บทที่ 3 พริสตี้
โรสก้าวเดินไปตามโถงร้านอย่างช้า ๆ สายตาของเธอกวาดมองไปทั่วทุกมุมอย่างชำนาญ ราวกับเจ้าของอาณาจักรที่รู้ทุกจังหวะของสถานที่แห่งนี้เป็นอย่างดี แสงไฟสลัวสีอำพันสะท้อนลงบนโต๊ะหินอ่อนและแก้วคริสตัลที่เรียงราย เสียงหัวเราะ เสียงแก้วกระทบกัน และเสียงดนตรีที่คลออยู่เบื้องหลังหลอมรวมเป็นบรรยากาศที่ทั้งมีชีวิตและชวนหลงใหล
เธอไม่ได้มองเพียง “ภาพรวม” แต่เธอมอง “รายละเอียด” ว่ามีโต๊ะไหนรอเครื่องดื่ม มีลูกค้าคนไหนต้องการความใส่ใจเพิ่ม หรือมีอะไรผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย ผู้คนที่นั่งอยู่ในร้านต่างสังเกตเห็นเธอทันทีที่เธอเดินผ่าน โดยเฉพาะผู้ชาย สายตาหลายคู่จับจ้องมาที่เธออย่างไม่ปิดบัง บางคนยกแก้วให้ บางคนเอ่ยทัก บางคนเพียงแค่มอง…ด้วยความหมายที่ไม่ต้องใช้คำพูด โรสตอบกลับด้วยรอยยิ้มหวานที่ถูกฝึกมาอย่างดี รอยยิ้มที่ดูจริงใจ…แต่ไม่เคยเปิดเผยมากเกินไป มันสวยพอจะทำให้หัวใจคนละลาย แต่ห่างพอจะไม่ให้ใครเอื้อมถึง
เธอเดินต่อไปจนถึงโซนวีไอพีชั้นสอง พื้นที่ที่ถูกยกสูงขึ้นจากโถงหลัก มีระเบียงยื่นออกไปมองเห็นด้านล่างได้ชัดเจน ราวกับเป็นจุดที่ “คนเหนือกว่า” ใช้มองโลกเบื้องล่าง โซนนี้มีเพียงสี่โต๊ะเท่านั้น
ทุกโต๊ะถูกจัดวางอย่างมีระยะห่างเป็นส่วนตัว โซฟาหนังสีเข้ม โต๊ะกระจก และแสงไฟที่ถูกปรับให้สลัวกว่าด้านล่างเล็กน้อย ที่นี่ไม่ใช่แค่ที่นั่ง แต่มันคือ “พื้นที่ของคนพิเศษ” ทุกโต๊ะต้องจองล่วงหน้า เพียงแค่ค่าเปิดโต๊ะก็สูงถึงห้าพันบาท พร้อมมิกเซอร์ไม่อั้น แต่เครื่องดื่มหลักยังคงต้องสั่งแยก
คืนนี้มีลูกค้าอยู่สามโต๊ะ สองโต๊ะเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและความครึกครื้น หญิงสาวพริสตี้ของร้านในชุดซีทรูบางเบาเผยบราสีสดด้านใน และบีกินีที่แนบลำตัว กำลังคอยเติมเครื่องดื่ม พูดคุย และสร้างบรรยากาศอย่างชำนาญ
รอยยิ้มของพวกเธอ การแตะไหล่เบาๆ หรือการเอนตัวเข้าใกล้ ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อ “ทำให้ค่ำคืนนี้น่าจดจำ” แต่มีอยู่หนึ่งโต๊ะ…ที่แตกต่าง เงียบ นิ่ง และแทบไม่ถูกรบกวน ไม่มีพริสตี้ ไม่มีเสียงหัวเราะ มีเพียง “เขา”
เมื่อโรสเพ่งมอง สายตาของเธอหยุดลงโดยไม่รู้ตัว ชายหนุ่มคนนั้นนั่งเอนกายอยู่บนโซฟาหนังสีเข้ม ท่าทางผ่อนคลาย…แต่เต็มไปด้วยอำนาจบางอย่างที่มองไม่เห็น แสงไฟสลัวตกกระทบใบหน้าเขาเป็นเงาอ่อนๆ เหมือนภาพหนึ่งในค่ำคืนที่เวลาถูกดึงให้ช้าลง สูทสีดำที่เขาสวมเรียบกริบแนบไปกับรูปร่างสูงสง่า กระดุมเชิ้ตที่ปลดออกเล็กน้อยเผยความไม่เป็นทางการที่ “จงใจ”
ความหรูหราของเขาไม่ใช่สิ่งที่ต้องแสดงออก แต่มัน “อยู่ในตัว” อย่างชัดเจน ใบหน้าของเขาคมชัดราวงานประติมากรรม เส้นกรามรับกับสันจมูกอย่างสมบูรณ์แบบ ผิวขาวละเอียดอมชมพูดูเย็นราวหิมะแรกของฤดูหนาว ดวงตาสีเทาคู่นั้น…ลึกและนิ่ง เหมือนท้องฟ้าก่อนพายุ ไม่เปิดเผย ไม่อ่อนโยน และไม่อนุญาตให้ใครอ่านออกง่ายๆ เส้นผมสีทองอ่อนถูกจัดอย่างลวกๆ แต่กลับยิ่งทำให้เขาดูมีเสน่ห์แบบไม่ตั้งใจ แสงไฟสะท้อนมันเป็นประกายคล้ายโลหะมีค่า ริมฝีปากได้รูปขยับเพียงเล็กน้อย ราวกับคนที่ไม่จำเป็นต้องพูดมาก แต่ทุกคำที่ออกจากเขา…มีน้ำหนักพอจะทำให้ทั้งห้องเงียบ
มือของเขาถือแก้วเครื่องดื่มสีอำพัน หมุนช้าๆ อย่างคนที่คุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้มานาน เขาไม่ได้มองใคร แต่กลับเหมือน “ควบคุมทุกอย่าง” อยู่ในพื้นที่ของตัวเอง เขาไม่ใช่แค่ลูกค้า เขาคือบางอย่างที่…ไม่ควรถูกมองข้าม
“เจ้โรส” เสียงเรียกของหญิงสาวบริกรดึงโรสออกจากภวังค์ เธอหันไปมองทันที
“ว่าไง มินท์มีอะไร” น้ำเสียงของเธอกลับมาเป็นปกติ ราบเรียบ และควบคุมได้ดี
“ผู้ชายโต๊ะสองเรียกค่ะ” มินท์เอ่ยพร้อมรอยยิ้มแบบมืออาชีพ โรสหันไปตามทิศทางที่ถูกบอก
ชายที่โต๊ะนั้นยกแก้วเหล้าขึ้นเล็กน้อยเป็นสัญญาณเรียก เธอพยักหน้ารับเบาๆ ก่อนจะก้าวเดินไปหาเขาอย่างสง่างาม โดยไม่หันกลับไปมอง ชายหนุ่มชาวยุโรปคนนั้นอีกเลย… ทั้งที่ลึกลงไป มีบางอย่าง…ยังคงค้างอยู่ในสายตาของเธอ
