บทที่ 14
อดีตคู่หมั้นของเหวินหรง
สวี่เหวินหรงหลังได้รับอนุญาตจากท่านแม่ทัพฉินก็ออกมาเดินตลาดทันที แต่ก็ไม่ได้ซื้ออะไรมากนัก
นางแวะเข้าร้านผ้าบ้าง ร้านเครื่องประดับบ้าง เพียงยืนดู เลื่อนปลายนิ้วผ่านเนื้อผ้า ถามราคาอย่างขอไปที แล้วก็เดินออกมาเหมือนคนมาเดินเล่น ไม่ใช่มาเลือกซื้อจริงจัง
ของที่นางเสียเงินซื้อกลับกลายเป็นขนมข้างทางเสียมากกว่า
ซาลาเปาร้อน ๆ น้ำตาลปั้นเล็ก ๆ และที่สำคัญ…นางไม่ได้ซื้อให้ตัวเองกิน
เหวินหรงโยนของกินให้ถาวฮวา แล้วก็ส่งให้สององครักษ์ที่ตามประกบอยู่ด้านหลังด้วยท่าทีสบายราวกับเป็นเรื่องปกติ องครักษ์สองคนรับมาอย่างเสียไม่ได้ทว่าก็ไม่กินเลยสักครั้ง
สีหน้าและสายตาของพวกเขานั้นชัดเจนว่าเต็มไปด้วยอคติที่มีต่อฮูหยินสกุลสวี่คนนี้อย่างที่บ่าวหลายคนในจวนฉินเป็น แม้เหวินหรงจะชวนคุย พวกเขาก็ตอบคำสั้น ๆ นั้น
เหวินหรงไม่ใส่ใจท่าทีเหล่านั้นให้มาทำลายอารมณ์ที่กำลังชื่นบาน นางเดินต่อไปแวะร้านเซาปิ่งร้านหนึ่ง ซื้อสองห่อแล้วจ่ายเงินให้แม่ค้าไป ทว่านางเดินกลับมาได้ไม่เท่าไรก็มีเสียงผู้ชายเอ่ยเรียกไว้
“อาหรง!”
เสียงนั้นดังพอให้ถาวฮวาหยุดเท้า องครักษ์สองคนก็ขยับเข้ามาใกล้เจ้านายโดยอัตโนมัติ
เหวินหรงหันกลับไปมองทันที
เจ้าของเสียงเรียกด้วยคำแสนสนิทสนมคือชายหนุ่มผู้หนึ่ง ยืนอยู่ไม่ไกลนัก รูปร่างสูงเพรียว หน้าตาหล่อเหลา ไม่ได้ล่ำหนาแบบฉินเย่าหาน แต่ก็ไม่ผอมบางอ้อนแอ้นอย่างบัณฑิตทั่วไป
เขายิ้มให้นางด้วยรอยยิ้มแบบดีใจจนแววตาสว่างขึ้น เหมือนพบคนที่คิดถึงมานาน ทว่าตั้งแต่เหวินหรงเข้าในนิยายนางยังไม่เคบพบใครมีหน้าตาแบบนี้เลย ...เขาคือใครกัน?
“บังเอิญนักที่ได้เจอเจ้าที่ตลาด” เขาพูดอย่างสนิทสนมต่อหน้าถาวฮวาและองครักษ์ราวกับไม่เห็นสายตาระแวงของพวกเขา
สวี่เหวินหรงพยายามค้นในหัวว่าเขาคือใครที่น่าจะเจอกันทว่าหลายสิ่งในนิยายเปลี่ยนไปแล้วส่งผลให้เส้นเวลารวนไปหมด เดายากไปอีก นางไม่อยากเอ่ยทักอย่างมั่ว ๆ พลาดมาต้องมาเหตุผลมาอธิบายอีกจึงได้แต่ยิ้มแห้งแล้วเออออไปก่อน
“เอ่อ…ช่างบังเอิญจริง ๆ ไม่เจอกันนานเชียว”
ชายหนุ่มไม่ติดใจ เขากลับพูดต่อทันที
“ตอนแรกข้าไปหาอาหรงที่ตระกูลสวี่เพื่อถามไถ่ความเป็นอยู่ของเจ้า ใต้เท้าสวี่กลับบอกให้ข้าไปถามเจ้าเอง” เขาหยุดนิดหนึ่งก่อนเอียงคอมองนาง “นี่เจ้ากับบิดา…ยังไม่คืนดีกันอีกหรือ”
เหวินหรงชะงักเล็กน้อยเพราะในวูบหนึ่งมีชื่อหนึ่งผุดขึ้นมา
หวังซูจิ้ง อดีตคู่หมั้นของสวี่เหวินหรง! และเป็นตัวร้ายในนิยายที่ควรกลับเข้าเมืองหลวงตอนช่วงท้ายเรื่องหลังจากเดินทางออกไปเรียนวรยุทธ์ที่สำนักนอกเมืองห่างไกลหลังจากพลาดไม่ได้แต่งกับคู่หมั้น
น่าประหลาดใจที่ตอนนี้…เขายืนอยู่ตรงหน้า เหตุใดเดินทางกลับมาเร็วนัก
…นี่ก็ไม่เหมือนในนิยายอีกแล้ว
“แล้ว…คุณชายหวังกลับมาแต่เมื่อใดเจ้าคะ เหตุใดกลับมาเร็วนักเจ้าคะ?”
ซูจิ้งได้ยินคำเรียกห่างเหินเช่นนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็หุบลงช้า ๆ เหมือนถูกลมหนาวปาดผ่าน เขามองนางนิ่ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ
“เราไม่ได้เจอกันนานแค่นี้…เจ้าก็ห่างเหินกับข้าเพียงนี้แล้วหรือ เหตุใดไม่เรียกแบบเดิม”
เหวินหรงยิ้มเก้อทันที แบบเดิมคืออะไร…นางไม่รู้จริง ๆ ในนิยายไม่ได้ระบุถ้อยคำสนิทสนมของคนสองคนนี้ไว้ชัดเจนเสียหน่อย ส่วนใหญ่จะระบุถึงเรื่องที่เกี่ยวกับนางเอกในนิยายเสียมากกว่า
“เอ่อ ตอนนี้ข้าเป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพแล้วนี่ จะเรียกบุรุษอื่นอย่างสนิทสนม…ย่อมไม่เหมาะน่ะ”
คำพูดนั้นเหมือนเข็มเล่มเล็กที่แทงลงบนความคาดหวังเล็ก ๆ ของเขาทันใด ซูจิ้งพยักหน้าช้า ๆ สีหน้าหงอยลงยิ่งกว่าเดิม แววตาที่เมื่อครู่ยังสว่างไสวกลับหม่นลงชัดเจน
เหวินหรงมองสีหน้าเขาแล้วใจกลับเจ็บเล็กน้อย ในนิยาย หวังซูจิ้งคือคนเดียวที่ทำดีกับนางร้ายอย่างไม่หวังสิ่งตอบแทน เพราะความรักบริสุทธิ์ที่เขามีให้ จนต่อให้นางร้ายขอให้เขาทำเรื่องผิดเพียงใด…เขาก็ยอมทำ
และตอนนี้…คนตรงหน้ากำลังทำหน้าเศร้าราวสุนัขที่หูตกหางลู่
“บนโลกนี้มิได้มีสตรีเพียงข้าเท่านั้นเจ้าค่ะ” นางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง “ท่านยังจะได้พบคนที่ดีกว่าข้าอีกมาก อย่าเศร้าไปเลย…อย่างไรเราก็ยังเป็นสหายกันได้”
ซูจิ้งเหมือนฝืนยกมุมปากขึ้นอีกครั้ง แม้รอยยิ้มจะไม่ถึงดวงตา เขาพยายามทำให้ตัวเองดูร่าเริงเหมือนเดิม
“เช่นนั้น…ในเมื่อสหายกลับมาเจอกัน ก็ต้องฉลองกันหน่อยหรือไม่” เขาเอ่ยกลบความหม่นหมอง “ไปกินของอร่อยสักมื้อเดี๋ยวข้าเป็นเจ้ามือเอง”
เหวินหรงที่เกือบจะพยักหน้าตอบรับก็ถูกแรงดึงรั้งแขนเสื้อจากด้านหลังเรียกสติไว้ก่อน เป็นถาวฮวานั่นเอง...
เหวินหรงหันมาหาซูจิ้งพลางยกยิ้มสุภาพ เลือกคำพูดให้ไม่ทำร้ายเขาเกินไปทันใด “เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันเจ้าค่ะ วันนี้ข้ามีธุระต่อ”
เหวินหรงค้อมศีรษะเล็กน้อยก่อนขอตัวลาออกมา ส่วนสององครักษ์ผู้ถูกสั่งมาให้ดูแลปกป้องฮูหยินที่พวกเขาไม่ยินดีต้อนรับก็หมายมาดว่าจะเอาเรื่องที่ได้เจอได้ฟังทั้งหมดนี้ไปรายงานท่านแม่ทัพให้ครบถ้วน เจ้านายของพวกเขาจะได้เห็นธาตุแท้ของนาง!
สวี่เหวินหรงเพิ่งกลับถึงจวนฉินยังไม่ทันได้พักหายใจ บ่าวของฉินเย่าหานก็วิ่งหน้าตั้งมาดักรอ
“ฮูหยิน ท่านแม่ทัพเรียกพบด่วนขอรับ!”
นางขมวดคิ้วอย่างสงสัยแต่ก็ยอมเดินไปที่ห้องทำงานแต่โดยดี ในใจคิดว่าคงคุยเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวาน ...พอเปิดประตูเข้าไป บรรยากาศกลับมาคุมาจนน่าขนลุก ฉินเย่าหานไม่ได้จับพู่กันเขียนงานเหมือนเคย แต่กำลังนั่งเช็ดดาบเล่มเขื่อง แสงไฟสะท้อนคมดาบวับแวมดูอันตรายพอๆ กับสายตาของผู้เป็นเจ้าของ
“ท่านแม่ทัพเรียกข้ามา มีเรื่องอะไรหรือเปล่าเจ้าคะ?”
นางหยั่งเชิงและก็ถูกเจ้าของห้องเอ่ยตอบแทบจะทันทีโดยไม่เงยหน้ามองนางด้วยซ้ำ “ต้องมีเรื่องด้วยหรือ ข้าถึงจะเรียกเจ้ามาได้”
น้ำเสียงนั้นเรียบเฉยแต่กดดันจนนางเผลอกลืนน้ำลาย
...เอาแล้วไง ตึงใส่นางขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าเขาไปโกรธใครมาเนี่ยแล้วคิดจะเอานางเป็นที่รองรับหรอกนะ
“เปล่าเจ้าค่ะ ท่านเรียกข้าได้ตลอดเวลาอยู่แล้ว” ไม่พูดเปล่า นางฉีกยิ้มสู้ไปให้ด้วย
และก็ดีที่นางไม่ได้กลับมาจากตลาดมือเปล่า เหวินหรงรีบหยิบห่อเซาปิ่งที่ซื้อจากตลาดออกมาวางตรงหน้าเขาทันที หวังว่าอย่างน้อยอาหารตรงหน้าจะช่วยให้อารมณ์ไม่ดีของบุรุษตรงหน้าดีขึ้นบ้าง
“ข้าซื้อมาฝากเจ้าค่ะ กลิ่นหอมโชยมากข้าก็นึกถึงท่านแม่ทัพทันที”
ฉินเย่าหานชะงักมือที่เช็ดดาบ เขาเหลือบมองเซาปิ่งสลับกับใบหน้าของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าหนีแล้วตอบเสียงเรียบ
“วางไว้ตรงนั้นแหละ ถ้าหิวเดี๋ยวข้ากินเอง”
นางรอดตายแล้ว เพราะแม้คำพูดจะฟังแล้วระคายหูไม่ต่างจากเดิมนักแต่ว่าน้ำเสียงและบรรยากาศเย็นเยือกเมื่อครู่คลายลงอย่างเห็นได้ชัด
