครเลยจริง ๆ
