-11-เกือบโดนตบ
เมื่อถึงท่อนฮุกเสียงธันวาสามารถสื่อความหมายของเพลงออกมาได้เป็นอย่างดี ทั้งยังดึงอารมณ์ให้ผู้คนภายในร้านนั้นต่างรู้สึกราวกับกำลังอกหักกันอยู่
จริง ๆ ส่งเสียงร้องเพลงตามอย่างเจ็บปวด
‘~เจ็บแลกรัก สักครั้งให้มันตาย
จะรักจะรัก ให้หมดหัวใจ
แม้ใจที่ยอมแลกไป คงได้เจ็บมา
เจ็บแลกรัก แลกกันให้มันตาย
ยังหวังลึก ๆ เธอจะเห็นใจ
เฝ้าทนให้ใจโดนทำร้าย
แต่ใจมันยังบอกรัก รักเธอเหมือนเคย~’
หลังเพลงเศร้าดึงให้ผู้คนภายในร้านนั้นดื่มน้ำสีอำพันมากขึ้น จังหวะดนตรีก็เริ่มเร่งเร็วเพื่อกระชากอารมณ์จากบทเพลงที่แล้วออกไปและกลับมาสนุกอีกครั้ง ผู้คนต่างเริ่มยืนออหน้าเวที ออกลีลาโยกย้ายตามจังหวะดนตรี
และแน่นอนหน้าเวทีนั้นมีผู้หญิงคอยส่งแก้วน้ำสีอำพันไปยังนักร้องบนเวที ปุยฝ้ายที่เห็นอย่างนั้นเริ่มรู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์ เธอยกเหล้าขึ้นดื่มทีเดียวจนหมด
“เฮ้ย ปุยฝ้าย เดี๋ยวมึงก็เมาหรอก กระดกขนาดนั้น” ปลายฟ้าที่นั่งอยู่ตรงกันข้ามอดเป็นห่วงไม่ได้ ถึงจะรู้ว่าทรายกับปุยฝ้ายนั้นมักจะออกมาดื่มอยู่บ่อย ๆ ก็ตาม
“กูอยากออกไปเต้น ไปปะ”
“ไม่อะ กูเต้นไม่เป็น เดี๋ยวผัวกูจะมารับแล้วด้วย”
เมื่อปุยฝ้ายได้รับคำตอบจากปลายฟ้าถึงกับเบือนหน้าหนีอย่างรู้สึกเซ็ง และหันไปชวนมัดหมี่ที่คิดว่าคงไม่ปฏิเสธเธอเหมือนปลายฟ้าเป็นแน่
“มัดหมี่” ปุยฝ้ายเอ่ยเรียกชื่อก่อนจะส่งซิกผ่านสายตามองไปหน้าเวทีที่ผู้คนกำลังออกลีลาตามจังหวะเพลงสนุก ๆ
มัดหมี่ลุกจากโต๊ะอย่างรู้ว่าเพื่อนของเธอต้องการสื่ออะไร นี่ก็พึ่งจะสี่ทุ่ม ยังมีเวลาสนุกก่อนที่ผู้เป็นพ่อของเธอจะมารับตอนเที่ยงคืน
“ไอ้หมี่ อย่าลากผู้ไปกินในน้ำนะเว้ย”
“ฮ่า ๆ”
ทับทิมเอ่ยแซวเพื่อนของเธอที่ไม่เคยมีประสบการณ์แต่เชี่ยวชาญทฤษฎีในการอ่อยผู้ชายไปทั่วอย่างมัดหมี่ ทำเอาทรายและพิงค์หลุดหัวเราะออกมา
ปุยฝ้ายควงเพื่อนของเธอเบียดเสียดผู้คนจนมาถึงด้านหน้าสุดติดขอบเวที ก่อนชวนมัดหมี่เต้น สายตามองไปยังชายหนุ่ม และเมื่อเห็น
สาว ๆ คนไหนส่งแก้วให้ธันวาก็ทำเป็นเต้นเซจนชนน้ำสีอำพันนั้นหก
“อุ้ย ขอโทษค่ะ”
“นี่เธอ!”
“ขอโทษค่ะ ไม่ได้ตั้งใจ” ร่างบางแสดงสีหน้ารู้สึกผิดออกมาให้อีกฝ่ายเห็น แต่จริง ๆ แล้วเธอนั้นตั้งใจ
“ระวังหน่อยสิ” อีกฝ่ายถึงจะรู้สึกไม่สบอารมณ์ที่ปุยฝ้ายนั้นเต้นมาชนเธอจนน้ำสีอำพันหกเลอะเสื้อผ้า แต่ก็พอเข้าใจได้ เพราะผู้คนเต้นเบียดเสียดกันเยอะจริง ๆ
“ดีไม่โดนตบนะมึง”
“กูไม่ได้ตั้งใจ” ปุยฝ้ายตอบกลับและหันมาเต้นต่ออีกสักพัก มัดหมี่ที่รู้สึกอึดอัดจากผู้คนก็เอ่ยชวนเพื่อนกลับไปนั่งดื่มที่โต๊ะ แต่ปุยฝ้ายนั้นปฏิเสธ เธอเลยปล่อยอีกฝ่ายไว้คนเดียว
และเมื่อธันวาร้องเพลงสุดท้ายจบลง ปุยฝ้ายจึงเดินฝ่ากลุ่มผู้คนมาด้านข้างเวทีเพื่อไปหาเขา แต่ทว่า
พลั่ก !
ร่างบางถูกผลักจากด้านหลังจนเซเกือบจะล้ม แต่ดีที่เธอยังทรงตัวไว้ได้
“โอ๊ย~”
“เมื่อกี้เธอตั้งใจชนเพื่อนฉัน” ปุยฝ้ายมองไปยังผู้หญิงสองคนที่ดูเหมือนว่าจะเอาเรื่องเธอให้ได้
“ฉันไม่ได้ตั้งใจ ขอโทษไปแล้ว”
“ตั้งใจชนแล้วมาขอโทษ แบบนี้ได้ด้วยหรอ” อีกฝ่ายเดินเข้ามาหาเธอแล้วง้างมือเพื่อจะตบปุยฝ้าย แต่ธันวาจับข้อมือไว้ได้ก่อน
“ปล่อ...” ไม่ทันได้พูดจบ เพราะเมื่อหันไปเห็นว่าใครเป็นคนเข้ามาห้ามไว้เธอก็ต้องกลืนคำพูดลงคอ ถึงจะรู้สึกไม่พอใจกับการกระทำนั้นเป็นอย่างมาก แต่กลับยอมหยุด เพราะเขาคือนักร้องรูปหล่อที่ร้องเพลงเมื่อกี้ พอเห็นหน้าใกล้ ๆ เลยทำให้ระงับความโกรธแทนเพื่อนลงได้
“มีเรื่องอะไรกันครับ”
“ธันวา”
“อย่ามีเรื่องกันเลยนะครับ ผมขอ” ธันวาปล่อยมืออีกฝ่ายทั้งยังเดินเข้ามาบังปุยฝ้ายไว้ให้อยู่ด้านหลังเขา
“เห็นว่าเป็นธันวาขอหรอกนะ ฝากไว้ก่อนเถอะ” หญิงสาวที่เดินเข้ามาหาเรื่องสะบัดข้อมือออกจากธันวาอย่างไม่ค่อยสบอารมณ์ ก่อนจะเดินหนีไป
ธันวาที่เห็นว่าหญิงสาวสองคนนั้นเดินห่างออกไป เขาจึงหันมาหาปุยฝ้ายที่เกือบจะโดนตบถ้าเข้ามาห้ามช้าอีกนิดเดียว
“นาย… โอ๊ย” ปุยฝ้ายตั้งใจจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่ทว่าเมื่อลงน้ำหนักที่ข้อเท้ากลับรู้สึกเจ็บขึ้นมา
“เป็นอะไรรึเปล่า”
“เจ็บข้อเท้า”
“เดินไหวไหม” หญิงสาวลองพยายามเดินดู ทว่าเกือบล้มจนธันวาเข้ามาพยุงไว้
“ไม่ไหวอะ เจ็บ”
“งั้นไปนั่งพักที่ห้องนักดนตรีก่อนแล้วกัน” ธันวาพยุงปุยฝ้ายเข้ามาในห้องพักด้านหลังซึ่งไม่มีใครอยู่
“รอนี่ เดี๋ยวมา” พูดจบจึงเดินออกไปด้านนอก ก่อนปุยฝ้ายจะก้มลงดูข้อเท้าแดง ๆ ของตัวเองเนื่องจากรองเท้าที่เธอใส่มาวันนี้สูงถึงสี่นิ้ว ตอนโดนผลักเสียหลักเลยทำให้ข้อเท้าพลิก แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะปวดขนาดนี้
ไม่นานธันวาก็เปิดประตูเข้ามา ในมือถือหลอดยาอะไรบางอย่าง
ร่างสูงทรุดตัวลงนั่งชันเข่า ถอดรองเท้าส้นสูงของหญิงสาวออก
“นายไม่ต้อง เดี๋ยวฉันทำเอง”
“นั่งนิ่ง ๆ” ธันวาจับข้อเท้าปุยฝ้ายก่อนจะทายาและนวดให้เธอเพื่อบรรเทาอาการปวด แต่การกระทำของเขาทำให้หัวใจเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะเหมือนจะหลุดออกมาจากหน้าอกด้านซ้ายให้ได้
เธอลอบมองการกระทำที่ดูอ่อนโยนของเขา เหมือนถูกมนตร์สะกดให้จ้องมองอยู่อย่างนั้น ไม่อาจละสายตาได้
“เธอ… ปุยฝ้าย”
“ฮะ…” เสียงเรียกชื่อจากชายหนุ่มทำให้เธอหลุดออกจากภวังค์มนตร์สะกด
“เสร็จแล้ว”
“อะ… อ๋อ ขอบใจนะ”
“นั่งโต๊ะเดียวกับพี่พอร์ชรึเปล่า” ธันวาซึ่งได้ยินพอร์ชเอ่ยชวนปุยฝ้ายเมื่อบ่ายที่มหาลัยและคิดว่าพวกเขาคงนั่งโต๊ะเดียวกันเลยถามขึ้น
“อืม”
“งั้นเดี๋ยวเราพยุงไปส่งที่โต๊ะ ลุกไหวไหม”
เมื่อธันวาพาปุยฝ้ายมาที่โต๊ะ ทำเอาทุกคนหันมองเป็นสายตาเดียวกัน เพราะอีกฝ่ายลุกออกไปนานพอสมควร และยิ่งเห็นชายหนุ่มพยุงเธอแบบนี้เลยคิดว่าต้องมีเรื่องอะไรกับใครเข้าแน่ ๆ คนตัวเล็กก็พอเดาออกว่าถ้าบอกความจริงไป เรื่องไม่จบแค่นี้แน่
“ธันวา ถ้าพวกเพื่อนฉันกับกลุ่มพี่พอร์ชถาม บอกแค่ฉันเท้าแพลงนะ” ปุยฝ้ายจึงเอ่ยดักธันวาไม่ให้เขาบอกความจริงกับทุกคน
“ใครทำไรมึงวะปุยฝ้าย” เป็นทับทิมที่ลุกขึ้นมาหาเพื่อนอย่างรู้สึกเป็นห่วง ถึงจะปากร้าย ชอบพูดแซะ แต่ถ้าหากใครมีเรื่องเมื่อไหร่ คนที่เป็นเดือดเป็นร้อนและพร้อมจะเอาคืนให้คนแรกก็คือทับทิม
“ไม่มีอะไร ข้อเท้าแพลงเฉย ๆ ใส่รองเท้ามาสูงเกิน”
“แล้วไป งั้นสมน้ำหน้า”
ปุยฝ้ายไม่ได้สนใจคำพูดของทับทิม ธันวาจึงพยุงเธอมานั่งที่เก้าอี้ข้างทราย
“ขอบใจมากเว้ยธันวา เดี๋ยวกลับด้วยกันไหม”
“เอารถมา”
“เฮ้ย ธันวามานั่งนี่ ๆ ดื่มด้วยกันก่อน” พี่พอร์ชเรียกรุ่นน้องไปนั่งข้าง ๆ เยื้องกับปุยฝ้าย เป็นองศาที่เธอนั้นแอบลอบมองเขาได้ง่ายพอดิบพอดี
ปุยฝ้ายหยิบโทรศัพท์ขึ้นเปิดไลน์ธันวาที่เธอกดเพิ่มเพื่อนเอาไว้หลังจากเอาโทรศัพท์ทรายมาเล่น
LINE l ธันวา
เธอเปลี่ยนชื่อไปใส่เขาแทนอิโมจิหอยทากที่อีกฝ่ายตั้งชื่อไลน์ตัวเองไว้
ปุยฝ้าย : ขอบใจมากนะที่ช่วยฉันไว้
