ตัดสินใจสวมบท 1
“นี่พวกเจ้ามันจะมากไปแล้วนะ คุณหนูของข้ามิเคยทำเรื่องเดือดร้อนอะไรให้พวกเจ้า ไยพวกเจ้าจึงต้องคอยมาตามรังแกกันมากถึงเพียงนี้ด้วย”
แม่นมฮั่วพูดขึ้นด้วยความเหลืออด
“พวกเขาคือใครกันน่ะ แม่นมฮั่ว”
จิ้นกั๋วรั่วซีป้องปากกระซิบถาม
“พวกเขาคือคนที่พากันรุมรังแกพวกเรามาโดยตลอดเจ้าค่ะคุณหนู” แม่นมฮั่วตอบ
“เอ๋ มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นด้วยหรือ มิใช่ว่าข้า
มีฐานะสูงส่งเป็นถึงหลานสาวของฮองเฮา แล้วข้าต้องเป็นฝ่ายรังแกคนอื่นไปทั่วมิใช่หรือไง?”
จิ้นกั๋วรั่วซีขมวดคิ้วถามด้วยความสงสัย
“โถ่เอ้ย มดสักตัวคุณหนูยังไม่เคยฆ่า แล้วจะมาเป็นฝ่ายรังแกผู้อื่นไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”
แม่นมฮั่วตอบกลับมาน้ำเสียงขรึม ก่อนหญิงสาวในชุดนักบวชสาวสี่คนจะพากันฟาดท่อนฟืนลงบนฝ่ามือตนเองเบาๆ ในท่าทางพร้อมรบอย่างเต็มที่ ก่อนจะพากันกรูเข้ามาหมายทำร้ายทุบตีจิ้นกั๋วรั่วซีและแม่นมฮั่วต่อ
แน่นอนว่าจิ้นกั๋วรั่วซีนั้นเป็นถึงทายาทมหาเศรษฐี หาใช่คุณหนูผู้อ่อนแอที่ดีแต่แต่งตัวสวยไปวันๆ เสียเมื่อไหร่ เรื่องการต่อสู้ในทุกรูปแบบเธอล้วนเข้าคลาสเรียนและฝึกฝนมาจนเชี่ยวชาญมาก่อนหน้านี่อยู่แล้ว เช่นนั้นทำไมเธอถึงจะยอมให้ใครหน้าไหนมาทำร้ายเธอได้อย่างง่ายดายอีก
หลังจากซัดสาวๆ ในชุดนักบวช จนทุกคนหมอบราบลงไปกับพื้น แม่นมฮั่วก็ได้ทีรีบนำท่อนไม้ไปโบยตีพวกเธอต่อจนสาแก่ใจ จึงปล่อยให้พวกเธอวิ่งหลบหนีจากไปได้
เมื่อทั้งสองเดินทางกลับมาถึงยังที่พัก จิ้นกั๋วรั่วซีก็ยิ่งรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง สภาพอนาถาของเรือนพักไม้ไผ่นี่สมควรเรียกขานว่าอาศรมของผู้ทรงศีลได้ด้วยหรือ
จิ้นกั๋วรั่วซีถึงขั้นจามฮัดเช้ยออกมาสามครั้งติด ก่อนจะถามแม่นมฮั่วออกไปว่า
“ตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้นมาบ้าง?”
พร้อมยกมือขึ้นมาลูบคลำลำคอของตนไปมาเบาๆ เพราะรู้สึกปวดจี๊ดๆ ขึ้นมาโดยมิรู้สาเหตุ
“โถ่ คุณหนูของบ่าว เจ็บมากหรือไม่เจ้าคะ ประคบอุ่นนี่เสียก่อนเถิด”
แม่นมฮั่วพูดพลางยื่นผ้าชุบน้ำอุ่นจัดส่งมาให้จิ้นกั๋วรั่วซี
“ขอบใจมากแม่นมฮั่ว ขอกระจกให้ข้าที”
หลังจากยกกระจกขึ้นมาส่องดูใบหน้าและตรวจตราดูความเรียบร้อยของตนเองไปได้พักใหญ่ จิ้นกั๋วรั่วซีก็ได้ข้อสรุปว่าเธอตายจากโลกยุคปัจ-
จุบันมาเกิดใหม่ในหนังสือนิยายเรื่องพรนับพัน ฉันรักเธอ หว่ออ้ายหนี่ หวางเฟยเข้าแล้วจริงๆ เพราะรูปร่างหน้าตาของสตรีที่วิญญาณของเธอมาสวมร่างอยู่นั้น ไม่ได้เหมือนรูปร่างหน้าตาเดิมของเธอเลยแม้แต่เพียงนิด สตรีนางนี้รูปร่างอรชรแน่งน้อย ตัวเล็กมากๆ ส่วนสูงน่าจะราวหนึ่งร้อยห้าสิบห้าเซนติเมตรได้กระมัง เธอมีใบหน้าจิ้มลิ้ม เครื่องหน้างดงามราวกับตุ๊กตากระเบื้องเคลือบ ดวงตากลมโตเสียยิ่งกว่านัยน์ตากวางเสียอีก ผิวพรรณก็ขาวผุดผาดราวหิมะ แต่ก็อมชมพูเล็กน้อยตามประสาคนที่มีสุขภาพดีและมิเคยต้องทำงานหนักมาก่อน แต่ทว่ารอบลำคอกลับปรากฎรอยเขียวคล้ำน่ากลัว จนจิ้นกั๋วรั่วซีอดถามขึ้นมาไม่ได้ว่า
“แม่นมฮั่ว ก่อนหน้านี้ เกิดอะไรขึ้นมากับข้าบ้าง แล้วทำไมพวกเราถึงได้มาอยู่ที่นี่กันด้วยล่ะ”
“คุณหนูมีความผิดฐานลอบทำร้ายเชื้อพระวงศ์เบื้องสูงท่านอ๋องจิ้นเจ้าค่ะ จึงถูกลงโทษให้เนรเทศมาถือศีลบวชชียังอารามป่าไผ่นี่อย่างมิมีกำหนด”
“เอ๋ ข้าหลงรักปักใจท่านอ๋องจิ้นมากถึงเพียงนั้นแล้วเพราะเหตุใดกัน ข้าจึงกล้าที่จะลงมือทำร้ายเขาด้วยล่ะ” ยิ่งสอบถาม จิ้นกั๋วรั่วซีก็ยิ่งไม่เข้าใจในการกระทำของตัวละครตัวนี้ เมื่อเห็นแม่นมฮั่วส่ายหน้าไปมาช้าๆ พร้อมเอ่ยต่อไปว่า
“คุณหนูหาได้ลงมือทำร้ายใครไม่เจ้าค่ะ เป็นเพราะคุณหนูไปขวางทางรักของทั้งคู่เอาเสียมากกว่า พวกเขาจึงได้หาทางกำจัดคุณหนูเอาเช่นนี้”
“แล้วเสด็จป้าของข้าตอนนี้เป็นเช่นไรแล้วบ้าง?”
“ฮองเฮาทรงถูกฮ่องเต้ลงโทษสั่งกักบริเวณ ให้สวดมนต์และคัดพระสูตรสงบจิตใจอยู่ภายในตำหนักเพคะ แต่คุณหนูมิต้องเป็นกังวลไป หม่อมฉันเชื่อว่าในอีกมิช้า ฮองเฮาจะต้องทรงส่งคนมาช่วยพวกเราแน่นอนเจ้าค่ะ ส่วนรอยช้ำรอบลำคอของคุณหนูนั้น ก่อนหน้านี้คุณหนูถูกแม่ชีนามไป๋จิ้งบีบคอเข้าจนสลบไปเจ้าค่ะ” แม่นมฮั่วตอบ
“หึ สลบไปอย่างนั้นหรือ แท้ที่จริงแล้ว เจ้าของร่างนี้ถูกฆ่าตายด้วยการบีบคอจนสิ้นลมหายใจไปแล้วต่างหากล่ะ ไม่เช่นนั้นเธอจะโผล่มาเกิดใหม่อยู่ในร่างนี้ได้อย่างไรกัน”
จิ้นกั๋วรั่วซีตอบกลับอีกฝ่ายขึ้นมาในใจ
......................................................................................
