บทที่ 3
ในไหสุรามีพิษกำหนัด
ณ ศาลากลางสระบัวหลังการสังสรรค์ดำเนินไปพักหนึ่ง บ่าวสองคนก็ยกไหสุราเข้ามาเติมใหม่ บ่าวผู้หนึ่งยกไหหนึ่งขึ้นรินสุราใส่ชามของฉินเย่าหาน แต่พอจะรินให้เหอเฟิงหลัวและทหารผู้อื่นกลับชะงักมือ แล้วหยิบอีกไหขึ้นมาแทน
“เหตุใดต้องเปลี่ยนไห” เหอเฟิงหลัวเลิกคิ้วมุ่นอย่างสงสัยจึงเอ่ยปากถามทันใด
บ่าวผู้นั้นยิ้มอ่อนหวานตอบกลับอย่างไร้ความผิดปกติ “สุราในไหนี้ฤทธิ์แรงเจ้าค่ะ เกรงท่านรองแม่ทัพและท่านผู้อื่นจะกลับเรือนไม่ไหว”
คำอธิบายฟังดูมีเหตุผลความสงสัยนั่นจึงถูกปล่อยให้ผ่านไป ฉินเย่าหานยกชามสุราของตนขึ้นจรดริมฝีปาก ทว่าชามยังไม่ทันแตะริมฝีปาก เสียงอ่อนหวานก็ดังขึ้นจากด้านข้างขัดก่อนเสียแล้ว
“อย่าดื่มนะเจ้าคะ!…”
จิ้นจื่อถงไม่รู้มาตั้งแต่เมื่อไร ใบหน้าซีดนิด ๆ ดวงตากลมใสเหมือนกลั้นความกังวลไว้เต็มอกโดยเฉพาะยามมองไปที่ไหสุราที่เพิ่งมาใหม่
“เพราะเหตุใด” แววตาของฉินเย่าหานแข็งกร้าวคลายลงเมื่อรู้ว่าเป็นผู้ใดเอ่ยขัด
จิ้นจื่อถงเม้มริมฝีปากแสดงท่าทีเหมือนลังเลไม่อยากพูดจนเหอเฟิงหลัววางชามลงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัยใคร่รู้แฝงความกดดันเล็ก ๆ
“คุณหนูจิ้นเห็นสิ่งใดมาหรือ? บอกมาเถิดอย่างไรท่านแม่ทัพก็ปกป้องท่านอยู่แล้ว”
จิ้นจื่อถงเหลือบมองคนพูดชั่วครู่ นางหายใจเข้าเฮือกใหญ่ก่อนกัดฟันพูดออกมา
“ข้า…เห็นฮูหยินสวี่ใส่อะไรบางอย่างลงไปในไหสุราใบนี้เจ้าค่ะ”
คำพูดนั้นทำให้คนในวงสังสรรค์เงียบลงทันใด นอกจากนามเรียกนี้ไม่มีใครอยากได้ยินในจวนฉินแล้ว สิ่งที่คาดเดาไปจากคำพูดเมื่อครู่ยังทำให้คนได้ยินเกรงว่าเจ้ามือเลี้ยงสุราในวันนี้จะไม่สบอารมณ์ด้วย
ฉินเย่าหานนิ่งไปเพียงลมหายใจเดียวไม่ต่างจากผู้อื่นก่อนแววตาจะเย็นจัดและเอ่ยเสียงประกาศกร้าวในเวลาต่อมา
“ไปเรียกนางมา!”
จิ้นจื่อถงชี้ไปหลังต้นไม้ต้นหนึ่งทันที เป็นจุดที่เหวินหรงยืนอยู่นั่นเอง...
“จับนางมานี่!”
บ่าวชายหลายคนพุ่งออกมาทำตามคำสั่งแต่มีหรือสวี่เหวินหรงจะปล่อยให้ทำอย่างง่ายดาย นางยกมือขึ้นห้ามพร้อมส่งสายตาคมเฉี่ยวกวาดไปทางพวกบ่าวจนพากันชะงักฝีเท้าไม่กล้าเข้ามา
“ไม่ต้องมาจับ ข้าเดินเองได้!”
เหวินหรงก้าวออกจากใต้ร่มเงาต้นไม้แล้วเดินมุ่งเข้าไปในศาลาอย่างไร้ท่าทีหวั่นเกรง ชุดกระโปรงไหวตามจังหวะก้าวสร้างความน่ามองขึ้นไปอีก ใบหน้าเรียวสวยได้รูปไร้อารมณ์ใดปรากฏจนอ่านยากว่าเจ้าตัวกำลังกลัวหรือไม่ แม้นางจะต้องเผชิญกับเหล่าบุรุษที่มองมาด้วยสายตามากอคติและความเกลียดชัง
ทันทีที่สวี่เหวินหรงหยุดยืนตรงหน้าพวกเขามั่นคงเสียงของเหอเฟิงหลัวก็เอ่ยแทรกออกมาก่อนใคร
“ฮูหยินสวี่ใส่อันใดลงไปในไหสุราของท่านแม่ทัพกันหรือ?” แววตาแข็งกร้าวนั้นบ่งบอกว่าได้เลือกข้างเป็นที่เรียบร้อยแม้ประโยคเมื่อครู่จะคล้ายเป็นคำถามก็ตาม “ท่านคิดจะทำร้ายท่านแม่ทัพที่ให้ข้าวให้ที่พักอาศัยแก่ท่าน... คนสกุลสวี่ล้วนมีสันดานเดียวกันหมดสินะ”
คำพูดนั้นไม่ใช่แค่กล่าวหา แต่มันคือการตอกย้ำว่าเลือดของศัตรูยังติดอยู่บนชื่อนางไม่เคยจางซึ่งนั่นก็คือที่มาของสายตาเกลียดชังเหล่านั้น
แม้จะได้รับคำด่าทอกลับมาแต่สวี่เหวินหรงก็ไม่ได้ด่าเขากลับ นางแสร้งทำสีหน้าไม่เข้าใจตอบก่อนจะเลียนแบบสตรีอีกนางด้วยการเอียงศีรษะเล็กน้อยให้ดูมีท่าทางไร้เดียงสา แล้วเอ่ยถามเชื่องช้า
“ข้าทำอันใดผิดหรือพวกท่านจึงได้เรียกข้ามาด่าเช่นนี้...รบกวนแจ้งก่อนด้วย”
คำถามนี้นางหันไปมองจื่อถงตรง ๆ อย่างต้องการเจาะจงถามเป็นพิเศษ จิ้นจื่อถงถอยหลังไปครึ่งก้าว ดวงตาใสวูบไหวเหมือนตกใจ นั่นทำให้เหอเฟิงหลัวขยับมาขวาง เขาทำตัวสมกับเป็นพระรองในนิยายจนนางอยากมอบรางวัลสมบทบาทให้เสียจริง
“ท่านทำอันใดผิดก็น่าจะรู้ดี ยังจะข่มขู่ผู้อื่นอีก!” เขากดเสียงต่ำแต่หนักแน่น “ท่านใส่อะไรลงไปในสุรานี้บอกมาเสียดีดี?”
...สวี่เหวินหรงถอนหายใจอย่างระอากับการปกป้องเกินจำเป็นของบุรุษตรงหน้า ก่อนจะตอบเสียงเรียบ
“ข้าไม่ได้ใส่อันใดลงไป”
“โกหก!” คำปฏิเสธยังไม่ทันจบดีเหอเฟิงหลัวก็ตะคอกกลับทันที แววตาเขาแข็งขึ้นจนเหมือนคมมีด “หากไม่ใส่ แล้วเหตุใดต้องทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ อยู่ตรงนั้น ราวกับมาดูว่าแผนของตนได้ผลหรือไม่ด้วยเล่า”
สวี่เหวินหรงหรี่ตา ความอดทนบางอย่างเริ่มแตกร้าวแต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้ตะคอกใครให้เสียสุขภาพคออยู่ดี
“ข้ามาเดินเล่นรับลมไม่ได้เลยหรือไร” นางเชิดคางขึ้นเล็กน้อยก่อนเอ่ยต่อ “นี่มันจวนของสามีข้า--”
คำว่าสามียังไม่ทันจบ เสียงฉินเย่าหานที่เงียบอยู่นานก็แทรกขึ้น ราวไม่พอใจที่ได้ยินคำนี้จากปากนาง ทั้งที่ก่อนหน้าคุยกันมานานเขาไม่เห็นอยากจะมาร่วมวงเลยด้วยซ้ำ
“อย่าพูดให้มากความข้าไม่อยากฟัง หากเจ้าไม่บอกตอนนี้…ก็จับไปโบยเสีย! ดูซิจะปากแข็งกว่าไม้โบยหรือไม่”
แต่ก่อนที่บ่าวในจวนจะทำตามคำสั่งของเย่าหาน ก็เป็นจิ้นจื่อถงแม่ดอกบัวขาวรีบยกมือขึ้นห้ามด้วยท่าทีร้อนรนแต่ยังดูน่ามอง
“อย่าให้ถึงขั้นนั้นเลยเจ้าค่ะ บางที…ข้าอาจเข้าใจผิดไปเองก็ได้ ฮูหยินไม่น่าอยากจะทำอันใดท่านแม่ทัพหรอกเจ้าค่ะ”
จิ้นจื่อถงเอ่ยไปก็เงยขึ้นมาทางสวี่เหวินหรงแล้วรีบหลบตา การกระทำนี้คนนอกมองมาดูแล้วก็ล้วนเข้าใจว่านางเกรงว่านางร้ายจะตามมาแก้แค้นด้วยการกลั่นแกล้งตนภายหลัง “ข้าขอให้เรื่องนี้แล้วกันไปเถิดเจ้าค่ะ ส่วนสุรานี้…เพียงไม่ดื่มก็จบแล้ว”
ฉินเย่าหานหรือจะยอมปล่อยไปง่าย ๆ เขาหันไปบอกกับจิ้นจื่อถงเสียเย็น
“เรื่องอื่นข้าฟังเจ้าได้ แต่เรื่องนี้ข้าไม่อาจทำตามคำขอได้” เย่าหานเอ่ยบอกจื่อถงเสร็จก็เลื่อนสายตามายังตัวต้นเรื่องที่ยืนทำหน้าไม่รู้ร้อนรู้หนาวชวนให้เคืองสายตาของเขายิ่งนักอย่างสวี่เหวินหรง “ในเมื่อเจ้าไม่บอก…หากไม่อยากถูกโบย ก็ดื่มสุรานี้ก็แล้วกัน”
