ตอนที่ 8 ข้ายอมแพ้ขาหมูน้ำแดง
สวีหวินหลงเดินกลับมามองหน้าสองคนก่อนจะก้มหน้าลง แปลกดีคนเป็นเจ้านายสีหน้าไม่เปลี่ยน ลูกน้องใยมีสีหน้าแปลกประหลาด ดูท่าช่วงเวลาที่ตนเดินไปโรงครัวจนกระทั่งกลับมาพี่ฉู่ยิ่นอาจจะถูกตำหนิ หรือเป็นเพราะตนยังคัดลายมือได้ไม่ดี จะขอโทษก็ไม่กล้าจึงยืนเม้มปากรอด้วยความอึดอัด
เวลาเพียงราวสองเค่อ พ่อครัวพร้อมผู้ช่วยก็พากันถือถาดอาหารเข้ามาเป็นแถว ต้องบอกว่าเดินกันไวมากอย่างไม่น่าเชื่อร่างกายที่เจ้าเนื้อกลมจนมีขนาดน้องๆโอ่งใส่น้ำที่บ้านของนาง แต่ละคนวางเรียบร้อยโดยไม่ทำให้เกิดเสียงดังเสร็จก็หันกายเดินจากไปอย่างเป็นระเบียบแตกต่างกับบรรยากาศยามควงตะหลิวทำกับข้าวในครัวราวฟ้ากับเหว นี่ก็เป็นเรื่องแปลกอีกเรื่องหนึ่งที่เขาพบในสำนักตรวจสอบแห่งนี้
ฉู่ยิ่นที่ก้มหน้าอยู่ไม่ได้ยินเสียงใดๆ หลังจากอาหารขึ้นโต๊ะเรียบร้อยก็เงยหน้าส่งสัญญาณให้ทันที เจ้าเด็กบ้ายืนใจลอยไม่ขยับตัว อุตส่าห์สอนแล้วระหว่างนั้นอีกฝ่ายก็แลตั้งใจทำตามได้ดีแท้ๆ
สวีหวินหลงหายจากอาการใจลอยเห็นฉู่ยิ่นส่งสายตามาเตือน นางรีบขยับตัวตามที่ได้รับการฝึกฝนมาอยู่ว่องไว มือซ้ายมือขวารีบเรียงถ้วยข้าว ตะเกียบ รินน้ำชา เตรียมสังเกตว่าคุณชายต้องการกับข้าวจานใด ส่วนฉู่ยิ่นเห็นว่าไม่มีหน้าที่ของตนแล้วก็ถอยออกไปเงียบๆ วันนี้เขาจะได้มีโอกาสกินอาหารในครัวได้อย่างเอร็ดอร่อยพร้อมบรรดาพ่อครัวที่มีเมนูชวนน้ำลายไหลเสียทีคล้อยหลังจากที่ฉู่ยิ่นเดินหายไป เสวียนหลงเทียนยังคงไม่ขยับตัวจนสวีหวินหลงอดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้
“เจ้านั่งลง”
“หา”
ตาโตของนางเบิกกว้างด้วยความงง เจ้านายของเขาดูเหมือนจะพูดว่าให้นั่งลง นั่งยังไง พี่ฉู่ไม่ได้สอนว่านั่งกับพื้นหรือนั่งแบบใดจึงหันไปหาคนสอน ฉู่ยิ่นก็ไม่ได้อยู่ในห้องแล้วระหว่างที่สวีหวินหลงยืนงงก็ได้ยินเสียงเข้มของเจ้านาย เขาก็ยิ้มแหยๆ ไปให้ก่อนจะรีบขยับเข้ามาใกล้
“ข้าบอกให้นั่งลง”
“นั่งยังไงขอรับ พี่ฉู่ไม่ได้บอกว่าตอนนายท่านทานอาหาร ข้าต้องนั่งนี่ขอรับ”
“ข้า ให้เจ้านั่งร่วมโต๊ะทานอาหารเป็นเพื่อนข้า”
“อ้อ เฮ้ย ไม่ได้ๆ ขอรับ”
“ข้าสั่งให้นั่ง เดี๋ยวนี้”
“ขอรับ”
“กินข้าว”
เมื่อเข้าใจความหมายของเจ้านายสวีหวินหลงก็ส่ายหัวไปมา ใครจะกล้านั่งร่วมโต๊ะทานอาหารกับเจ้านายที่ดูสูงศักดิ์มิใช่คนธรรมดาได้ แต่สายตาที่ดุของอีกฝ่ายจ้องจนนางไม่กล้าต่อต้านยื่นมือไปหยิบถ้วยอีกใบขึ้นมาพร้อมตะเกียบมาถือไว้ ก่อนจะขยับตักข้าวมาใส่ถ้วย
นางใช้ตะเกียบพุ้ยเข้าปากเล็กๆ โดยไม่แตะต้องกับข้าวหลากหลายชนิดบนโต๊ะ ใบหน้าก็ก้มจนแทบจะซุกลงไปในถ้วยข้าวคือสิ่งที่เสวียนหลงเทียนเห็นท่าทางประหม่าของนาง มุมปากแอบยกขึ้นก่อนจะปรับให้เป็นเช่นเดิม เจ้าเด็กนี่แปลกคนกินข้าวไม่กินกับ มือเรียวนิ้วยาวจับตะเกียบคีบเนื้อขาหมู ชิ้นใหญ่เนื้อเป็นสามชั้นที่ผ่านการเคี่ยวจนเปื่อยยุ่ยใส่ลงในถ้วยข้าว สวีหวินหลงเห็นชิ้นหมูที่เป็นมันเงาก็เงยหน้าขึ้นมองเจ้านายหนุ่มที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“กินเข้าไป ร่างกายเจ้าผอมบางเกินไปแล้วจะมีเรี่ยวแรงทำงานได้อย่างไร”
“ขอบคุณขอรับ”
นางคีบเนืิ้อหมูเข้าปากไปน้ำตาแทบไหลออกมา ช่างเป็นอาหารที่รสชาติดีเยี่ยมเนื้อนุ่มเปื่อยยุ่ยกำลังดีเพียงใช้ลิ้นดุนก็แทบจะละลายในปากก่อนจะรีบใส่ข้าวตามเข้าไป เมื่อเห็นว่าเจ้านายมีแววตาที่เมตตาใส่ใจการกินของเขา สวีหวินหลงรีบคีบกับข้าวอย่างอื่นใส่ถ้วยข้าวตนเอง มื้อนี้ต่างคนต่างกินไปคนละไม่น้อย กับข้าวที่ปกติเสวียนหลงเทียนกินเพียงเล็กน้อยวันนี้กับข้าวทุกจานที่ขึ้นโต๊ะถูกกวาดเข้าท้องของทั้งสองคนจนหมด
“ถูกปากหรือไม่”
“อร่อยที่สุดที่ข้าเคยกินมาเลยขอรับ ขอบคุณนายท่านมากขอรับที่ทำให้ข้ามีลาภปาก”
“อืม”
สวีหวินหลงรู้สึกอับอายเป็นอย่างยิ่ง นางกินเข้าไปมากกว่าทุกมื้อทั้งยังกินจะเรียบทุกจานไม่มีจานใดที่มีเนื้อหลงเหลือเอาไว้ ยิ่งนางเงยหน้าขึ้นมาพบว่าเจ้านายหยุดกินแล้วและกำลังมองนางกินด้วยความตั้งอกตั้งใจแต่จะว่านางก็ไม่ได้ เพราะขาหมูน้ำแดงของพ่อครัวอร่อยจนเกินไป เฮ้อ ข้ายอมแพ้ขาหมูน้ำแดง ตอนนี้นางก้มหน้าก้มตาเก็บถ้วยจานบนโต๊ะโดยไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย
เสวียนหลงเทียนรับน้ำชาร้อนมาถือไว้ ใช้นิ้วคลึงถ้วยชาไปมาในมือมองเด็กหนุ่มด้านหน้าเก็บถ้วยชามบนโต๊ะอย่างว่องไวเพียงครู่เดียวก็มีสาวใช้เข้ามาเก็บออกไปพร้อมกับวางผลไม้ไว้หนึ่งจาน
“ครอบครัวเจ้ามีกี่คน”
สวีหวินหลงอดที่จะแปลกใจไม่ได้ นางเงยหน้าแอบมองเจ้านายคนใหม่ จู่ๆก็สนใจครอบครัวของลูกน้องที่ไร้ความสำคัญทั้งยังเป็นคนใหม่เช่นตนเองด้วย แม้จะรู้สึกแปลกใจก็ตามแต่ก็ตอบไปตามความจริง
“ข้าอยู่กับพี่ชายสองคนขอรับ พวกเราไร้ญาติพี่น้อง ท่านพี่เลี้ยงดูข้ามาแต่เล็ก ในเรือนยังมีท่านลุงกับท่านป้าที่คอยช่วยดูแลทำงานอีกสองคน พี่ชายของข้าสอบเคอจวี่ผ่านในปีนี้อยู่ระหว่างเตรียมตัวสอบระดับถัดไปขอรับ”
"พี่ชายเจ้ามีภรรยาและบุตรหรือไม่'
“ร่างกายท่านพี่ของข้าไม่ค่อยแข็งแรง ปีนี้ก็ยังไม่ได้แต่งงานขอรับ”
“เจ้าเดินทางไกลได้หรือไม่”
“ได้ขอรับ ตอนอยู่ที่กองงานดับเพลิงข้าก็เคยไปต่างเมืองมาแล้ว”
“ดี เจ้ากลับไปเก็บข้าวของแล้วมาที่นี่ก่อนยามเวย ไปได้แล้ว”
สวีหวินหลงเดินกลับเรือนด้วยความงง นี่เขากินข้าวกับเจ้านายเสร็จก็ถูกไล่ให้กับมาเก็บข้าวเก็บของไปต่างเมือง จะไปไหน ไปทำอะไร ไปกี่วัน ดันลืมถามเสียสนิทเพราะอาหารอร่อยสมองที่เคยเฉียบคมก็ถูกทำให้เชื่องช้าไปมากเดินจนถึงหน้าประตูถึงได้นึกออก แล้วจะบอกพี่ชายตนว่าอย่างไร
“คุณชายรอง ท่านกลับมายามนี้ ลืมอะไรเจ้าคะ”
ป้าฉินที่กวาดใบไม้ใต้ต้นไม้หันมาถามด้วยความแปลกใจ เด็กหนุ่มผู้เป็นนายของบ้านปกติออกไปทำงานมักจะกลับเกือบตะวันตกดินหรือมากกว่านั้น วันนี้ตะวันตรงศรีษะเขาเดินกลับเข้าเรือน
“ข้าต้องติดตามเจ้านายไปทำงานต่างเมือง จึงกลับมาเก็บของท่านพี่ข้าหล่ะ”
“คุณชายใหญ่ไม่อยู่เจ้าค่ะออกไปสำนักศึกษา เห็นบอกว่าจะกลับมายามเซินปลายๆ”
“เช่นนั้นฝากท่านป้าฉินบอกพี่ชายข้าด้วยว่าข้าไม่อยู่ไปทำงาน”
“ได้เจ้าค่ะ”
สวีหวินหลงก้าวเท้าไปทางเรือนตนเองเก็บข้าวของที่จำเป็นใส่ห่อผ้าเรียบร้อยก็ปิดประตูเดินออกมา ป้าฉินยืนรออยู่ที่ประตูเหมือนมีคำถาม
“คุณชายรอง ท่านจะไปกี่วันเจ้าคะเผื่อว่าคุณชายใหญ่ถามถึง”
“เดินทางไปกลับน่าจะหลายวันอยู่ นี่เป็นความลับของราชการ บอกท่านพี่ข้าตามนี้”
“เจ้าค่ะ”
“ฝากดูแลเสี่ยวฝู่ให้ข้าด้วย”
“เจ้าค่ะ”
ป้าฉินปิดประตูเรียบร้อยก็เริ่มกวาดใบไม้ต่อ ลุงสุยที่เดินมาจากด้านหลังพร้อมถังใส่น้ำในมือก็ถามด้วยความสงสัย
“ใครมา ข้าเหมือนได้ยินเสียงเจ้าพูดคุย”
“คุณชายรองน่ะ”
“อ่อ แปลกปกติไม่เคยกลับเรือนยามเที่ยงวัน”
“มีงานต้องไปต่างเมืองเลยกลับมาเก็บของ”
“ไปทำงานวันแรกไม่ใช่หรือ ต้องไปทำงานไกลเลยหรือ เป็นเช่นนี้อีกหน่อยมิต้องเดินทางไม่หยุดไม่หย่อนหรือ”
“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ไปรดน้ำต้นไม้ต่อได้แล้ว”
ในวังหลวง ตำหนักของพระสนมเอกฟางซิน รอบนอกตำหนักปลูกดอกไม้ไว้มากมายหลายชนิดส่วนใหญ่เป็นต้นไม้และดอกไม้จากต่างแคว้น ฮองเต้ทรงรักใคร่เอ็นดูตั้งแต่ได้พบพระพักตร์ครั้งแรกติดเพียงเป็นองค์หญิงที่มาพร้อมเครื่องบรรณาการ ต่างชนชาติทำให้ไม่สามารถแต่งตั้งยศให้สูงได้กว่านี้
“พระสนม พระสนมเพคะ”
“ซินอี้ เจ้าอายุขนาดนี้แล้วยังไม่หายโวยวายอีกนะ อายนางกำนัลน้อยบ้างสิ”
“แหม ทรงว่าหม่อมฉันมานานหลายปีไม่ทรงเบื่อหรือเพคะ”
ซินอี้รูปร่างสูงโปร่งกว่านางกำนัลคนอื่นๆในตำหนักแห่งนี้ นางติดตามรับใช้พระสนมเอกฟางซินตั้งแต่ครั้งยังเป็นเพียงองค์หญิงจนมาใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงของแคว้นเฟิ่งนานหลายปี จนเวลาล่วงเลยช่วงที่สามารถออกจากวังเพื่อแต่งงานไปแล้วตามความตั้งใจของนางเองที่จะอยู่รับใช้เจ้านายของตนเอง
“มีอะไรก็ว่ามาเถอะ”
“เพคะ หม่อมฉันได้ยินขันทีคุยกันว่าองค์ชายรองจะทรงเสด็จไปต่างเมืองอีกแล้วเพคะ”
“เป็นพระราชโอสรย่อมต้องแบ่งเบาราชกิจนี่เป็นเรื่องปกติของบรรดาองค์ชายทุกพระองค์ เจ้าจะกังวลอันใด”
แปะๆๆ เสียงปรบมือดังขึ้นก่อนที่จะได้เห็น ชายผ้าสีเหลืองปักลายมังกรของฮองเต้เสวียนอู่ตี้สะบัดตามจังหวะการก้าวเท้า ใบหน้าที่กาลเวลาแทบจะไม่สามารถทำลายความหล่อเหลาให้จางหายไปได้ อมยิ้มเล็กน้อยเพราะว่าราชกิจเสร็จก็เดินผ่อนคลายในอุทยานหลวงจะเรื่อยมาถึงตำหนักของพระสนมเอกจึงได้ยินการโต้ตอบของทั้งสองพอดี
“ข้าไม่ได้แอบฟังนะ เจ้าพูดได้ถูกต้องฟางซิน ในบรรดาองค์ชายทั้งหมดเสวียนหลงเทียนมีความสามารถมาก งานราชกิจหลายๆครั้งจึงจำเป็นต้องให้เขาเป็นผู้ไปจัดการข้าจึงจะวางใจ”
“เพคะ ทรงเสด็จมาเงียบๆ อีกแล้วนะเพคะ”
ซินอี้ถอยออกมาอย่างรู้หน้าที่ สั่งให้นางกำนัลไปจัดเตรียมพระกายาหารกลางวัน ปล่อยให้ทั้งสองพระองค์อยู่ด้วยกันเพียงลำพัง ปกติการจะเสด็จมาได้จำเป็นต้องเป็นไปตามกฏเกณฑ์ของวังหลัง ด้วยเพราะจำนวนสตรีมีมากมายจะตามใจตนเองเช่นชาวบ้านทั่วไปจึงไม่สามารถทำได้ มีเพียงบางช่วงเวลาเท่านั้นที่ฮองเต้จะหลุดลอดจากสายพระเนตรของฮองเฮามาได้ นางถอนหายใจเบาๆ สงสารเจ้านายทั้งสองพระองค์แม้จะทรงรักใคร่กันเพียงใดก็มีอุปสรรคมากมาย
“เจ้าไม่ตำหนิข้าใช่หรือไม่”
“หม่อมฉันไม่มีใจคิดตำหนิพระองค์เลยเพคะ เชื่อว่าเทียนเอ๋อร์เองก็คงคิดเช่นเดียวกับหม่อมฉัน”
“ข้าทำให้พวกเจ้าแม่ลูกลำบากจริงๆ”
“ทรงอย่าตรัสเช่นนี้สิเพคะ พวกเราเกิดในราชวงศ์รู้ดีว่าเพียงลืมตาถือกำเนิดขึ้นมาทุกอย่างล้วนเป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ อย่าทรงตำหนิองค์เองจะเสียสุขภาพเปล่าๆเพคะ”
“ซินเอ๋อร์ ข้าอยู่ได้ไม่นานนัก เจ้าสบายดีหรือไม่”
ซินอี้ที่ยืนด้านหน้าประตู ได้ยินเสียงพูดจาอ่อนหวานจากด้านในเสียงของเจ้านายทั้งสองเหมือนจะไม่ได้อยู่ในห้องด้านหน้าแล้วเสียงที่แว่วออกมาเริ่มเปลี่ยนไปและเบาจนเกือบไม่ได้ยิน ใบหน้านางก็เริ่มแดงเล็กน้อย โบกมือไล่นางกำนัลที่กำลังยกถาดมาเป็นแถวให้ถอยหลังกลับไป ตนเองก็ก้าวออกห่างจากตัวตำหนักออกไปเพื่อความเป็นส่วนตัวของเจ้านายทั้งสองพระองค์ด้านใด
ในตำหนักที่ประทับของฮองเฮา หงส์ที่แสนวิจิตรงดงามยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าหลังคาสีแดงสด ฮองเฮาหลี่อวิ๋นอวี๋กึ่งนั่งกึ่งนอนพิงหมอนปักลายด้วยท่วงท่าสง่างามพักผ่อนยามบ่ายรับสายลมอ่อนๆที่พัดกลิ่นหอมของดอกไม้เข้ามาทางบานหน้าต่าง เหลียนฉ่ายหนีนางกำนัลข้างกายเดินเข้ามาก้มหน้าป้องปากกระซิบเบาๆ
“ว่าไงนะ ฝ่าบาทเสด็จไปหาสนมเอก”
“เพคะ เสด็จไปนานเกือบครึ่งชั่วยามโดยไม่มีขันทีตามเสด็จเพคะ”
“พวกไร้น้ำยา แค่ฝ่าบาทพระองค์เดียวยังตามไม่ทันเลี้ยงเสียข้าวสุกนัก”
“ฮองเฮาเพคะ เอ่อ ต้องส่งชาไปให้หรือไม่เพคะ”
ชาที่เหลียนกูกูเอ่ยถึงคือชาที่มีส่วนผสมของยาสูตรพิเศษที่ไร้สีไร้กลิ่นป้องกันการตั้งครรภ์ของสตรีในวังหลังที่จะได้รับพระราชทานหลังจากฮองเต้เสด็จไปหาในยามค่ำคืน
“ไม่จำเป็น นี่เวลาอะไร มิใช่ยามค่ำคืนเสียหน่อย คิดว่าคงเสด็จไปปลอบใจนางเพราะส่งบุตรชายนางไปทำงานเสียมากกว่า”
“ครั้งนี้ไม่แน่ใจว่าได้รับมอบหมายให้ไปทำสิ่งใดเพคะ”
“เจ้าจะบอกว่าเป็นความลับหรือ”
“เพคะ ขันทีที่ค่อยส่งข่าวสืบไม่ได้ว่ามอบหมายราชกิจใดให้องค์ชายรองเพคะ”
“ช่างเถอะ เหยาเอ๋อร์จะมาหาข้าเมื่อใด”
“ขันทีมาแจ้งว่าราวยามโหย่วเพคะ”
“ฮึ เขาช่างไม่เคารพกฏเกณฑ์เลย เข้าวังหลังแม้จะมาหาข้าก็ตามความทำตามกฏไม่เช่นนั้นในภายหลังจะกลายเป็นคำครหาได้ ส่งขันทีไปแจ้งให้มาวันพรุ่งนี้หลังเสร็จประชุมเช้าแทน”
“เพคะ”
สำนักตรวจสอบ เสวียนหลงเทียนนั่งบนม้าตัวใหญ่ที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามที่ดูแข็งแรงขนทั่วทั้งลำตัวมีความเงางามยิ่งเมื่อต้องแสงพระอาทิตย์ราวกับสะท้อนแสงออกมาได้ทีเดียว สวีหวินหลงแหงนหน้าขึ้นมองเงาต้นไม้ที่ทอดลงมาบดบังแสงแดดไปบางส่วนแต่อากาศก็ยังร้อนมากอยู่ดี ฉู่ยิ่นเดินจูงม้าสองตัวมาทางเขาก่อนจะส่งสายคล้องม้ามาให้
“เจ้าขี่ม้าเป็นไหม”
สวีหวินหลงก้มหน้าเล็กน้อยอดเบ้ปากนิดไม่ได้ ถามข้ายามนี้จะช้าไปไหม ก่อนจะเงยหน้าส่งยิ้มไปให้อีกฝ่าย
“ได้ขอรับ”
“ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะขี่ไม่ได้ต้องมานั่งซ้อนข้า คงแปลกพิลึก”
“เลิกวุ่นวาย รีบเดินทางได้แล้ว”
ฉู่ยิ่นกับสวีหวินหลงแอบมองหน้ากันก่อนจะรีบขึ้นมาคนละตัว ตามติดเจ้านายที่ขี่ม้านำหน้าไปก่อนแล้ว
“พวกเราไปกันสามคนเองหรือพี่ฉู่”
“ไม่หรอก นอกจากพวกเรามีองครักษ์ที่ไปด้วยเพียงแต่ไม่ได้แสดงตัวเท่านั้น”
“พวกเรากำลังจะไปไหนกันขอรับ”
สายตาของเจ้านายที่เหลียวมามองทั้งสองที่ขี่ม้าคู่กันมาข้างหลังที่ยังสามารถพูดคุยกันได้ด้วยความไม่พอใจ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขารู้สึกขัดหูขัดตาลูกน้องคนสนิทที่ดูเข้ากันได้กับสวีหวินหลง ทั้งสองดูมีเรื่องพูดคุยกันได้ตลอดเวลา
“ถ้าพวกเจ้ามีความสามารถที่จะคุยกันบนหลังม้าได้ก็ขี่ให้ไวขึ้นข้าจะได้ไม่ต้องรอ วันนี้หากไม่ถึงจุดพักม้าพวกเจ้าต้องถูกลงโทษ”
“ย่าห์”
เสียงที่ดูไม่พอใจทำให้นางรู้ว่าควรหยุดพูดเรื่อยเปื่อยแล้วตามให้เร็วกว่านี้ แส้ในมือของสวีหวินหลงถูกสะบัดไปที่สะโพกม้า เพื่อเร่งฝีเท้าให้ไวกว่าเดิม หนทางก็ไม่กว้างมากนักยังดีที่ไม่มีชาวบ้านสวนทางมา
