บทที่ 3.2
จิ้นจื่อถงอ้าปากจะห้าม แต่เหอเฟิงหลัวรีบปรายตาปรามอย่างหวังดี นางก็จำต้องกลืนคำพูดลงคอเหลือเพียงท่าทีรู้สึกผิดอยู่เนือง ๆ
ฉากนี้ในนิยายจบด้วยนางร้ายในนิยายต้องดื่มสุราที่ใส่ยากำหนัดเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน หลังจากนั้นก็ทำได้เพียงรีบหาทางปลีกตัวหลบไปทุกข์ทนกับความทรมานที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้นอยู่เพียงผู้เดียว และก็เป็นจุดที่ทำให้นางร้ายร่างเดิมโกรธนางเอกในนิยายมากจนเลือกเดินทางผิดสู่จุดจบตามนิยายต้นฉบับ
แต่ตอนนี้...นางไม่ใช่นางร้ายคนเดิม และสิ่งที่นางอยากพิสูจน์ก็ได้รับคำยืนยันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนี้นางขอทำตามใจตนเองก็แล้วกัน
สวี่เหวินหรงหยักยิ้มเย็นกับคำพูดแสนโหดร้ายของฉินเย่าหานที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของตน ความแค้นจากอดีตทำให้บุรุษตรงหน้าเป็นได้ขนาดนี้เชียวหรือ...
“ที่ท่านแม่ทัพพูด…ก็ไม่ใช่ว่าจะถูกเสียทีเดียว” เหวินหรงเอ่ยเสียงเรียบก่อนเงยหน้าขึ้นมองฉินเย่าหานตรง ๆ อย่างไม่หลบสายตา “อย่างแรก...ท่านไร้ความยุติธรรมยิ่งนัก การตัดสินของท่านเอนเอียงไปยังจิ้นจื่อถงจนเกินจะรับไหว...”
คำพูดของสวี่เหวินหรงครานี้ก็ทำให้เหล่าคนมองด้วยอคติถูกกล่าวหาไปตาม ๆ กัน พวกเขาต่างสงสัยว่าเหตุใดนางพูดเช่นนี้จึงหยุดฟังเงียบปล่อยให้เหวินหรงเอ่ยต่ออย่างไร้คนแทรก
“เหตุใดไม่ให้จื่อถงยื่นหลักฐานที่กล่าวหาว่าข้าใส่บางอย่างลงไปในไหสุราบ้างเล่า ...เพียงนางบอกปากเปล่าพวกท่านก็เชื่อแล้วหรือ?”
นางรู้คำตอบอยู่ในใจว่าทำไม สวี่เหวินหรงจึงเพียงเหยียดยิ้มให้กับตนเองก่อนสลัดความรู้สึกหน่วงออกไป “แต่พอเป็นข้า…ข้าบอกว่าไม่ได้ทำ กลับไร้คนเชื่อ แล้วยังให้พิสูจน์ด้วยการดื่มสุราที่มีคนกล่าวว่ามีบางอย่างอยู่ในนั้นอีก หึ...”
ประโยคยาวเหยียดหยุดลงชั่วครู่ ก่อนประโยคถัดไปที่ล้วนแทงใจดำคนที่กล่าวให้นางดื่มสุราฟังจะตามมา
“เอ หรือแท้จริงแล้วนี่คือแผนของท่านแม่ทัพที่อยากฆ่าฮูหยิน
พระราชทาน…เพื่อจะได้แต่งสตรีที่ท่านรักขึ้นมาแทนกัน?”
เสียงเก้าอี้ล้มกระแทกพื้นเพราะฉินเย่าหานลุกพรวดดังก้องกังวาน แววตาของเขาแข็งกร้าวพลางยกนิ้วชี้หน้าสวี่เหวินหรงด้วยความโกรธที่ไม่คิดปิดบัง
“สามหาวนัก! เจ้ากล้ากล่าวหาข้า?!”
สวี่เหวินหรงไม่ถอยแม้ครึ่งก้าว นางเงยคางขึ้นรับปลายนิ้วนั้นอย่างไม่หวั่นเกรง
“กล่าวหาหรือ คำนี้มิใช่ควรใช้เรียกคนที่บอกว่าคนอื่นทำผิดทั้งที่ไร้หลักฐานหรอกหรือ สิ่งที่ข้าพูดไป...เพียงปกป้องตนเองเท่านั้นต่างจากพวกท่าน!” น้ำเสียงนางเย็นชานักไม่ต่างจากสายตาไม่ยอมแพ้เลย
ไม่รอให้เวลาผ่านไปนานสวี่เหวินหรงก็หันไปมองจิ้นจื่อถงด้วยดวงตาคมเฉี่ยวก่อนกดต่ำลงเอ่ยถาม “ว่าอย่างไร จื่อถง เจ้ามีหลักฐานหรือไม่ว่าข้าเป็นคนใส่อะไรบางอย่างลงไปในไหสุรานี้”
จิ้นจื่อถงชะงักที่ถูกโจมตีกะทันหัน สีหน้าอึ้งปนฉงนอย่างคนถูกต้อนจนมุม สายตาเหล่าคนในศาลาหลายคู่เริ่มมองมาที่นาง เจ้าถูกกดดันไม่รู้จะตอบอย่างไร ริมฝีปากบางเม้มแน่น…เมื่อไม่รู้จะตอบอันใดก็เลยเลือกใช้ไม้ตาย!
“แค่ก! แค่ก…แค่ก!”
จื่อถงไอจนไหล่สั่น หนักขนาดที่ต้องยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นปิดปาก ภาพนั้นดึงความสนใจกลับไปยังความบอบบางที่ทุกคนคุ้นชิน และที่สำคัญคือส่งผลให้ความสนใจของฉินเย่าหานหันเหไป…
จื่อถงคือผู้ช่วยชีวิตเย่าหานจากการจมน้ำเมื่อไม่นานมานี้ แววตาลังเลเมื่อครู่จึงเปลี่ยนเป็นแข็งกร้าวในพริบตา
“ข้า…ไม่มีหลักฐานเจ้าค่ะ ข้าผิดเองที่ใส่ร้ายฮูหยินสวี่ ได้โปรดลงโทษข้าด้วยเถิด…”
สวี่เหวินหรงยังไม่ทันขยับปากตอบรับ ฉินเย่าหานก็หันกลับมาตวาดใส่นางเสียแล้ว “ปากดียิ่งนัก เรื่องนี้...ถูกเจ้าเปลี่ยนคนผิดได้อย่างง่ายดายทั้งที่ก็เป็นเจ้าเองที่ทำผิดแล้วยังหน้าหนาจนทำให้คนหวังดีดูเป็นคนผิดแทน… ความคิดเจ้าช่างร้ายยิ่งกว่าปิศาจทุกชนิดที่ข้าเคยพบ!”
สวี่เหวินหรงถอนหายใจพรูใหญ่กับอคติของบุรุษผู้เป็นสามีที่มากจนไม่ว่านางจะพูดอันใดไปก็ดูจะไร้ประโยชน์ไปเสียหมดอยู่ดี เหวินหรงก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะตรงกลางมากขึ้นแล้ววางสายตาลงบนชามสุราของฉินเย่าหานที่ตั้งอยู่
“ตามจริง วิธีพิสูจน์ว่าในไหสุรานี้มีพิษหรือไม่…หรือมีสิ่งใดถูกใส่ลงไปไหม มีวิธีที่แน่ชัดกว่าให้ข้าดื่มพิสูจน์มากนัก”
นางเอื้อมมือแตะขอบชามเบา ๆ ก่อนเอ่ยต่อ “เพียงเรียกหมอให้มาตรวจก็รู้ได้แล้ว... แต่ท่านกลับเลือกอีกหนทางหนึ่ง…”
สวี่เหวินหรงเงยหน้าขึ้นสบกับสายตาของเย่าหานที่มองตอบกลับมาเช่นกัน ดวงตาเป็นประกายเย็นวาบสบกับแววตาอาฆาตแค้นเช่นเคยก่อนเสียงหัวเราะแผ่วเบาหลุดออกมาตามด้วยมือเรียวเอื้อมไปหยิบชามสุราเจ้าปัญหาขึ้นมาอย่างไร้ท่าทีลังเล
สวี่เหวินหรงยกขึ้นดื่มในคราเดียว
สุราไหลผ่านลำคอจนรู้สึกอุ่นวาบ กลิ่นแรงตีขึ้นจมูกจนแสบ แต่สวี่เหวินหรงเพียงขมวดคิ้ว ไม่แสดงอาการใดใดให้พวกคนตรงหน้าใช้เป็นจุดอ่อนเล่นงานได้ ดื่มหมดก็วางชามลงแล้วหมุนตัวกลับมาเผชิญหน้ากับสายตาหลายคู่ที่มองตาม
....เงียบ เงียบจนได้ยินเสียงผิวน้ำไหลเคลื่อนเนื่องจากลมเย็นที่พัดผ่าน
สายตาหลายคู่จ้องนางราวเห็นสิ่งผิดปกติ ฮูหยินที่ถูกกล่าวหาว่าวางยากลับดื่มสุรานั้นต่อหน้าทุกคนราวไม่มีอะไรต้องกลัว หรือว่าในนั้นจะไม่มีอะไรอย่างที่อีกฝ่ายยืนยันกันแน่...
สวี่เหวินหรงยืนนิ่งอยู่นานมากพอให้ไม่ว่าพิษไหนก็ควรออกฤทธิ์ได้แล้ว เมื่อไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น นางจึงเอ่ยทำลายความเงียบนั้นลง
“เท่านี้…พอจะพิสูจน์ได้แล้วใช่หรือไม่”
นางปรายตาไปทางเหอเฟิงหลัวที่เหมือนกำลังจะอ้าปาก “หรือจะมีผู้ใดกล่าวอีกว่า ข้ากินยาถอนพิษมาก่อนหน้า จึงกล้าดื่ม”
คำพูดนั้นไม่ใช่คำถาม หากเป็นการตัดช่องทางโต้กลับให้หมดสิ้นจากเหล่าสาวกของนางเอกในนิยาย
“หากใครมีข้อสงสัยหรือข้อโต้แย้งอันใดอีก ก็เขียนรวมแล้วส่งมาให้ข้าแล้วกัน”
พูดยาวเกินไปทำให้ลำคอที่ระคายจากการเป็นหวัดอยู่แล้วก็ยิ่งคัน แต่นางต้องอดกลั้นไว้เพราะหากไอออกมามีแต่จะถูกหาว่าพิษในสุราออกฤทธิ์แล้ว
เมื่อไม่มีใครแย้งสวี่เหวินหรงก็หันหลังเดินออกจากศาลาไป ทิ้งความเงียบงันไว้ข้างหลังเป็นคำตอบของเหตุการณ์ที่ไร้ความยุติธรรมนี้...
สุรานั้นไม่มีพิษกำหนัดหรืออะไรทั้งสิ้น เหตุเพราะนางไม่ได้ใส่อะไรลงไป นางไม่ได้ไปแม้กระทั่งโรงเก็บสุรา ซึ่งต้องไม่มีจังหวะให้ใครบังเอิญมาเห็นเหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในนิยาย...
ทว่าจิ้นจื่อถงกลับบอกว่าเห็นนางใส่อะไรลงไปแล้วมาแจ้งแก่ทุกคนเฉกเช่นเดียวกับที่เกิดในนิยาย สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ทำให้สามารถสรุปได้ว่า นี่อาจไม่ใช่ฝีมือของนักเขียนที่ลากนางที่พยายามหลีกห่างเส้นเรื่องในนิยายเข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกพระเอกและนางเอกในนิยาย
แต่เป็น...จิ้นจื่อถงผู้เป็นนางเอกในนิยายต่างหาก!
นางเป็นอีกคนที่รู้ว่าโลกแห่งนี้คือโลกของนิยาย และรู้เส้นเรื่องในนิยายไม่ต่างจากสวี่เหวินหรงผู้เกิดในร่างนางร้ายในนิยายเลย
