บทที่ 6
เจ้าเข้าวังไปกับข้า
สมุดบัญชีเล่มหนาหลายเล่มวางซ้อนก่ายกันเป็นตั้ง กลิ่นของน้ำหมึกเก่าปนเปกับกลิ่นน้ำหมึกใหม่โชยแตะจมูก สวี่เหวินหรงค่อยๆ พลิกเปิดไปทีละหน้า นิ้วเรียวไล่ตามตัวเลขที่เรียงรายเป็นแถวอย่างใจเย็น
รายจ่ายส่วนกลางล้วนดูเป็นปกติอาจเพราะอย่างไรคนจัดการก็คือพ่อบ้านฉีเช่นเคย ทว่าทันทีที่นางเปิดไปถึงส่วนรายจ่ายของจิ้นจื่อถงปลายนิ้วที่กำลังกรีดกระดาษเปิดกลับชะงักค้าง แววตาพลันวูบไหวงงงวย
แปลก...
มันเป็นความรู้สึกแปลกประหลาดที่บอกไม่ถูก คล้ายกับได้กลิ่นควันไฟจางๆ ในห้องที่มองไม่เห็นเปลวเพลิง นางขมวดคิ้วมุ่น พยายามไล่เรียงลำดับความคิดในหัว รู้สึกได้ถึงความไม่ชอบมาพากล แต่ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าความผิดปกตินั้นซ่อนอยู่ตรงจุดใด
และอีกเรื่องที่แปลกไปก็คือรายจ่ายของเรือนเวิ่นซู่อวี้ แม่สามีของนาง
นางมองตัวเลขเหล่านั้นด้วยหัวใจที่เริ่มหนักอึ้ง เพราะรายจ่ายล้วนหนักไปที่การเรียกหมอมารักษาและค่าสมุนไพรมากมาย หากนางจำไม่ผิดช่วงต้นเรื่องนางร้ายร่างเดิมยังปะทะคารมกับเวิ่นซู่อวี้จนบางทีถึงขนาดใช้กำลังด้วยซ้ำ เหตุใด...ถึงได้ป่วยเร็วเพียงนี้
เวิ่นซู่อวี้จะเริ่มมีอาการทรุดหนักในช่วงท้ายของเรื่องและตายลงในตอนที่นางร้ายยังมีชีวิตอยู่ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ตอนนี้
เช่นนั้นพรุ่งนี้…นางควรต้องไปเยี่ยมแม่สามีเสียหน่อยแล้ว
เช่าวันรุ่งขึ้น สวี่เหวินหรงยืนอยู่หน้าเรือนของเวิ่นซู่อวี้เป็นที่เรียบร้อย นางยืนรออยู่ข้างหน้ามานานจนลมเย็นพัดผ่านไปก็ผ่านมาจนปลายจมูกชาไปหมด
ยังไม่ทันได้ก้าวเข้าไป บ่าวหน้าประตูก็รีบกั้นไว้
“ฮูหยินน้อย…ฮูหยินใหญ่สั่งว่าไม่ต้อนรับแขกขอรับ”
“วันนี้ข้ามาคารวะน้ำชาในฐานะลูกสะใภ้ ข้ามิได้มาเป็นแขก”
บ่าวผู้นั้นชะงักไปและสีหน้าลังเล
แน่นอนว่าสวี่เหวินหรงรู้ดีว่าแม่สามีไม่ยินดีต้อนรับลูกสะใภ้เช่นนาง หากมัวแต่รอก็คงไม่ได้เข้าไปพบแน่เช่นนั้นนางต้องใช้ไม้ตาย!
“แล้วเรื่องนี้แม่ทัพฉินก็อนุญาตแล้ว...” เพียงแต่อนุญาตเรื่องอันใดนั้นละไว้ในฐานที่เข้าใจ เพราะไม่ใช่เรื่องให้นางมาพบมารดาของเขาแน่
แววตาบ่าวบุรุษผู้เฝ้าไหววูบหนักเข้าไปใหญ่ มือที่กั้นอยู่สั่นนิด ๆ และในจังหวะนั้นเอง สวี่เหวินหรงก็แทรกผ่านช่องว่างระหว่างเขาและประตูไปทันที หากช้ากว่านี้เพียงก้าวคงถูกจับโยนออกไปได้
ทันทีที่เข้ามาด้านในเรือนกลิ่นสมุนไพรกับกลิ่นยาหม้อก็อบอวลหนาจนขมติดปลายจมูกส่อชัดว่าเจ้าของเรือนเป็นผู้ป่วยอย่างแน่แท้
นางเร่งฝีเท้าไปตามเสียงพูดคุยแผ่วเบา เดาเอาว่าห้องนอนน่าจะอยู่ตรงนั้นและเมื่อเดินมาถึงห้องหนึ่งที่ได้ยินเสียงพูดคุยชัดที่สุดก็ผลักบานประตูเข้าไปทันที
เวิ่นซู่อวี้กำลังนั่งพิงหมอน ใบหน้าซีดเซียวทว่าเมื่อครู่ยังยิ้มให้แก่จิ้นจื่อถงที่นั่งตรงหน้า ที่มือประคองถ้วยยาส่งให้ด้วยท่าทีอ่อนหวานแบบพองาม แต่แล้วรอยยิ้มของเจ้าของใบหน้าซีดเซียวก็ดับวูบทันทีที่เห็นสวี่เหวินหรงเข้ามา
“เจ้า…เจ้ายังกล้าเสนอหน้ามาอีกหรือ!”
เวิ่นซู่อวี้ลุกพรวดทั้งที่ร่างกายอ่อนแรง มือสั่นยกชี้หน้า เสียงตะโกนแหบพร่าพร้อมคำด่าทอไหลเป็นชุด ไม่ว่าจะเป็นด่าว่านางเป็นนางปิศาจไร้จิตสำนึก ตัวกาลกิณี นางจิ้งจอก และอื่น ๆ อีกมากมาย
สวี่เหวินหรงที่แม้เตรียมใจว่าจะต้องรับความเกลียดชังมาแล้วระดับหนึ่งกลับยืนแข็งทื่อทำอะไรอยู่หน้าประตู นี่เป็นการตอบสนองจากเวิ่นซู่อวี้ที่นางคาดไม่ถึงจริง ๆ
หากไม่ได้จิ้นจื่อถงรีบเข้าไปประคองและปลอบประโลมก้มกระซิบข้างหูอันใดไม่รู้จนเวิ่นซู่อวี้สงบลง เจ้าตัวอาจช็อกป่วยหนักกว่าเก่าไปเลยก็ได้
สุดท้ายสวี่เหวินอวี้จึงทำได้เพียงหมุนตัวจากมาทั้งที่ยังไม่ได้พูดอันใดด้วยซ้ำ ประตูเรือนหลังใหญ่ปิดลงแล้วเบื้องหลังแต่นางยังคิดถึงสีหน้าและคำด่าเมื่อครู่ไม่จางหาย
นางเคยอ่านว่าเวิ่นซู่อวี้เกลียดสวี่เหวินหรง…แต่ความเกลียดนี้มากเกินไปหรือไม่... หากจะบอกว่าท่าทีเมื่อครู่ของเวิ่นซู่อวี้คล้ายคนสติหลุดไปแล้วก็ไม่ผิดนัก
ทว่าเวลาไม่ปล่อยให้สวี่เหวินหรงคิดวนอยู่กับตัวเองนาน หลังจากก้าวออกจากเรือนมาได้ไม่ทันไรก็มีคนของฉินเย่าหานเดินเข้ามาแจ้งให้นางรีบไปเข้าพบเดี๋ยวนี้
สวี่เหวินหรงก้าวเข้าไปในห้องทำงาน แต่คราวนี้นางได้ยืนอยู่เพียงหน้าประตูชั้นใน ระยะห่างจากโต๊ะทำงานของฉินเย่าหานหลายก้าวจนมองหน้าเขาไม่ชัด ...เขาก็ช่างหาทางแสดงออกว่ารังเกียจนางมากมายเพียงใด
หลังโต๊ะไม้สีเข้มฉินเย่าหานนั่งนิ่ง สายตาคมกริบเงยขึ้นมองนางเมื่อรับรู้ว่าคนที่ตนเรียกมาถึงแล้ว และก็เอ่ยทันทีไม่ปล่อยให้สตรีที่เขาไม่อยากเห็นหน้าหายใจร่วมกันกับเขานานไปกว่านี้
“เตรียมตัวให้ดี อีกสามวัน...เจ้าเข้าวังไปกับข้า”
สวี่เหวินหรงชะงักเล็กน้อย แม้พยายามคุมสีหน้าไม่ให้ดูตื่นเต้นมากเกินไปแต่ก็ไม่พ้นสายตาแหลมของฉินเย่าหานอยู่ดี
ก็นางได้ไปร่วมงานเลี้ยงในวังหลวงเชียวนะ!
ในนิยายที่นางอ่าน…แม้แต่นางเอกอย่างจิ้นจื่อถงยังไม่ได้ไปด้วยซ้ำ
“อย่าคิดว่าข้าพาเจ้าไปเพราะข้าพิศวาสเจ้า” น้ำเสียงเย็นจัดเอ่ยบอกนางเหตุเพราะเห็นสีหน้าของสวี่เหวินหรงนั่นแหละ “ข้าพาเจ้าไปเพราะจะให้เจ้าเริ่มทำหน้าที่ที่รับปากไว้”
สวี่เหวินหรงเข้าใจในพริบตาถึงจุดประสงค์ของเขา เขากำลังจะวางให้นางเป็นตัวล่อ ใช้งานเลี้ยงแสนยิ่งใหญ่ที่ขุนนางแทบทั้งเมืองหลวงไปร่วมงานเป็นกระดานสร้างความเข้าใจผิดว่าเขาเลิกรังเกียจภรรยาพระราชทานแล้ว
นางกดความตื่นเต้นลงก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนหวานทำทีเป็นสตรีว่านอนสอนง่าย
“ข้าจะทำหน้าที่นี้เป็นอย่างดีเจ้าค่ะ เช่นนั้นท่านแม่ทัพมีคำสั่งอันใดเป็นพิเศษหรือไม่ บอกข้าได้เลย...”
ฉินเย่าหานเงยตามองเพียงเสี้ยววินาที แววตานั้นเหมือนมองสิ่งรำคาญ “ทำอะไรก็ได้ที่ไม่ส่งผลเสียต่อข้า เจ้ารู้แล้วก็ไปได้”
น้ำเสียงเขาเย็นชาตามเดิมราวกับกำลังสั่งงานทหารมากกว่าชวนภรรยาไปงานเลี้ยง
สวี่เหวินหรงก้มศีรษะรับคำแต่ไม่รีบจากไป เพราะนางยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องทำอีก
“อย่างไรท่านแม่ทัพก็ตั้งใจจะปล่อยให้ข่าวลือแพร่ไปว่า... ท่านเลิกผลักไสฮูหยินผู้นี้แล้ว” สวี่เหวินหรงเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคมปลาบแฝงความนัย “เช่นนั้น ข้ามิควรย้ายเข้าไปพำนักร่วมห้องกับท่านหรอกหรือ?”
