ตอนที่ 4 เปลี่ยนเป้าหมาย
เวลาผ่านไปหลายวัน หลี่หนิงหนิงก็หิ้วกระบอกน้ำมาส่งให้พ่อกับแม่ที่กลางทุ่งนา หญิงสาวมองพวกปัญญาชนที่อยู่ไกลๆ สีหน้าลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงเดินตรงเข้าไปหา
แน่นอนว่าฉู่เหล่ยเห็นเธอ และเขาไม่ได้เดินเลี่ยงหนีไป
แต่หลี่หนิงหนิงไม่ได้ชายตาหันมามองเขาเลยสักนิด เธอเดินผ่านเขาไปเฉยๆ และไปหยุดยืนอยู่ตรงหน้าซูม่อที่สวมแว่นตา
"สหาย... คุณมาหาผมเหรอครับ" ซู่ม่อถามด้วยความสงสัย
"ค่ะ… คือว่าฉันเห็นคุณใส่แว่น ก็น่าจะเป็นคนมีความรู้ใช่ไหมคะ ช่วงนี้ฉันอยากอ่านหนังสือ ถ้ามีตรงไหนไม่เข้าใจ ฉันขอมาถามคุณได้ไหม"
"ดะ...ได้ครับ" ซูม่อพยักหน้ารับ
"ขอบคุณมากนะคะ ฉันชื่อหลี่หนิงหนิง คุณชื่ออะไรเหรอคะ"
"ผมชื่อซูม่อครับ"
"ค่ะ สหายซู ต่อไปรบกวนด้วยนะคะ อันนี้ให้คุณค่ะ ฉันไปก่อนนะ"
หลี่หนิงหนิงยัดไข่ต้มใส่มือซูม่อแล้วรีบวิ่งหนีไป
เธอคิดตกแล้ว ด้วยคุณภาพผู้ชายในคอมมูนแบบนี้ สู้แต่งกับพวกปัญญาชนในเมืองหลวงดีกว่า เธอแอบสังเกตมาแล้วว่าพวกปัญญาชนชายสามคนที่มาใหม่แทบจะได้กินเนื้อทุกวัน ฐานะทางบ้านก็น่าจะพอๆ กัน
ในเมื่อฉู่เหล่ยมีคนรักแล้ว ส่วนอีกคนก็ตัวใหญ่ล่ำบึ้กเกินไปเธอไม่ค่อยชอบ ก็เหลือแค่คนใส่แว่นคนนี้แล้วแหละ
ความจริงหลี่หนิงหนิงเกลียดการเรียนที่สุด แต่เพื่อจะจีบผู้ชาย เธอจึงไปหยิบหนังสือของน้องชายมาเล่มหนึ่ง
หน้าตาเธอก็ไม่ได้ขี้เหร่ ถ้ามาเรียนด้วยกันทุกวัน อยู่กันลำพังชายหญิง ถึงตอนนั้นสหายซูคนนี้ก็คงต้องรับผิดชอบแต่งงานกับเธอเองแหละ!
ฉู่เหล่ยไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
หลายวันก่อนหลี่หนิงหนิงยังบอกว่าจะเป็นคนรักของเขาเพื่อแลกกับอาหารกลางวันอยู่เลย แต่วันนี้กลับเดินผ่านเขาเหมือนเป็นอากาศ
นี่หมายความว่าเธอเปลี่ยนเป้าหมายแล้วอย่างนั้นหรือ!
รสนิยมแย่ชะมัด…
ซูม่อเป็นคนเลวที่สุดในกลุ่มพวกเขาแล้ว ตอนที่อยู่เมืองหลวง เขาล่อลวงผู้หญิงมานับไม่ถ้วน
เธอไม่กลัวเสียเปรียบหรือยังไงกัน!
แต่คิดไปคิดมา…เขาก็ไม่ได้สนิทกับเธอสักหน่อย จะไปยุ่งอะไรด้วยล่ะ
ปัญญาชนชายคนอื่นๆ ต่างพากันหยอกล้อซูม่อ "หลี่หนิงหนิงคนนั้นไม่ได้คิดอะไรกับนายใช่ไหมเนี่ย"
"ไม่มีอะไรหรอก แค่อยากมาปรึกษาเรื่องเรียน ผมเองก็ว่างๆ อยู่พอดี สอนเธอหน่อยจะเป็นไรไป"
ซูม่อพูดจาดูดีเป็นการเป็นงาน แต่ในใจกลับคิดว่าผู้หญิงคนนั้นหน้าตาใช้ได้ จะเล่นด้วยสักหน่อยก็คงไม่เสียหาย
หลี่หนิงหนิงกระตือรือร้นมาก พอตกเย็นกินข้าวเสร็จ เธอก็ถือหนังสือมาหาเขาจริงๆ
เมื่อเห็นสายตาแปลกๆ จากคนในบ้านพักปัญญาชน ซูม่อก็ลุกขึ้นยืนอย่างพอใจ "สหายหลี่ คุณไปรอผมข้างหน้าก่อนนะ ผมขอไปเปลี่ยนชุดครู่หนึ่งแล้วจะตามไป"
"ตกลงค่ะ"
หลี่หนิงหนิงกอดหนังสือเดินไปรอที่ด้านหน้า ซูม่อเลือกเปลี่ยนชุดอยู่หลายชุดจนพอใจถึงได้เดินออกจากบ้านพักปัญญาชน
จี้หานมองตามหลังแล้วส่ายหัว "พี่เหล่ย ซูม่อมาอยู่ชนบทแล้วยังไม่ยอมทิ้งสันดานเดิมอีกนะ หลี่หนิงหนิงคนนั้นซวยแน่ๆ ไม่เคยเห็นซูม่อรับผิดชอบผู้หญิงคนไหนสักคน"
ในชนบทแบบนี้ เรื่องพรรค์นี้สามารถบีบให้คนตายได้เลยทีเดียว
พอได้ยินที่จี้หานพูด ฉู่เหล่ยก็ลุกพรวดขึ้นมาทันที
"พี่เหล่ย พี่จะไปไหนครับ"
"อากาศมันร้อนน่ะ เลยว่าจะออกไปเดินเล่นข้างนอกหน่อย"
ฉู่เหล่ยเดินจ้ำอ้าว ไม่นานเขาก็ตามคนทั้งคู่ทัน
ทั้งสองคนยังไม่มีท่าทีอะไรเกินเลย ครั้งนี้เพิ่งจะเป็นการพบกันครั้งแรก ซูม่อเองก็ไม่ได้โง่ขนาดนั้น ปกติผู้หญิงที่ถูกล่อลวงมักจะเป็นฝ่ายเต็มใจคบกับเขาเอง
ซูม่อล้วงเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ หยิบลูกอมรสผลไม้ออกมาสองเม็ด "สหายหลี่ ผมมีลูกอมมาให้ คุณด้วยนะครับ"
ดวงตาของหลี่หนิงหนิงเป็นประกายขึ้นมาทันที "ขอบคุณนะคะ"
เธอคิดไม่ผิดจริงๆ ผู้ชายคนนี้รู้จักเอาใจแถมยังพกของกินมาให้ด้วย ต้องมีใจให้เธอแน่ๆ
พอถึงริมลำธาร ทั้งคู่ก็หาที่ราบๆ นั่งลง
หลี่หนิงหนิงแสร้งหยิบหนังสือออกมาถามคำถามโน่นนี่ทำเป็นตั้งใจเรียน
แต่ความจริงซูม่อพูดอะไรออกมาเธอก็ไม่เข้าใจสักนิด ทำได้เพียงพยักหน้าไปตามน้ำพร้อมกับส่งยิ้มหวาน แล้วก็ชมตบท้ายไปว่า
"คุณเก่งมากเลยค่ะ"
ต่างคนต่างมีความคิดในใจ แต่ทั้งคู่ก็ดูจะเข้ากันได้ค่อนข้างราบรื่น จนกระทั่งท้องฟ้าเริ่มมืดลงถึงได้แยกย้ายกันกลับ
หลี่หนิงหนิงอมลูกอมไว้ในปาก รสหวานฉ่ำทำเอาเธออดไม่ได้ที่จะเดินยิ้มกริ่มมาตลอดทาง
ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าว เธอก็ถูกใครบางคนขวางทางไว้
พอเห็นว่าเป็นคนที่รู้จัก หลี่หนิงหนิงก็ไม่ได้นึกกลัว "สวัสดีตอนเย็นนะคะ สหายฉู่"
"สหายหลี่ ผมขอเตือนคุณด้วยความหวังดีนะ อยู่ห่างๆ ซูม่อไว้หน่อยดีกว่า เขาไม่ใช่คนดีหรอกนะครับ"
เมื่อครู่ฉู่เหล่ยแอบซุ่มดูอยู่ในความมืดตั้งนาน เห็นหลี่หนิงหนิงพยายามขยับเข้าไปใกล้ซูม่อตลอด ดูท่าว่าเธอคงจะเริ่มสนใจหมอนั่นเข้าแล้วจริงๆ
ยังไงเสียก็คนรู้จักกัน เขาเลยออกมาเตือนเธอสักนิด
"เหอะ! คุณอย่ามาขู่ฉันหน่อยเลย ฉันก็แค่มาถามคำถามเขา อีกอย่างเขาก็ยังไม่ได้แต่งงาน ฉันเองก็ยังโสด เราไม่ได้ทำอะไรเสียหายนี่คะ"
"เขาไม่มีภรรยาก็จริง แต่เท่าที่ผมรู้ ตอนอยู่ที่เมืองหลวงเขามีคนรักเป็นโขยงเลยนะ คุณแน่ใจเหรอว่าจะเอาตัวเองไปยุ่งกับเขา"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา หลี่หนิงหนิงถึงกับชะงัก "ที่คุณพูด... เป็นเรื่องจริงเหรอคะ"
"จะหลอกคุณไปทำไมล่ะ คุณลองไปถามปัญญาชนคนอื่นๆ ที่รู้จักเขาก็ดูก็ได้ เรื่องนี้พวกเรารู้กันทั้งนั้นแหละ"
คราวนี้หลี่หนิงหนิงเริ่มลังเล เธอไม่ชอบผู้ชายแบบนี้ แต่ปัญญาชนที่มาใหม่ก็มีแค่สามคนนี่นา "แล้วปัญญาชนชายอีกคนละคะ เขาชื่ออะไร ที่เมืองหลวงมีคนรักหรือหรือเปล่าคะ"
ฉู่เหล่ยถึงกับอึ้งไปกับคำถามนี้ เขาหลงนึกว่าเวลาเธอชอบใครจะจริงจังกว่านี้เสียอีก แต่นี่พอพูดแค่ประโยคเดียว เธอก็เปลี่ยนเป้าหมายทันที
"คุณ... นี่มัน..."
"บอกมาสิคะ เขาชื่ออะไร แล้วเขาชอบอะไร"
"จี้หานไม่มีทางชอบคุณหรอก"
"พูดอย่างนี้ก็หมายความว่าเขายังไม่มีคนรักน่ะสิ" หลี่หนิงหนิงดีใจขึ้นมาทันควัน
"นี่คุณฟังภาษาคนไม่ออกหรือไง ผมบอกว่าเขาไม่มีทางชอบคุณ"
"ไม่ลองแล้วจะรู้ได้ยังไงละคะ" เธอก็ไม่ได้ชอบเขาเสียหน่อย สิ่งที่เธอต้องการไม่ใช่ความรัก ขอแค่อีกฝ่ายยอมแต่งงานกับเธออย่างออกหน้าออกตา และให้เธอได้อยู่อย่างสุขสบายก็พอแล้ว
ในเมื่อเหลือแค่คนนี้แล้ว เธอก็อาจจะต้องใช้ไม้ตายแล้วล่ะ
"ขอบคุณมากนะสหายฉู่ ฉันรู้แล้วว่าต้องทำยังไง"
หลี่หนิงหนิงมัวแต่คิดถึงแผนการในใจ โดยไม่ได้หันไปมองสีหน้าที่บอกไม่ถูกของชายหนุ่มเลยสักนิด
ฉู่เหล่ยถึงกับพูดไม่ออก ผู้หญิงคนนี้คิดจะเกาะติดพวกปัญญาชนให้ได้จริงๆ สินะ เขากลับบ้านพักไปด้วยอารมณ์ขุ่นมัว พอเข้าประตูมาก็ได้ยินซูม่อกำลังโอ้อวดเรื่องที่ไปนั่งคุยกับหลี่หนิงหนิงพอดี
“ผมรู้สึกว่าเธอคงจะชอบผมเข้าแล้วล่ะ ตอนที่ผมสัมผัสโดนมือเธอเมื่อกี้ เธอก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรเลย”
“สหายซูนี่สุดยอดจริงๆ หลี่หนิงหนิงทั้งหยิ่งทั้งเลือกมาก ปกติเธอแทบจะไม่ชายตามองใครเลยด้วยซ้ำ” เขาเป็นปัญญาชนที่มาเมื่อตอนต้นปี ช่วงที่มาแรกๆ เห็นหลี่หนิงหนิงสวยดีเลยคิดจะเข้าไปชวนคุย แต่เธอกลับไม่ยอมมองหน้าเขาตรงๆ เลยสักนิด
ก็แค่ผู้หญิงบ้านนอกคนหนึ่ง มีดีแค่หน้าตา ไม่รู้จะหยิ่งไปทำไม
“นั่นสิ ครั้งก่อนได้ยินมาว่าตอนเธอไปดูตัวครั้งก่อน เรียกเงื่อนไขสูงลิบลิ่วจนแม่สื่อถึงกับโมโห ดูท่าแล้วจะมีก็แต่สหายซูนี่แหละที่หล่อนดูเหมือนจะพอใจ”
ซูม่อได้ยินพวกผู้ชายคนอื่นกล่าวชมก็รู้สึกลำพองใจไม่น้อย
“พวกคุณคุยอะไรกันอยู่” ฉู่เหล่ยเดินเข้ามาในห้อง
“พี่เหล่ย พวกเรากำลังคุยเรื่องสหายหลี่คนนั้นน่ะครับ” จี้หานเป็นฝ่ายตอบ
“พวกคุณนี่มันว่างงานกันจริงๆ สินะ ถ้าว่างนักพรุ่งนี้ก็ขยันไปทำงานให้ได้แต้มคะแนนเยอะหน่อยสิ อย่ามาจับกลุ่มนินทาเรื่องผู้หญิงลับหลัง!”
ปกติพวกผู้ชายก็มักจะคุยเรื่องพวกนี้กันเป็นธรรมดา จี้หานไม่รู้ว่าทำไมวันนี้ฉู่เหล่ยถึงได้ดูหงุดหงิดนัก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่อ ได้แต่ส่งสายตาให้กับเพื่อนๆ
พวกเขาในกลุ่มปัญญาชนต่างรู้ฐานะของฉู่เหล่ยจึงไม่มีใครอยากมีเรื่องด้วย ต่างคนต่างปีนขึ้นเตียงของตัวเองไปพักผ่อน
…..
เช้าวันรุ่งขึ้นเหล่าปัญญาชนก็มารวมตัวกันที่ห้องโถง พวกเขาที่มาใหม่ลงเงินร่วมกันซื้อหม้อกับเตาถ่านมาไว้ทำอาหารกินเอง โดยหมุนเวียนกันทำคนละวัน วันนี้เป็นเวรของหวังอีอีกับปัญญาชนหญิงอีกคนพอดี
เมื่อเห็นทุกคนมาพร้อมหน้า หวังอีอีจึงรีบจัดแจงวางอาหารลงบนโต๊ะ และดูเหมือนเธอจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงหันไปมองฉู่เหล่ย “พี่เหล่ยคะ ตอนตักข้าวเมื่อครู่ เหมือนกล่องข้าวของพี่จะหายไปอันหนึ่งนะคะ”
ปกติช่วงกลางวันพวกเขาจะต้องพกข้าวไปกินที่ทุ่งนา จึงต้องจัดใส่กล่องไว้ให้เรียบร้อย ช่วงที่ผ่านมาฉู่เหล่ยบอกว่าขอกินข้าวสองกล่อง เพราะกลัวจะหิวตอนกลางวัน
แต่วันนี้เธอเห็นบนเตามีกล่องข้าวของเขาอยู่แค่ใบเดียว
“ต่อไปพกแค่กล่องเดียวพอครับ สองกล่องมันกินไม่ค่อยหมด” ฉู่เหล่ยตอบเสียงเรียบ ช่วงที่ผ่านมานี้ เขาเอาข้าวไปเผื่อผู้หญิงคนนั้นแต่เธอก็ไม่เคยมาหาอีกเลย
“อ๋อ ค่ะ” หวังอีอีไม่ได้สงสัยอะไร รีบเรียกทุกคนมาทานข้าว
เมื่อถึงเวลาลงทุ่งนา หลี่หนิงหนิงก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้ง เธอยังคงมองมาทางกลุ่มปัญญาชนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ฉู่เหล่ยรู้ดีว่า สายตาของเธอนั้นจดจ้องอยู่ที่ตัวของจี้หาน
กลุ่มปัญญาชนวางข้าวของไว้ไกลออกไปจากบริเวณที่ทำงาน
หลี่หนิงหนิงลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกำกระดาษแผ่นหนึ่งเดินตรงไปยังบริเวณที่พวกเขาวางของเอาไว้ จากนั้นเธอก็ยัดกระดาษแผ่นนั้นลงในกระเป๋าเสื้อตัวนอกของจี้หาน
ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาขุดดิน ไม่มีใครทันสังเกตเห็น แต่ฉู่เหล่ยกลับมองเห็นท่าทางลับๆ ล่อๆ นั้นชัดเจน เขาจึงทำทีเป็นเดินกลับไปดื่มน้ำตรงบริเวณที่วางของ
ฉู่เหล่ยค้นดูในกระเป๋าเสื้อของจี้หาน จนเจอจดหมายน้อยฉบับนั้นเข้าจริง ๆ
เนื้อความไม่มีอะไรมาก แค่นัดพบกันที่กระท่อมร้างท้ายหมู่บ้านหลังเลิกงาน บอกว่ามีเรื่องลับจะบอกจี้หาน แถมท้ายกระดาษก็ไม่ได้ลงชื่อทิ้งไว้ด้วย
จี้หานเดินมาพอดี ก็เห็นฉู่เหล่ยถือเสื้อตัวเองอยู่ “พี่เหล่ย พี่ถือเสื้อผมทำไมเหรอครับ”
ฉู่เหล่ยได้ยินเสียงก็รีบยัดกระดาษใส่กระเป๋าตัวเองทันที แล้วส่งเสื้อคืนให้จี้หานอย่างแนบเนียน
“ไม่มีอะไร เสื้อนายมันเกือบจะหล่นพื้นน่ะ เลยหยิบมาวางดีๆ”
“อ๋อๆ ขอบคุณครับ” จี้หานไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร