บทที่ 4
การเจรจาล้มเหลว
หลังคืนเหตุการณ์ที่ศาลากลางสระบัว สวี่เหวินหรงก็ไม่ได้พบทั้งฉินเย่าหานและจิ้นจื่อถงอีกเลย ส่วนหนึ่งเพราะนางไม่ออกจากเรือน อีกส่วนหนึ่ง…เพราะนางไม่คิดจะออกไป
นางไข้ขึ้นตั้งแต่คืนนั้น ลำคอแห้งผาก ศีรษะหนักอึ้ง ไอเป็นพัก ๆ ร่างกายอ่อนล้าจนแทบลุกไม่ขึ้น นางนอนพักอยู่ในห้องเงียบ ๆ ไม่เรียกหมอ ไม่ให้บ่าวไปตามใครมา เหตุเพราะหากคนรู้เข้าเรื่องจะถูกบิดเบือนเป็นอย่างอื่นไป
...ดื่มสุรามีพิษจึงล้มป่วย
...พิษออกฤทธิ์ช้า เห็นหรือไม่ว่านางคิดร้ายใส่อะไรลงในไหสุราจริง ๆ
เรื่องราวเหล่านี้นางไม่คิดเปิดโอกาสให้ใครหยิบไปใช้
สามวัน…ห้าวัน…นางพักจนไข้ค่อย ๆ ลดลงด้วยตนเอง พร้อมกันนั้นสวี่เหวินหรงก็มีเวลาคิดมากกว่าที่เคย
การหลบหนี…ไม่ช่วยอะไร นางเริ่มมั่นใจมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจิ้นจื่อถงรู้เรื่องราวในนิยายไม่ต่างจากนาง ถ้าอีกฝ่ายรู้และไม่คิดปล่อยให้นางอยู่อย่างสงบ การถอยหนีก็เท่ากับยืนนิ่งให้ถูกเหยียบซ้ำ
สวี่เหวินหรงจึงเปลี่ยนแผน นางจะลองไปเจรจาก่อนหากเป็นไปได้ด้วยดี เราต่างก็เป็นพันธมิตรกันได้ แต่หากไม่ก็เหลือทางแค่ต้องเป็นศัตรูเท่านั้น
เช้าวันนั้นเหวินหรงมายืนรออยู่ตรงทางเดินที่มุ่งไปเรือนพักของเวิ่นซู่อวี้ แม่สามีของนาง ลมพัดกลิ่นดอกไม้จาง ๆ ผ่านชายแขนเสื้อ แสงเช้าส่องกระทบพื้นหินแต่ก็ไม่อาจทำให้ใจที่ร้อนรนสงบลงได้
นางรู้ว่าจิ้นจื่อถงต้องมาคารวะและกินอาหารเช้าร่วมกับเวิ่นซู่อวี้หรือมารดาของฉินเย่าหาน และก็คือแม่สามีของนางเอง
เวิ่นซู่อวี้เอ็นดูจิ้นจื่อถงเหลือเกิน สาเหตุหลักมาจากการที่จิ้นจื่อถงคือบุตรีของผู้ช่วยชีวิตฉินเย่าหานไว้ อีกส่วนคือแม่สามีผู้นี้แพ้ความอ่อนหวานและอ่อนโยนของนางเอกในนิยาย ซึ่งต่างจากความร้ายกาจและเอาใจคนไม่เป็นของนางร้ายในนิยายยิ่งนัก
...รอเพียงไม่นาน ประตูเรือนบานใหญ่ก็เปิดออก
จิ้นจื่อถงก้าวออกมาพร้อมบ่าวติดตาม ใบหน้าละมุนอ่อนหวานดังเดิม ดวงตากลมใสเหมือนน้ำค้าง แต่ยามเมื่อเห็นสวี่เหวินหรงนางก็ชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนจะยกมือบอกบ่าวให้หยุดรออยู่ห่าง ๆ แล้วเดินเข้ามาหาอย่างนิ่มนวล
“ฮูหยินสวี่มาดักพบข้า มีเรื่องอันใดหรือ?”
น้ำเสียงนั้นอ่อนโยนจนใครฟังก็เชื่อว่าไร้พิษสง แต่สำหรับสวี่เหวินหรงกลับเห็นพิษร้ายนั่นหลายต่อหลายคราจนตอนนี้มองทะลุปุโปร่ง
“ข้ามีเรื่องจะคุยกับเจ้า... เป็นการส่วนตัว”
คำว่าส่วนตัวฟังดูหนักแน่น สองสายตาประสานกัน ต่างฝ่ายต่างรู้ว่ากำลังพูดถึงอะไร จิ้นจื่อถงยิ้มบาง รอยยิ้มเดิมที่ชวนให้คนเอ็นดู ทว่าแววตาไหววูบเพียงนิดแล้วก็ถูกเก็บกลับอย่างรวดเร็ว
“เช่นนั้น…ไปคุยกันที่สวนเถอะเจ้าค่ะ”
สตรีทั้งสองเดินเคียงกันเข้าไปในสวนดอกไม้ของจวนฉิน
จิ้นจื่อถงที่เดินนำมาสองสามก้าวหยุดฝีเท้าก่อนหันกลับมามองสวี่เหวินหรงด้วยรอยยิ้มอ่อนหวานรอให้คนที่บอกว่ามีเรื่องจะคุยเปิดปากพูด
“ข้ารู้นะ…ว่าเจ้ารู้ว่าโลกใบนี้ที่เรากำลังดำเนินอยู่…คือโลกของนิยาย”
คำว่า นิยาย ทำให้อากาศเย็นลงทันที แม้จื่อถงจะทำสีหน้าไม่เข้าใจแต่แววตาของอีกฝ่ายที่ไหววูบเพียงเสี้ยววินาทีนั้นนางจับสังเกตได้
สวี่เหวินหรงไม่รอให้จิ้นจื่อถงตั้งหลัก จึงพูดต่อด้วยน้ำเสียงเรียบคม “...และเจ้าก็คงรู้ด้วยว่าเจ้าคือนางเอก และสุดท้ายจะคู่กับฉินเย่าหานที่เป็นพระเอกในนิยาย ดูได้จากวันนั้นที่ศาลากลางสระบัว เจ้ารู้ล่วงหน้าว่าข้าจะทำอะไรกับไหสุรา ทั้งที่ข้าไม่ได้ทำจริง ๆ”
สวี่เหวินหรงแสดงหลักฐานทีเดียวเพื่อให้จิ้นจื่อถงปฏิเสธไม่ได้ แววตาของสตรีอ่อนหวานไร้เดียวสาแปรเปลี่ยนเป็นสายตาของใครอีกคนทันที
“เจ้ารู้…แล้วอย่างไรเล่า” จิ้นจื่อถงก้าวเข้ามาครึ่งก้าว พร้อมรอยยิ้มมุมปาก “ข้าคือนางเอกในโลกใบนี้และ... เจ้าเป็นนางร้าย…และก็คงรู้จุดจบของตนดีอยู่แล้วมิใช่หรือ?”
สวี่เหวินหรงพยักหน้ารับอย่างไม่สะท้าน
“ข้ารู้” นางเว้นจังหวะสั้น ๆ ก่อนเอ่ยต่ออย่างหนักแน่น “แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข้าต้องยอมรับว่าจุดจบของนางร้ายเช่นข้าต้องเป็นความตายนิ่”
จิ้นจื่อถงชะงักไปเล็กน้อย สวี่เหวินหรงยืนตรงเดินเข้าหาอีกฝ่ายหนึ่งก้าวเต็มก่อนเอ่ยต่อ “ในโลกนิยาย…ทุกอย่างเปลี่ยนได้เจ้าก็น่าจะรู้เรื่องนี้เช่นกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าจิ้นจื่อถงค้างแข็งทันที แววตาใสกระจ่างของคนที่เคยควบคุมทุกอย่างได้กลับสั่นวูบอย่างห้ามไม่อยู่ เพราะคำตอบนี้…นางรู้ดีแก่ใจ
แต่สวี่เหวินหรงไม่ต้องการต้อนอีกฝ่ายให้จนมุมจนแว้งกัดตน นางมาในวันนี้ไม่ใช่เพื่อเปิดศึกหากแต่เพื่อหาทางรอดที่ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์
“ข้ามาครั้งนี้ไม่ได้มาข่มขู่ ข้ามาเจรจา”
จิ้นจื่อถงยืนสงบอยู่แล้ว สวี่เหวินหรงจึงวางคำพูดราววางหมากให้เห็นทั้งกระดาน “ข้ารู้ว่าเจ้ายังอยากลงเอยกับฉินเย่าหานเช่นในนิยาย ส่วนข้า…ไม่ได้คิดจะรักกับเขา ข้าแค่อยากมีชีวิตอยู่ ไม่ต้องตายก็พอ เราต่างมีจุดหมายต่างกันเพียงร่วมมือกะ--”
“เจ้าพูดเช่นนี้ ข้าเชื่อถือได้จริงหรือ” จื่อถงแทรกก่อนใช้สายตามองลงอย่างดูแคลน “เจ้าอาจหลอกให้ข้าตายใจก็ได้ เจ้าเป็นนางร้าย... แท้จริงเจ้าคงอยากแย่งตำแหน่งนางเอกในนิยายแทบใจขาดดิ้นนั่นแหละ”
สวี่เหวินหรงไม่โต้กลับด้วยอารมณ์ นางพยายามเอาน้ำเย็นเข้าลูบสวนทางกับอีกฝ่าย
“ถ้าเจ้าไม่ไว้ใจข้า เราก็ทำสัญญากันได้ ข้าสัญญาว่าจะหลีกทาง ปล่อยให้เจ้าและฉินเย่าหานมีความสุขไป” นางสบตาอีกฝ่ายตรง ๆ “ขอเพียงเจ้า…อย่ามายุ่งกับข้าก็พอ”
จิ้นจื่อถงนิ่งไปครู่หนึ่งราวกำลังคิดใคร่ครวณซึ่งสวี่เหวินหรงก็ปล่อยให้อีกฝ่ายใช้เวลาได้เต็มที่ ทว่าสุดท้ายกลับได้รับรอยยิ้มเยือกเย็นแทน
“ข้าไม่ตกลง เพราะไม่ว่าเจ้าจะหลีกทางหรือไม่ นางเอกในนิยายเช่นข้าก็ต้องคู่กับฉินเย่าหานอยู่ดี”
คำพูดนี้ถือเป็นการตัดหนทางเลือกหนึ่งของสวี่เหวินหรงอย่างเด็ดขาด นางหลับตาลงอย่างยอมรับชะตากรรม สูดลมหายใจหนึ่งครั้งก่อนลืมตาขึ้นอีกหน ใบหน้ายังนิ่งอย่างยอมในผลลัพธ์
...ดูท่าแล้วโลกนี้จะไม่ต้องการความสันติ นางเองแม้ไม่ใช่คนชอบปะทะแต่เมื่อถึงคราวเพื่อชีวิตรอดนางก็สู้ไม่ถอยกัดไม่ปล่อยเช่นกัน
ทว่าอยู่ดีดีท่าทีของจิ้นจื่อถงก็เปลี่ยนไป จากรอยยิ้มมุมปากอย่างคนรู้สึกเหนือกว่ากลับแปรเปลี่ยนเป็นหุบยิ้มและทำสีหน้าเศร้าใจแทน
