-12-one night stand
ปัจจุบัน…
การที่ตื่นมาแล้วเจอคนที่เราชอบนอนอยู่ข้าง ๆ ได้มองหน้าเขาตอนหลับมันรู้สึกดีอย่างนี้นี่เอง
ฉันนอนมองใบหน้าคมที่หลับตาพริ้มอย่างรู้สึกหลงใหลทุกอย่างของผู้ชายคนนี้
ตาฉันถึงจริง ๆ เลือกคนไม่ผิดเลย
ถึงจะพูดน้อย ดูนิ่ง ๆ แต่เมื่อคืนเขาแซ่บมาก แบบนี้สิถึงจะครบเครื่องว่าที่สามีในอนาคตของฉัน
แสงแดดที่ส่องลอดระหว่างช่องผ้าม่านเข้ามาทำให้ร่างบางคว้าโทรศัพท์ขึ้นดูเวลา เพราะวันนี้เธอมีเรียนช่วงบ่าย
“ฉันอยากอยู่กับนายแบบนี้ทั้งวันเลยรู้ไหมธันวา” ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าแบบนี้เขาเรียกคลั่งรักรึเปล่า
แต่ที่รู้ ๆ อยากอยู่ใกล้ ๆ ไม่อยากไปไหน ไม่อยากห่างเลย
จนร่างหนาเริ่มรู้สึกตัว มือควานหาโทรศัพท์แต่ตายังไม่ลืม
แค่ตื่นยังน่ารัก
“สิบโมงแล้ว นายมีเรียนรึเปล่า” ธันวาหันมามองฉันทันทีเหมือนลืมตัวเพราะคิดว่าอยู่คนเดียว
“ปุยฝ้าย”
“ฮึ ว่าไง” ฉันเลิกคิ้วมองหน้าเขาอย่างอยากรู้ว่าเขาจะพูดว่าอะไร
“เรื่องเมื่อคืน… ขอโทษ”
“ขอโทษทำไม ฉันไม่ได้โกรธสักหน่อย… เพราะเป็นนายหรอกนะฉันถึงยอม” ประโยคหลังถึงจะพูดเสียงเบาแต่ก็แอบเขินอยู่นะ คิดว่าเขาคงจะได้ยินเพราะเราอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่คืบ
หน้าตาที่นิ่งเฉยไม่สามารถคาดเดาได้ว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ พานทำให้บรรยากาศรู้สึกอึดอัดมากกว่าเดิม
“เฮ้ย จะทำหน้าเครียดอะไรขนาดนั้น โต ๆ กันแล้วไหม ฉันไปอาบน้ำก่อนนะ”
ว่าจบฉันก็คว้าผ้ามาพันตัวก่อนจะลุกเดินเตรียมเข้าห้องน้ำ แต่ทว่าคำพูดจากเขามันทำให้ต้องหยุดชะงักและหันกลับไปมอง
“กลับไปเป็นเพื่อนกันเหมือนเดิมได้ไหม” เพื่อนที่ไหนเขาเอากัน นี่เป็นสิ่งแรกที่คิดเมื่อได้ยินคำพูดนั้นจากธันวา
จะปากแข็งจริง ๆ สินะ ว่าไม่รู้สึกอะไรกับฉัน
“เพื่อนที่ไหนเขาเอากันธันวา” สุดท้ายก็อดที่จะพูดออกไปไม่ได้
“รู้อยู่ว่าไม่ชอบให้ท้า แล้วดูชุดที่ใส่มาสิ ขอโทษ” จริงอยู่ที่ฉันพูด แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะทำแบบนั้นจริง ๆ ตอนแรกคิดว่าแค่จูบให้เข้าใจความรู้สึกตัวเอง แบบในหนังงี้ จูบแล้วใจเต้นแรง ยอมรับว่าตัวเองรู้สึกยังไงกันแน่ แต่ฉันลืมนึกไปว่าเรื่องจริงกับละครมันต่างกัน
“ถ้าไม่รู้สึกอะไรมันเอากันได้ด้วยหรอ” เขาเอากับฉันแล้วแต่ยังมาขอเป็นแค่เพื่อนเนี่ยอะนะ
“ถ้าเราจะขอให้ระหว่างเรามันเป็นแค่วันไนท์สแตนด์ได้ไหม”
“เหอะ” ไม่อยากเชื่อว่าคำพูดนี้จะหลุดออกมาจากปากธันวา
“แบบนั้น เอากันเสร็จเขาก็ไม่เจอกันรึเปล่า แต่… ถ้านายต้องการแบบนั้น”
“อืม… ได้”
“ถ้านายไม่รู้สึกอะไรกับฉัน วันไนท์สแตนก็ได้”
“ฉันโอเค… ถ้าเป็นนาย” ในห้องปกคลุมไปด้วยความเงียบ ท่าทีที่ดูนิ่งเฉยของร่างสูงมันยิ่งทำให้ฉันหวั่นใจ
“ก็บอกว่าโอเคไง เป็นเพื่อนก็เป็นเพื่อน เลิกทำหน้าเครียดได้ละ”
ฉันพยายามปรับสีหน้าให้โอเคตามที่พูดออกไปเหมือนไม่คิดอะไรจริง ๆ ไม่ชอบบรรยากาศอึดอัดแบบนี้เลย และถึงจะพูดเช่นนั้น
แต่ใครมันจะโอเคจริง ๆ
ความรู้สึกมันจุกอยู่กลางอก แต่เพราะไม่อยากทำให้บรรยากาศมันดูเครียดและอึดอัดไปมากกว่านี้ ปุยฝ้ายจึงพยายามเก็บทุกอย่างเอาไว้ ทำเหมือนปกติ ในเมื่อเขาบอกว่าเป็นแค่เพื่อน
เธอก็จะพยายามเป็นเพื่อนกับเขาให้ได้ ถึงความรู้สึกมันจะเกินเส้นคำนั้นมาแล้วก็ตาม
อย่างน้อยมันก็ทำให้เธอยังได้อยู่ใกล้ ๆ แวะเวียนมาเจอหน้าพูดคุย ดีกว่าเขาหายไป เพราะถ้าเป็นแบบนั้นต้องคลั่งตายแน่ ๆ
หลังจากเข้าห้องน้ำไปจัดการตัวเองเสร็จ ฉันก็รีบออกมาจากห้องเขา เพราะรู้สึกทำตัวไม่ถูก
“ฉันไปก่อนนะธันวา”
“กีตาร์” เหตุผลของการมาหาเขาที่บ้านก็เพื่อต้องการให้ธันวาสอนกีตาร์ให้ แต่ดันมาผิดเวลาเลยไม่ได้เรียน ทว่าจริง ๆ แล้วมันเป็นแค่ข้ออ้างแหละ
ที่มาให้ธันวาสอนกีตาร์ก็แค่อยากอยู่ใกล้ ๆ หาเรื่องคุยก็เท่านั้น
แต่เผอิญเมื่อวานมันผิดแผนเลยใกล้ชิดเกินไปหน่อย
“ฝากไว้ก่อน ขี้เกียจเข้าไปบ้านทรายแล้ว เดี๋ยวไปเรียนไม่ทัน”
“อืม”
แค่เห็นท่าทีที่ดูเหมือนกับสบายใจขึ้น มันยิ่งทำให้รู้สึกจุกและเจ็บกลางอกอย่างบอกไม่ถูก
@มหาลัย H
เสียงอาจารย์สอนพร้อมกับเพื่อนในห้องที่ต่างตั้งใจจดเล็กเชอร์ เว้นแต่ปุยฝ้ายซึ่งกำลังตกอยู่ในภวังค์ความคิดของตัวเอง วันนี้เธอมาเรียนก็เหมือนไม่ได้มาเพราะไร้สมาธิ จิตใจล่องลอยและดูสับสน
ผิดจากปกติจนเพื่อนในกลุ่มรู้สึกได้ว่าต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับเธอสักอย่าง
แต่ปุยฝ้ายก็เลือกที่จะไม่บอก ไม่ใช่ว่าเธอตั้งใจปิดบังเพื่อน แค่ตอนนี้ความรู้สึกมันยังไม่พร้อมอธิบายให้ใครฟัง
“มึง กลับบ้านไป” เมื่อจบคลาสต้องเป็นทรายที่เป็นฝ่ายเรียกปุยฝ้ายให้หลุดออกจากภวังค์หลังเอาแต่เหม่อลอยตั้งแต่ต้นคลาส
“อะ ออ โอเค ๆ”
พลั่ก~
“โอ๊ย” ปุยฝ้ายชนเข้ากับโต๊ะอย่างจังเพราะรีบลุกขึ้นตามเสียงที่ทรายเรียก
“มึงไหวปะเนี่ย เมื่อวานไปนอนไหนทำไมไม่กลับบ้านวะ” ทรายที่เห็นท่าทีของเพื่อนดูจะไม่ค่อยดี ยิ่งอยากรู้ว่าเธอไปไหนและทำอะไรมา
ตั้งแต่มาอยู่บ้านทรายฉันไม่เคยหายไปโดยไม่ได้บอกแบบนี้ ก็คงไม่แปลกที่ทุกคนจะเป็นห่วง เพราะตอนแรกไม่คิดว่าจะค้างกับธันวา แต่ด้วยความเหนื่อยและเพลียจากกิจกรรมที่ทำร่วมกันจึงทำให้เผลอหลับจนลืมบอกทรายเสียสนิท
“ขอโทษที่ไม่ได้บอกก่อน”
“มึงจะไม่บอกกูจริงดิว่าไปไหน” สิ่งที่ทรายอยากรู้คือปุยฝ้ายไปทำอะไรที่ไหนเมื่อคืน
ไม่รู้เหมือนกันว่าจะบอกยังไง พูดว่าไปนอนกับธันวาซึ่งเป็นญาติมันมางั้นหรอ
กลัวมันจะไปอาละวาดธันวาอีก
ฉันก็เลยเลือกที่จะเงียบ เพราะไม่อยากโกหกเพื่อนสนิทอย่างทราย
“เออ ไม่อยากพูดก็ไม่ต้องพูด กูบอกแม่ว่ามึงกลับบ้าน มึงก็คุยกับแม่กูตามนี้ละกัน” ข้อดีของทรายคือมันเป็นคนที่ไม่จู้จี้จุกจิกหรือเซ้าซี้
“อืม ขอบใจ แล้วพิงค์อะ” ปกติเรามักจะกลับบ้านกันสามคน ฉัน ทรายแล้วก็แฟนของมัน แต่วันนี้เลิกคลาสปุ๊บก็มาที่รถเลย จากปกติต้องรอพิงค์ก่อน
“พิงค์กลับบ้าน”
ฉันพยักหน้าตอบอย่างรับรู้ก่อนจะขึ้นรถไปนั่งเบาะข้างหน้า ซึ่งมีทรายเป็นคนขับเช่นเคย แต่ที่ต่างจากทุกวันคงจะเป็นเสียงพูดคุยหรือไม่ก็เสียงเพลงที่ดังกึกก้องตลอดทางกลับบ้าน
เพราะวันนี้กลับมีแต่ความเงียบปกคลุมภายในรถ
“มึง เดี๋ยวกูแวะบ้านธันวาก่อนนะ”
“มึง! พากูไปบ้านก่อนได้ปะ แล้วค่อยออกมา” ด้วยน้ำเสียงที่ดูจริงจังผิดปกติ แล้วดูเหมือนว่าปุยฝ้ายนั้นกำลังคิดสับสนเรื่องอะไรอยู่ เลยทำให้ทรายเลือกตามใจเพื่อน
“เออก็ได้” แต่เมื่อทุกอย่างตกอยู่ในความเงียบ ปุยฝ้ายซึ่งรู้สึกอึดอัดและคิดว่ามันคงจะดีขึ้นถ้าเธอได้พูดระบายสิ่งที่อยู่ในใจออกมาบ้างจึงเอ่ยขึ้น
“มึง… ธันวาคิดกับกูแค่เพื่อนว่ะ”
“คุยกันเช้าเย็นขนาดนั้นคิดแค่เพื่อน?” เห็นไหม ทรายมันยังคิดแบบเดียวกับฉันเลย คุยกันขนาดนั้นแต่บอกไม่ชอบ มันเป็นอะไรที่บ้ามาก
“อืมม ธันวาบอกกูแบบนั้น กูเจ็บว่ะมึง”
“กูไม่เคยรู้สึกดีกับผู้ชายคนไหนเท่าธันวาเลยนะเว้ย มึงก็รู้”
อยู่ ๆ น้ำตาก็ไหลออกมาอย่างเก็บไว้ไม่ได้
“เออกูเชื่อ ไม่เคยเห็นมึงคลั่งใครเท่าธันวาเลย”
“เหอะ… เจ็บดีว่ะ ทำไมกูต้องหัดเล่นกีตาร์ให้เจ็บมือ ไหนจะเกมยิงนั่นอีก แล้วกูดันไปชอบคนที่ไม่ได้ชอบกูด้วยว่ะมึง ฮือ ๆ”
“กับธันวามึงถึงขั้นรักยัง”
“กูไม่รู้ว่าเรียกว่ารักได้ยัง แต่กูชอบอะมึง กูชอบธันวาจริง ๆ นะเว้ย”
“มึงเข้าใจกูใช่ไหม ฮือ ๆๆ” ทุกอย่างพรั่งพรูออกมาเมื่ออยากระบายให้เพื่อนรับรู้ความรู้สึกที่เธอเป็นอยู่ตอนนี้
“เออ กูเข้าใจ”
“ไหนมึงเคยบอกผู้ชายมีเยอะแยะ ไม่ร้องดิ กูไม่ชอบ” ประโยคหลังทรายพูดด้วยน้ำเสียงดุ ไม่ใช่ว่าเธอจะไม่เข้าใจความรู้สึกเพื่อน แต่เพราะไม่เคยเห็นปุยฝ้ายร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้ ตนเองก็ไม่ใช่สายที่จะปลอบใจ เลยไม่รู้ต้องพูดยังไงให้คนฟังดีขึ้น
“ผู้ชายมีเยอะ แต่กูไม่เคยเจอแบบธันวา ฮือ ๆ”
ครืด ~
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ปุยฝ้ายจึงปาดน้ำตาก่อนจะหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดดู
LINE | ธันวา
(ธันวา : ถึงบ้านยัง)
เขายังทำเหมือนทุกอย่างปกติ เมื่อถึงเวลาหกโมงเย็นมักไลน์ถามฉันว่าถึงบ้านรึยัง แม้จะรู้สึกแปลก ๆ แต่มันก็ยังดีกว่าตรงที่ธันวาไม่หายไปจากชีวิต ถึงได้แค่ในสถานะเพื่อน ทว่ามันต้องมีสักวันสิที่สามารถเปลี่ยนใจอีกฝ่ายได้
(ปุยฝ้าย : ยัง ออกมาข้างนอกกับทราย นายถึงบ้านแล้วหรอ )ในเมื่อเขาปกติ ฉันก็จะต้องทำทุกอย่างให้เป็นแบบเดิมได้เหมือนกัน
“มึงบอกธันวาคิดกับมึงแค่เพื่อน แล้วจะไปคุยกับมันอีกทำไม ไหนว่าเจ็บอยู่ไง” การกระทำที่ดูสวนทางกับห้านาทีที่แล้วของเพื่อน มันยิ่งทำให้เธอรู้สึกตามอารมณ์ปุยฝ้ายไม่ทัน เมื่อกี้ร้อง ตัดพ้อ บอกเจ็บมาก ตอนนี้กลับปาดน้ำตานั่งยิ้มกับโทรศัพท์
“ก็กูชอบของกู อย่างน้อยเขาก็ไม่หายไป กูก็พอมีหวังป่าววะ”
