บท
ตั้งค่า

บทที่ 7 ฝากฝังน้องไว้กับคนแปลกหน้า

ร้านสุราริมทาง

นี่นับเป็นครั้งแรกที่คนร่างกายอ่อนแอเช่นเขาริดื่มสุรา จำต้องแอบออกมานั่งห่างจากเรือนแทบคนละฝั่งเมืองทีเดียว เดิมทีต้องการเดินเล่นปลดปล่อยอารมณ์ที่ขุ่นมัวเผื่อจะดีขึ้นแต่ยิ่งเดินก็ยิ่งย่ำแย่ สุดท้ายเจอร้านสุราที่เงียบเหงาไร้ผู้คนมีเพียงผู้เฒ่าเจ้าของร้านที่นั่งอยู่เพียงลำพังจึงเดินเข้าไปนั่งสั่งสุรามาดื่ม

สวีฟู่อันร่างสูงผอมบางนั่งสั่งสุราพร้อมกับแกล้มสองอย่าง นั่งดื่มคนเดียวเงียบๆ เขามองผ่านไปตามเส้นทางที่ทอดยาวไปข้างหน้าดวงตาของเขาเหม่อลอยไม่มีคำพูดใดๆ สักคำหลุดออกมาแต่แววตาบ่งบอกความวิตกกังวลที่ซ่อนเอาไว้

ผ่านไปราวครึ่งชั่วยามแม้ว่าจะนานๆ ยกขึ้นดื่มสักจอก แต่ก็นับว่ามากแล้วสำหรับคนดื่มครั้งแรกมือแทบจะใช้นิ้วจับจอกสุราไม่ได้แล้วแต่ก็ยังอยากดื่มเข้าไปอีก

“พี่ชาย สะดวกให้ข้านั่งร่วมโต๊ะหรือไม่”

สวีฟู่อันเงยหน้าขึ้นในดวงตาสะท้อนภาพใบหน้าพล่าเลือน ผู้มาขอร่วมโต๊ะเป็นใครก็ไม่ทราบ เห็นเพียงชายหนุ่มแต่งกายด้วยชุดขาวทั้งชุด ยามนี้สมองเหมือนจะไร้สติปัญญาเช่นปกติเขาพยักหน้าให้อีกฝ่ายอย่างทึ่มทื่อ

“นั่งสิ ข้าดื่มคนเดียว”

“ท่านแบ่งสุราให้ข้าดื่มได้หรือไม่”

“อยากดื่ม เอิ๊ก ก็รินเอาสิ พ่อเฒ่า เอาจอกมาใหม่อีกใบ ฮ่าๆๆ มีคนจะนั่งดื่มเป็นเพื่อนข้า”

“พี่สวี ท่านดื่มมากเกินไปแล้ว”

สวีฟู่อันเมาสุราจนไม่รับรู้ถึงคำเรียกขานของอีกฝ่ายที่บอกว่าล่วงรู้ว่าเขาคือใครตอนนี้เขาต้องการเพียงความสบายใจชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น

“ไม่ๆ ข้ายังไหว”

“ท่านไม่สบายใจหรือ มีเรื่องกังวลในใจสินะ อยากระบายหรือไม่ข้ายินดีรับฟัง นั่งดื่มเป็นเพื่อนท่าน”

“ข้า ข้าสวีฟู่อัน มันไม่เอาไหน ฮือๆๆ”

“…..”

“ข้า มีน้องเพียงคนเดียวแต่ข้า ข้าร่างกายอ่อนแอ เจ้าดูสิข้าผอมบางจนต้องให้น้องเพียงคนเดียวของตนออกไปทำงานเพื่อช่วยหาเงินจุนเจือครอบครัว ลำพังการคัดลอกหนังสือของข้าไม่มีทางรอดหรอก ฮือๆๆ”

สวีฟู่อัน เมามายจนไม่รู้สึกว่าตนได้ระบายความรู้สึกที่เก็บไว้ลึกๆ ในจิตใจ เขารู้เพียงความคิดนี้กัดกินจิตใจจนรู้สึกทรมานยิ่งนักที่ได้มองดูน้องสาวของตนลำบากในแต่ละวันกลับมามักมีบาดแผลยิ่งนางแอบซ่อนไม่ให้เขาเห็นยิ่งทำให้เขาหดหู่อย่างยิ่ง

อีกไม่นานเขาก็จะต้องไปต่างเมืองแม้ตอนนี้นางไม่ได้ทำงานเดิมแต่เขากลับความกังวลก็เพิ่มทวีคูณขึ้นมันเป็นความกังวลใจที่บอกไม่ถูก ชายเบื้องหน้าเป็นคนที่ไม่รู้จักกันเขาก็คงไม่สนใจเรื่องราวในวงสุราก็แค่การคุยฆ่าเวลาเท่านั้นนี่นา

“ถ้า ข้าช่วยท่านดูแลเขาจะดีหรือไม่”

“ดีสิ ข้ามีน้องเพียงคนเดียวหากมีเจ้ามาช่วยกันดูแลย่อมดีกว่าเดิมแน่นอน เอิ๊กกก”

กลิ่นสุราที่สวีฟู่อันพ่นออกมาบ่งบอกว่าในร่างกายเขารับมันเข้าไปจำนวนไม่น้อยทีเดียว ยามนี้คนก็ฟุบหลับก้มหน้าคาโต๊ะไปแล้วมือสองข้างกางออกโอบโต๊ะเอาไว้อย่างเหนียวแน่น ปากยังคงบ่นพึมพำเบาๆ

“ให้คนเฝ้าไว้ หากไม่มีคนมาตามก็จ้างรถม้ากลับไปส่งที่เรือน”

“ขอรับ”

เมื่อชายหนุ่มเดินผ่านก็ยืนก้อนเงินสีทองให้กับชายชรา เมื่อรับเงินค่าสุราไว้ก็ตกตะลึงทันทีตั้งแต่เปิดร้านเล็กๆ นี้มาหลายสิบปีนี่เป็นครั้งแรกที่ได้ถือก้อนทอง ชายชรายกขึ้นกัดโดยไม่คิด

“โอ๊ย ทองจริงๆ ข้ารวยแล้ว ขอบคุณนายท่าน ขอบคุณสวรรค์ จากนี้ไปข้าจะไม่อดอีกแล้ว ฮ่าๆๆ”

สวีหวินหลงกลับจากสำนักตรวจสอบวันนี้วิ่งวุ่นวายทั้งวันร่างกายเหนื่อยล้าแทบเดินไม่ไหว หลังจากอาบน้ำเตรียมจะเอนตัวนอน เสียงท่านป้าฉินเดินมาเคาะประตู

“คุณชายน้อย ท่านนอนหรือยังเจ้าคะ”

“ยัง ท่านป้ามีอันใด”

“คุณชายสวี ยังไม่กลับเรือนเจ้าค่ะ ค่ำแล้วข้ากังวลกลัวจะเกิดเรื่องกับเขาจึงมาเรียนให้ท่านทราบ”

“ท่านพี่ยังไม่กลับเรือน ท่านพี่ได้บอกไว้หรือไม่ว่าไปที่ใด”

“เมื่อตอนบ่ายหลังเขียนอักษรแล้ว ก็บอกว่าจะออกไปเดินเล่นเจ้าค่ะ ไม่ได้บอกว่าจะไปที่ใดปกติก็ออกไป แต่ไม่เคยเกินครึ่งชั่วยามก็กลับ”

“ท่านป้ากลับไปพักเถอะ ข้าเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้วจะออกไปตามท่านพี่เอง”

สวีหวินหลง แต่งกายด้วยชุดสีน้ำเงินเข้มขลิบชายสีขาววิ่งไปตามท้องถนนที่อยู่ใกล้ๆ เรือน จนเริ่มห่างออกไปร่างกายเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ ในใจเริ่มร้อนรนพี่ชายนางร่างกายอ่อนแอน่าจะอยู่ไม่ใกล้จากเรือนจากเส้นทางนางหามาเกือบครึ่งเมืองยังไม่พบ

“หวินหลงๆ เจ้าจะไปไหน”

เป็นเสียงตะโกนของเหวินเปียว เขากำลังจะเดินไปหอสุรากับสหายๆ ในกองงาน เหลือบไปเป็นสหายร่างผอมบางวิ่งหันไปหันมาจึงตะโกนถาม ร่างนั้นชะงักก่อนจะหันมาบนใบหน้ามีแต่เม็ดเหงื่อดวงตาดูร้อนรน

“พี่เหวิน ข้ากำลังหาพี่ชายของข้า”

“ที่นี่ใกลจากเรือนของเจ้ามากพี่ชายเจ้าไม่แข็งแรงนัก จะมาถึงที่นี่เชียวหรือ”

“ข้าหามาตลอดทางตั้งแต่ใกล้ๆ เรือน ไม่พบ”

“เจ้าใจเย็นๆ ก่อน รอสักครู่”

เหวินเปียวเดินกลับไปที่กลุ่มสหายที่ยืนรออยู่ พูดคุยกันไม่กี่ประโยคทั้งหกคนที่เหลือก็พยักหน้าเห็นด้วยแล้วเดินตามกันมาหาสวีหวินหลง ทั้งหมดทักทายกันเล็กน้อยก่อนที่นางจะรีบบอกรูปลักษณ์ของพี่ชายตนให้กับคนทั้งหมดฟัง

“ตอนนี้คนเพิ่มขึ้นแล้ว ต้องเจอคนแน่นอนเจ้าสบายใจได้พวกข้าหาเจอแน่นอน พวกเราแยกย้ายกันไปจับคู่กันหากพบแล้วก็ให้พากลับมารอที่นี่ หากพามาไม่ได้ก็ให้แยกกันหนึ่งคนเฝ้า หนึ่งคนกลับมาแจ้งข่าวใช้เวลาครึ่งชั่วยามกลับมารวมกันที่นี่ไม่ว่าจะเจอหรือไม่ก็ตาม”

เหวินเปียวจับคู่กับสวีหวินหลง หาไปตามทางจนกระทั่งมาพบร้านสุราริมทางที่สวีฟู่อันเมาหลับอยู่ โดยมีชายชรานั่งเป็นเพื่อน

“นั่น ท่านพี่”

“พี่ชายเจ้าหรือ พ่อหนุ่มข้านั่งเฝ้าเขามาชั่วยามกว่าแล้วเจ้ามาก็ดีข้าจะได้ปิดร้านเสียที”

“ขอโทษด้วยขอรับทำให้เฒ่าแก่ลำบากเพราะพี่ชายข้าแล้ว”

“ไม่เป็นไร ลูกค้า”

สวีหวินหลงจับแขนแล้วเขย่าไม่เบาไม่แรงนัก เพื่อปลุกชายหนุ่มให้ตื่นขึ้นมาแต่ก็ไร้วี่แววจะตื่น

“สงสัยดื่มเข้าไปมาก คงไม่ตื่นง่ายๆ เจ้าเฝ้าพี่ชายเจ้าไว้ ข้าจะไปหาจ้างรถม้ามาพาเขากลับไป”

รถมาคันไม่ใหญ่นักเคลื่อนมาจอดหน้าร้านสุรา เหวินเปียวกระโดดลงมาจากด้านข้างคนบังคับม้า

“มาข้าช่วยพยุง เจ้าถอยไปร่างเขาผอมแค่นี้ข้าเอาไหว เจ้าดูว่ามีสิ่งใดตกหล่นหรือไม่”

เมื่อเจอพี่ชายตนเองแล้วเพียงแค่เมาสุราก็วางใจที่วิตกกังวลลงความคิดความอ่านก็กลับมา นางตรวจสอบดูเมื่อไม่มีสิ่งใดตกอยู่ก็ขึ้นรถมาเข้าไปดูพี่ชายตนที่นอนเหยียดยาวด้านใน รถม้าเคลื่อนที่กลับไปยังจุดที่นัดพบอีกหกคนที่เหลือ เมื่อถึงจุดนัดพบเหวินเปียวก็บอกให้คนบังคับมาพาคนทั้งสองกลับเรือน ส่วนตนก็รอสหายที่แยกไปตามหา

“ขอบคุณพี่เหวิน ไว้โอกาสหน้าข้าต้องเลี้ยงขอบคุณพวกท่านทั้งหมดที่ช่วยเหลือวันนี้”

“ไม่เป็นไร สหายกันทั้งนั้น เจ้าพาพี่ชายเจ้ากลับเข้าเรือนไปเถอะ”

รถม้าเคลื่อนมาตามถนนถึงหน้าเรือน สวีหวินหลงเปิดม่านรีบลงไปเคาะประตูด้านในป้าฉินคล้ายรออยู่ตลอดก็เปิดออกมาดูได้เห็นหน้าคุณชายที่ไม่ได้สติบนรถม้าจอดที่จอดอยู่

“เกิดอะไรขึ้นเจ้าค่ะ”

“ไม่มีอะไร ท่านพี่ดื่มสุราเมาจนหลับไปแล้ว ท่านป้าช่วยข้าประคองเขาไปพักเถอะ’

“ได้ๆ”

เมื่อจ่ายเงินให้คนขับรถม้าเรียบร้อย คนขับรถม้าร่างกายสูงใหญ่มีน้ำใจช่วยพยุงสวีฟู่อันลงมาให้ สวีหวินหลงและป้าฉินเข้าไปประคองซ้ายขวา ก่อนจะพากันพยุงเข้าไปด้านใน รถม้าก็เคลื่อนออกไปใช้สายตาแอบมองตามเข้าไปในประตูเรือนโดยไม่มีใครสังเกต

“คุณชายไม่เคยดื่มสุราเหตุใดวันนี้จึงดื่มเข้าไปจนหมดสติเช่นนี้”

“ช่างเถอะ เอาไว้เขาตื่นขึ้นมาก็รู้เอง ตอนนี้ข้ารบกวนฝากท่านป้าฉินช่วยดูแลเขาด้วย พรุ่งนี้ข้าต้องไปทำงาน”

“ได้ๆ เป็นหน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ท่านไปพักผ่อนเถอะ ดูสิเหนื่อยมาทั้งวันยังต้องวิ่งไปมาครึ่งค่อนเมือง ในครัวมีซุปอุ่นอยู่บนเตาท่านดื่มสักหน่อยไหมเจ้าค่ะ”

“ไม่ดีกว่า ดึกแล้วท่านจัดการเขาไปเถอะ”

เสวียนหลงเทียนนั่งจิบสุราอุ่นรอสักครู่ ก็มีเสียงฝีเท้าเบาๆ เดินเป็นจังหวะแตกต่างจากคนทั่วไป มาหยุดด้านนอกประตูโดยไม่มีบ่าวรับใช้หรือทหารทักทายหรือหยุดไว้บ่งบอกถึงความคุ้นชินและเป็นคนที่สำคัญเป็นที่รู้จักของคนภายในตำหนักเป็นอย่างดี

“เข้ามา”

ร่างสูงเข้ามาหยุดด้านหน้าโต๊ะ ทำความเคารพเรียบร้อยก็รายงานสิ่งที่ได้รับมอบหมายให้ไปทำในช่วงสามวันที่ผ่านมา

“ท่านอ๋อง ข้าได้ตรวจสอบประวัติของสวีหวินหลง สามวันที่ผ่านมาจากข้อมูลที่ได้จากชาวบ้านแถบด้านใต้รอบๆ เรือนชาวบ้านพูดตรงกับข้อมูลที่ป้าฉินคนรับใช้ในเรือนพูดขอรับ สวีหวินหลงที่ติดตามพี่ชายมาอาศัยอยู่ที่เรือนหลังนั้นตั้งแต่เมื่อสิบสามปีก่อน เรือนนั้นแต่เดิมก็เช่าอยู่จนเมื่อสวีหวินหลงเริ่มออกทำงาน ทั้งสองช่วยกันเก็บเงินซื้อเรือนเป็นของพวกเขาเมื่อสองปีก่อนขอรับ

พี่ชายสวีฟู่อันในวัยเด็กได้เล่าเรียนและมีความฝักใฝ่ขยันหาความรู้จากตำราเก่าๆ มากมาย เคยป่วยหนักจนไม่สามารถใช้แรงงานหาเงินได้จึงหาเงินจากรับจ้างคัดลอกตำราและเขียนจดหมายให้ชาวบ้าน ในเรือนมีเพียงป้าฉินและลุงอันเป็นผู้ทำงานในเรือน อยู่กันสี่คนเท่านั้น

เมื่อข้าติดตามหาคนเฒ่าคนแก่ที่พอจะจำได้ก็ทราบว่าทั้งสองคนเป็นเด็กที่มาจากกานโจวเป็นตระกูลบัณฑิตพ่ะย่ะค่ะ”

นิ้วเรียวเคาะบนโต้ะเป็นจังหวะ ก่อนจะหยุดมือแล้วเอื้อมไปหยิบพู่กันจรดลงเขียนอักษรก่อนจะประทับตราลงไป ม้วนเสร็จเรียบร้อยก็หยิบตราหยกวางคู่กับม้วนหนังสือสั่งการเลื่อนออกไป

“เหยียนสือ เจ้านำมันติดตัวไปที่กานโจวมีสิ่งใดที่เกิดขึ้นเมื่อสิบสามปีก่อนเจ้าไปเสาะหามา”

เหยียนซินหยาง หรือที่เสวียนอ๋องเรียกติดปากคือ เหยียนสือ เงยหน้ามองเขาเป็นองครักษ์ประจำตัวปกติคอยดูแลความปลอดภัยอยู่ข้างกายมาหลายปี แต่ยามนี้กลับส่งตนเองไปเสาะหาข้อมูลของเจ้าหน้าที่ตัวเล็กๆ ที่ย้ายเข้ามาในหน่วยงาน

“ท่านอ๋อง ท่านสงสัยอะไรในตัวเจ้าหนุ่มนั่นหรือพะยะค่ะ”

“เจ้าหนุ่มหรือ ไม่หรอกข้าแค่อยากรู้”

เหยียนสือ ขยับไปหยิบสองสิ่งที่วางคู่กันมาไว้ในมือตราหยกใส่ไว้ในอกเสื้อทำความเคารพแล้วก็จากไปเงียบๆ เช่นเดิม

เสวียนหลงเทียน ขยับตัวเตรียมไปเปลี่ยนชุดลำลองออกเป็นชุดขุนนางเตรียมเข้าประชุมยามเช้า ฉู่ยิ่นเดินเข้ามาจากห้องข้างอย่างรู้เวลา

“วันนี้ ข้าเข้าวังเจ้าไปคนเดียวฝึกฝนเจ้าเด็กนั่นให้คล่องแคล่วสามารถที่จะรับใช้ได้ทุกสถานการณ์”

“ท่านอ๋อง จะให้ติดตามรับใช้ท่านไม่ได้ประจำอยู่ที่สำนักตรวจสอบหรือพ่ะย่ะค่ะ”

“อืม”

“เช่นนั้นให้กระหม่อมแจ้งท่านชุนฮุยเสียเอาไว้ก่อนดีนะพ่ะย่ะค่ะ”

“บอกเขาว่าข้าต้องการเด็กนั่นมาใช้งาน”

“พ่ะย่ะค่ะ”

สำนักตรวจสอบเมืองชงชิว หลังจากฉู่ยิ่นแจ้งให้ผู้ดูแลสำนักตรวจสอบชุนฮุยเสีย สวีหวินหลงก็วุ่นวายเช่นเดิมถูกฉู่ยิ่นเคี่ยวกร่ำจนนางเริ่มสงสัยว่าเจ้าหน้าที่สำนักตรวจสอบเช่นนางเหตุใดแตกต่างกับคนอื่นๆ ที่เขาออกไปตรวจสอบหาข้อมูลแต่ตนเองกลับฝึกฝนรับใช้คน ชงชา ฝนหมึก เตรียมชุดเขียนอักษร ทำความสะอาด ฝึกเขียนอักษรราวกับเป็นสาวใช้ของชนชั้นสูง

“พี่ฉู่ ทำไมข้าต้องฝึกเขียนอักษรด้วย”

ฉู่ยิ่นเหลือบตาไปมองก่อนจะหันกลับมาจิบชาต่อ อีกฝ่ายกำลังสะบัดมือไปมา

“ผู้ติดตามของคุณชายต้องสามารถอ่านเขียนได้แค่นี้เจ้าก็ไม่เข้าใจหรือ”

“พี่ฉู่ ข้าทำงานที่หน่วยดับเพลิงนครบาลก็เขียนอักษรในหนังสือราชการเช่นกันไม่เห็นต้องมาฝึกคัดให้สวยงามเช่นนี้เลย แค่เขียนได้ก็พอแล้วนี่”

“ที่นั่นก็คือที่นั่น ส่วนที่นี่ความคิดของคุณชายล้วนต้องปฏิบัติตามเจ้าฝึกต่อไปจนเหมือนต้นฉบับนั่นก็พอ”

“ไม่ไหว ข้าต้องตายแน่ๆ ลายมือฉบับนี้สวยกว่าลายมือพี่ชายของข้าอีกแล้วข้าจะเขียนได้ดีเท่านี้เมื่อไหร่กันข้ามาทำงานนะไม่ได้มาเรียนหนังสือ”

สวีหวินหลง บ่นพึมพำเอนกายซบลงไปบนโต๊ะถือโอกาสอู้สักเล็กน้อยใครจะคิดว่าจู่ๆ ก็มีม้วนตำราเคาะลงมาบนศรีษะตน

“เจ็บ พี่ฉู่ ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว”

ปากบางที่บ่นออกไปรีบหุบลงทันที เหยียดกายยืนตรงไร้สุ้มเสียงเบื้องหน้าคือคุณชายเสวียนของพี่ฉู่ ที่วันนี้บอกว่าไม่เข้ามาสำนักตรวจสอบแต่นี่ใครล่ะตัวเป็นๆ มาเอง

“เจ็บไหม”

“เจ็บนิดหน่อยขอรับ”

“งั้นข้าคงเคาะเบาไป ให้ฝึกฝนเจ้ามีลายมือเช่นไส้เดือนเลื้อยแบบนี้หากติดตามข้าไปตามที่ต่างๆ คงทำให้ข้าต้องอับอายขายหน้า ตั้งใจฝึกฝนให้ดีๆ”

“ขอรับ”

“คุณชายทานอาหารมาหรือยังขอรับ”

“ยัง”

ฉู่ยิ่นถามด้วยความสงสัย ท่านอ๋องเข้าประชุมขุนนางแล้วมาถึงที่นี่ในเวลาเกือบเที่ยงได้อย่างไรน่าจะไม่ได้ทานอาหารมาจึงถามตามความเคยชิน เมื่อยังไม่ได้ทานมาก็ต้องทานที่นี่

“สวีหวินหลงเจ้าไปที่ห้องครัวแจ้งพ่อครัวให้จัดอาหารส่งเข้ามาไวๆ”

“ขอรับ”

“สั่งพ่อครัวให้ทำไก่ตุ๋นน้ำแดงมาด้วย”

สวีหวินหลงรับคำก่อนจะรีบวิ่งออกไปอย่างว่องไว ร่างเล็กลับหายไปจากสายตาเสวียนหลงเทียนหันกลับมามองหน้าฉู่ยิ่น

“ท่านอ๋อง มีอันใดเกิดขึ้นไม่พะยะค่ะ”

“ไม่มี”

“เหตุใดพระองค์จึงมาที่นี่ยามนี้ ปกติออกจากวังต้องใช้เวลาหากท่านมาที่นี่อย่างน้อยก็ต้องผ่านยามเว่ยถึงยามเซินจึงจะถึงนี่พะยะค่ะ”

“ไม่ต้องสนใจ ข้ามีงานต้องออกเดินทางไปเมืองเว่ยหยางพรุ่งนี้เช้า เจ้าพาสวีหวินหลงติดตามไปด้วย”

“ท่านอ๋อง นี่ค่อนข้างยากนะพะยะค่ะงานที่ต้องทรงออกไปจัดการทุกๆ ครั้งค่อนข้างอันตรายการนำเจ้าเด็กนี่ไปด้วยจะไม่เป็นภาระหรือเกิดอันตรายขึ้นหรือพะยะค่ะ”

เสวียนหลงเทียนส่งสายตาคมไปให้ ฉู่ยิ่นเห็นสายตาที่ส่งมาก็ถอนหายใจใครก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจท่านอ๋องได้เมื่อตัดสินใจแล้วทุกอย่างถือว่าตามนั้น

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel