จุดจบคือจุดเริ่มต้น (ตอนปลาย)
จนกระทั่ง
“ฮือๆๆๆ” เสียงร้องไห้ปริ่มคนจะขาดใจตายที่ดังขึ้นอยู่ข้างริมใบหู ทำให้จิ้นกั๋วรั่วซีในตอนนี้เริ่มรู้สึกตัวและค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นมาอย่างช้าๆ
“ที่นี่คือที่ไหน แล้วคุณเป็นใครกันคะ?”
จิ้นกั๋วรั่วซีพึมพำกล่าวถามน้ำเสียงแหบแห้ง ทำให้หญิงสาวแปลกหน้าที่เธอไม่คุ้นตาถึงขั้นปล่อยโฮออกมาอีกระลอกใหญ่ ราวกับก่อนหน้านี้มีการตายเกิดขึ้นอยู่ก็มิปาน
“ใจเย็นๆ นะคะ ฉันยังไม่ตาย”
จิ้นกั๋วรั่วซีพูดขึ้นน้ำเสียงติดตลก หวังช่วยคลายความวิตกกังวลของคนตรงหน้า เธอเรียนจบจากคณะพยาบาลศาสตร์เกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองเลยเชียวนะ แล้วจะไม่รู้วิธีการใช้เทคนิคเจรจาต่อรองกับคนอื่นได้อย่างไร
“คุณหนูยังมิตายจริงๆ ด้วย ข้าดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ คุณหนูของบ่าว” ไม่พูดเปล่าสตรีวัยกลางคนที่สวมใส่ชุด
สีขาวสะอาดตาราวกับนักบวชก็ถึงขั้นเอื้อมมือหยาบกระด้างมาจับกับมือเล็กเอาไว้พร้อมก้มหน้าลงมามอบจุมพิตเข้าที่หลังมือเล็กด้วยความอ่อนโยน
จิ้นกั๋วรั่ววีทอดสายตามองดูคนตรงหน้ากับ
แอคติ้งที่มากเกินเบอร์ของอีกฝ่ายด้วยความสงสัย ก่อนเธอเองจะเป็นฝ่ายร้องเฮ้ยขึ้นมาเสียงดังอีกทั้งยังชักมือตนเองกลับในทันใด
เดี๋ยวก่อนนะ จิ้นกั๋วรั่วซีจำได้ดีว่า ช่วงบ่ายวันนี้เธอแต่งกายด้วยเสื้อยืดสีฟ้าแขนสั้น สวมทับด้วยแจ๊กเก็ตยีนส์สีซีด และกางเกงยีนส์ขายาวรองเท้าผ้าใบสีขาว ไม่ใช่หรอ แล้วทำไมตอนนี้เธอจึงเห็นเพียงชุดคลุมสีขาวและปลายนิ้วเรียวเล็กนี่ล่ะ
“คุณเป็นใคร แล้วที่นี่คือที่ไหน ยังไงกันหรือคะ?”
จิ้นกั๋วรั่วซีเอ่ยถามหญิงวัยกลางคนตรงหน้าออกไป
ด้วยความรู้สึกที่จับต้นชนปลายอะไรไม่ถูก
“ข้าคือแม่นมฮั่วเจ้าค่ะ ส่วนที่นี่คืออารามป่าไผ่ที่ข้า
และคุณหนูถูกส่งตัวมาอยู่ที่นี่ได้นานราวสองสัปดาห์แล้ว”
หญิงตรงหน้าตอบพร้อมยกชายแขนเสื้อขึ้นมาเช็ดหยาดน้ำตาออกป้อยๆ มองดูแล้วน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง
“เดี๋ยวก่อนนะ แม่นมฮั่ว อารามป่าไผ่ และการถูกส่งตัวมาอย่างนั้นหรือ?”
จิ้นกั๋วรั่วซีพึมพำออกมาน้ำเสียงเบาพร้อมกล่าวถามต่อไปว่า “แล้วข้าคือใคร?”
“คุณหนู มีนามว่าเมิ่งจินเจียว หลานสาวของเมิ่งฮองเฮาเพคะ”
หลังได้ยินคำบอกเล่าจากหญิงวัยกลางคนตรงหน้า จิ้นกั๋วรั่วซีก็เบิกตาโตขึ้นราวกับไข่ห่าน เธอกวาดสายตามองดูทุกอย่างไปโดยรอบ ก็พบเจอเข้าแต่เพียงป่าไผ่อันร่มรื่นสุดลูกหูลูกตาเท่านั้น
“เมิ่งฮองเฮา หรือก็คือ เมิ่งจินจู ผู้นั้นใช่หรือไม่?” จิ้นกั๋วรั่วซีกล่าวถาม
“ใช่แล้วเพคะ แต่ทว่าถึงแม้คุณหนูจะเป็นหลานสาว
สายตรงของฮองเฮาก็มิอาจกล่าวถ้อยคำเรียกขานพระนามของฮองเฮาได้โดยตรงเช่นนี้นะเพคะ หากมีผู้ใดมา
พบเห็นเข้าหรือได้ยินแล้วมันจะมิดีมิงาม”
แม่นมฮั่วกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วง
ไม่ผิดแน่แล้ว ในตอนนี้เองจิ้นกั๋วรั่วซีคงตายจากโลกยุคปัจจุบันไปเรียบร้อยแล้วเป็นแน่ เธอถึงได้มาเกิดใหม่ในนิยายที่ตัวเองพึ่งจะอ่านจบลงไปอย่างหมาดๆ เช่นนี้ โดยในบทสุดท้ายของนิยายเขียนเอาไว้ว่าเมิ่งจินเจียวถูกเนรเทศมาพร้อมหญิงรับใช้เก่าแก่คนหนึ่ง ทางนักเขียนนามปากกาเฟิ่งขั่วชี่เหรินไม่ได้เขียนถึงชื่อของหญิงรับใช้ผู้นั้นเลยด้วยซ้ำ เธอพึ่งมารู้วันนี้เองว่าหญิงรับใช้เก่าแก่คนนั้นคือแม่นมฮั่วนี่เอง หรือว่าไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนเธอก็จะไม่มีวันสลัดคนสกุลฮั่วได้พ้น
นั่นหมายความว่าในตอนนี้เองจุดจบของเนื้อหาในหนังสือนิยายเรื่องพรนับพัน ฉันรักเธอ หว่ออ้ายหนี่ หวางเฟย กำลังให้เธอมาเริ่มเดินเรื่องสานต่อใช่หรื่อไม่ เธอจึงได้มาเกิดใหม่ในร่างของนางร้ายนามเมิ่งจินเจียวเอาแบบนี้กันน่ะ
"โถ่ท่านเทพขนนกทองคำ! ฉันขอเนื้อคู่... ไม่ได้ขอมาอยู่ในร่างนางร้ายตัวประกอบที่กำลังถูกเนรเทศบวชชีนุ่งขาวห่มขาวจนจะอดตายแบบนี้โว้ยยย!"
จิ้นกั๋วรั่วซีกู่ร้องตะโกนขึ้นมาในใจ ยิ่งคิดจิ้นกั๋วรั่วซีก็ยิ่งรู้สึกปวดขมับจนสมองของเธอจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยงๆ
แม่นมฮั่วเห็นท่าไม่ดีอย่างนั้น จึงรีบพาจิ้นกั๋วรั่วซีเดินกลับที่พัก แต่ทว่าการเดินทางในครั้งนี้มันกลับมิง่ายอย่างที่คิด เมื่อจิ้นกั๋วรั่วซีได้พบเจอเข้ากับนักบวชสาวคนอื่นๆ ดักทางเอาไว้มากถึงสี่คนด้วยกัน
