ตอนที่ 9 เหมืองโลหะลี่เซิน
“เจ้าเรียงใส่ให้เรียบร้อย ปิดฝาแล้วอย่าลืมประทับตรา ห้ามลืมใส่กุญแจนะ ลูกกุญแจทั้งหมดรวมไว้ด้วยกันแล้วนำมามอบให้ข้า บันทึกจำนวนให้ครบด้วย”
กล่องไม้ขนาดคนโตสามารถลงไปนอนได้ตั้งเรียงกันเป็นแถว ด้านในหลายใบเต็มไปด้วยก้อนทองคำสีเหลืองบางกล่องก็เต็มไปด้วยก้อนเงินสีเงินแวววาว
เฮ้อหยางเอ้าเดินนำหน้าออกมาตามทางที่คดเคี้ยวไปมาในถ้ำ
“ลูกพี่ ข้าสงสัยเหตุใดครั้งนี้นายท่านจึงเปลี่ยนจากตั๋วแลกเงินมาเป็นเงินก้อนทองก้อน”
“เรื่องของนายท่าน เจ้ามีสิทธิ์วิจารณ์หรือ”
“ลูกพี่ ข้าแค่แปลกใจ ท่านดูสิ หีบจำนวนมากขนาดก็ใหญ่ หนทางยาวไกลไม่ต้องพูดว่าจะมีโจรดักปล้นหรือไม่ แค่ขนไปก็ยากจะดูแลแล้วหรือลูกพี่ไม่เห็นด้วยกับข้า”
“พูดมากน่า มีหน้าที่ทำก็ทำไปอย่าลืมตรวจสอบให้เรียบร้อย ทุกหีบเรียบร้อยแล้วจะได้ขนออกไป”
เฮ้อหยางเอ้า รูปร่างสูงใหญ่กล้ามเนื้อเป็นมัด คางใหญ่จมูกโตคิ้วหนา รูปลักษณ์แม้จะคล้ายชาวบ้านในแคว้นเฟิ่งแต่ก็ยังมีจุดที่แตกต่าง เขาเป็นหัวหน้าคุมเหมืองโลหะในเมืองลี่เซิน ควบคุมจำนวนคนงานเรียกได้ว่าชีวิตคนงานเป็นเขาที่จัดการ ใครจะถูกลงโทษจะอยู่จะตายแค่คำพูดประโยคเดียว เช่นเดียวกับจำนวนแร่โลหะที่ขุดได้ การขนส่งการจัดเก็บล้วนผ่านมือเขาทั้งสิ้น
ตัวเหมืองมีขนาดใหญ่ได้รับการตั้งชื่อตามเมืองลี่เซิน ต้องเดินทางด้วยเท้าไปที่เหมืองซึ่งอยู่ห่างออกไปจากเขตชุมชนเมืองราวสี่สิบลี้ มีชาวบ้านยากจนจำนวนไม่น้อยที่ทำงานในเหมืองแม้งานจะหนักแต่ก็มีเงินเข้าบ้านพอจะซื้ออาหารเลี้ยงดูครอบครัวให้ไม่ต้องอดตายได้
่งานเหมืองมีอันตรายคนที่ทำงานมักจะเจ็บป่วยหรือบาดเจ็บจากหินถล่มในเหมือง ทำให้ขาดคนเมื่อคนไม่พอต้องรับสมัครใหม่เกือบทุกเดือน บรรดาคนที่สมัครใหม่มักจะมีคนต่างถิ่นที่ยากจนเดินทางเข้ามาหางานทำจำนวนไม่น้อยเช่นกัน
เสียงรองเท้าของเฮ้อหยางเอ้าดังไปตามทางเดินในเหมือง ทางเดินที่เป็นอุโมงค์บางช่วงมีไม้ค้ำยันเพดานไว้ หลายๆจุดก็ไม่มีไม้ค้ำยัน เสียงเหล็กกระทบหินเสียงจอบขุดดังไม่หยุด คนงานถูกตวาดโดยหัวหน้าที่ควบคุมงานดังเป็นระยะๆ
“อาสือ สั่งให้นำหีบเหล่านั้นขึ้นรถบรรทุกไปลงเรือที่ท่าเหวินหวาทั้งหมด”
“หัวหน้า บรรทุกขึ้นรถม้าเกือบหมดแล้วขอรับอีกสักสองเค่อทุกอย่างก็เรียบร้อย”
“จำไว้ช่วงที่ข้าไม่อยู่ ดูแลคนงานให้ดีอย่าให้เกิดปัญหาจัดการทุกอย่างให้เหมือนเดิม”
“ขอรับ ข้าทราบแล้ว”
สือเสิ่นหยู๋ รับคำลูกพี่ใหญ่ประจำเหมืองทุกครั้งที่เขาไม่อยู่จะมอบอำนาจทุกอย่างให้ตนเอง ครั้งนี้ก็เช่นกันเพียงแต่การเดินทางไกลที่สำคัญเช่นนี้ต้องใช้เวลา เป็นช่วงเวลาที่เขาชื่นชอบมากที่สุดยิ่งเฮ้อหยางเอ้าไปนานเท่าใดเขาก็ยิ่งได้ผลประโยชน์มากเท่านั้น ที่สำคัญเขาจะใหญ่ที่สุดในเหมือง ขบวนรถม้าและเกวียนที่บรรทุกหีบเต็มทุกคันของเฮ้อหยางเอ้าลับตาไป ท่าทางยอมคนของอาสือก็เปลี่ยนไปทันที
สือเสิ่นหยู๋ เดินแกว่งแขนราวกับนักเลงใหญ่เข้าไปในเหมือง สองวันก่อนมีคนงานมาใหม่หลายสิบคนในกลุ่มชาวบ้านจากต่างถิ่นมีสตรีที่รูปร่างเข้าตาเป็นที่จดจ้องของสือเสิ่นหยู๋ ตอนนี้ถึงเวลาที่รอคอยโอกาสมาแล้วคนงามที่หมายมั่นเอาไว้ไม่อาจหลุดมือไปได้แล้ว
เส้นทางจากเมืองซานซิน ม้าสามตัววิ่งตามกันมาเกือบสองชั่วยามสองข้างทางเต็มไปด้วยต้นไม้มากมาย จนเริ่มเปลี่ยนเป็นป่าไผ่ตะวันเกือบจะตรงศรีษะ สวีหวินหลงสัมผัสกลิ่นไอสดชื่นได้ก็ตะโกนแข่งกับเสียงลมเสียงฝีเท้าม้า
“นายท่าน ทางข้างหน้าอาจมีลำน้ำข้างทางขี่ม้าระวังด้วยขอรับ”
ขี่ม้ากันต่อไปอีกครึ่งลี้ฝั่งซ้ายของทางก็เปลี่ยนเป็นลำน้ำขนาดใหญ่ น้ำสีเขียวมรกตอยู่ต่ำลงไปจากถนนที่ทั้งสามใช้อยู่ไม่น้อย เสวียนหลงเทียนชลอฝีเท้าของม้าลง สวีหวินหลงและฉู่ยิ่นก็ชลอลงด้วยจนถึงทางลาดที่สามารถให้ม้าเดินลงไปใกล้ริมน้ำเพื่อดื่มน้ำได้
“พักที่นี่สักครึ่งชั่วยามให้ม้าพักเสียหน่อย”
สวีหวินหลงเห็นเขาลงจากหลังม้าก็รีบลงด้วย ก่อนจะเดินเข้าไปรับสายคล้องม้าเพื่อนำไปที่ริมน้ำแล้วพาไปผูกไว้ใต้ร่มไม้มีหญ้าขึ้นแตกใบอ่อน ม้าทั้งสามส่งเสียงเบาๆ ด้วยความพึงพอใจ
สวีหวินหลงลูบคอม้าเบาๆ
“โชคดีมีหญ้าอ่อนให้พวกเจ้าได้กินด้วย”
เสวียนหลงเทียนมองกระบอกไม้ไผ่ที่สวีหวินหลงดึงจุกออกแล้วยื่นมาให้ตน ด้วยสายตานิ่งเฉย
“น้ำในกระบอกนี่สะอาดขอรับข้าเตรียมมาจากที่สำนักตรวจสอบ ดีกว่าดื่มในลำน้ำ”
สวีหวินหลงมองอีกฝ่ายรับกระบอกน้ำไปก่อนจะเดินไปส่งอีกกระบอกให้กับฉู่ยิ่น
“พี่ฉู่ น้ำดื่มขอรับ”
“ขอบใจ”
สวีหวินหลงเดินเล่นไปข้างๆริมน้ำ อดที่จะเอามือวักน้ำเล่นไม่ได้สุดท้ายก็ยกขึ้นลูบแขนล้างคราบเหงื่อคราบฝุ่นที่ติดอยู่เสียเลย น้ำนี่ใสจริงๆ แต่คงลึกน่าดู กลางลำน้ำมีเรือแล่นตามกันมาเงียบๆหลายลำ บนเรือมีคนเดินไปมาสองสามคนทุกลำต่างมองไปรอบๆ บริเวณที่ทั้งสามหยุดพักมีต้นไม้และพุ่มไม้ค่อนข้างมากทำให้บดบังสายตาจากคนบนเรือ
“นายท่านๆ กลางลำน้ำมีเรือด้วยขอรับ”
ไม่มีเสียงตอบรับกลับมา เฮ้อ เจ้านายคนใหม่ของตนเอาใจยากจริงๆ ชวนคุยก็ไม่มีเสียงสักนิดก่อนจะหันไปมองขบวนเรือที่แล่นผ่านไปด้วยความสนใจ
“เสี่ยวหลง การขนส่งสินค้าทางเรือเป็นเรื่องปกติ ยิ่งของมีจำนวนมากการขนส่งทางบกค่อนข้างช้า ดังนั้นจึงมีพ่อค้าจำนวนไม่น้อยที่ใช้เส้นทางขนส่งทางน้ำ”
ฉู่ยิ่นแม้จะไม่ได้สนใจหันมามองแต่ก็ยังส่งเสียงพูดคุยและอธิบายให้สวีหวินหลงเข้าใจเพิ่มขึ้น เจ้าเด็กนี่สงสัยทำแต่ช่วยชาวบ้านดับไฟ แค่การขนส่งทางน้ำยังไม่ค่อยรู้เรื่อง
“อ่อ ข้าไม่เคยเห็นเรือบรรทุกหนักในลำน้ำเล็กมาก่อนนะขอรับ”
ครบครึ่งชั่วยามเสวียนหลงเทียนที่นั่งหลับตานิ่งๆก็ขยับตัวลุกขึ้นรับม้าของตนมาขี่นำหน้าออกไป
“อีกสี่สิบลี้จะมีที่พัก รีบหน่อยดีกว่าลมพัดแบบนี้อาจจะมีฝนตกลงมาก็ได้”
“ขอรับ”
ก่อนจะถึงที่พักเพียงสองลี้ ฝนก็เริ่มลงเม็ด
“แย่จริง อีกนิดก็จะถึงแบบไม่เปียกแล้วแท้ๆ”
“ฉู่ยิ่นเจ้าไปติดต่อห้องพัก”
“ขอรับ”
“นายท่าน ต้องการพักกี่ห้องดีขอรับ โรงเตี๊ยมของเรามีห้องหลายราคาท่านต้องการแบบไหนดี ห้องพิเศษเตียงขนาดใหญ่พื้นที่กว้างมีหน้าต่างมองเห็นถนนด้านหน้า ห้องธรรมดาขนาดย่อมกว่าและห้องราคาประหยัดเราก็มีขอรับ”
“ห้องธรรมดาสองห้อง ห้องพิเศษหนึ่งห้อง เตรียมอาหารสักสี่ห้าอย่างไปที่โต๊ะ”
ระหว่างที่ฉู่ยิ่นวุ่นวายกับการเลือกห้องพัก เสี่ยวเอ้อเคยต้อนรับแขกที่ผ่านมาแวะพักเป็นประจำมองการแต่งกายของเสวียนหลงเทียนมีลักษณะที่ไม่ธรรมดา รีบเชิญไปนั่งที่โต๊ะขนาดใหญ่ด้านในที่เป็นมุมเงียบสงบและสามารถมองเห็นผู้คนที่เดินไปมาทั้งข้างในและข้างนอกได้อย่างชัดเจน
“พี่เสี่ยวเอ้อร์ ข้าจะขอไปเก็บสัมภาระก่อนจะได้หรือไม่”
“ได้ๆ มาทางนี้ข้าจะพาเจ้าไปเอง”
นี่เป็นหน้าที่อย่างหนึ่งที่ฉู่ยิ่นสอนให้กับสวีหวินหลง ทุกครั้งที่แวะพักโรงเตี๊ยมเขาจะต้องขึ้นไปตรวจสอบห้องพักให้เรียบร้อยระหว่างที่นายท่านทานอาหารด้านล่างเมื่อเรียบร้อยวางใจได้จึงค่อยกลับลงมาที่โต๊ะอาหาร
“นี่ส่วนของเจ้ากินสิ”
ฉู่ยิ่นเลื่อนถ้วยข้าวให้ ในมืออีกข้างยังคงใช้ตะเกียบคืบอาหารเข้ามาไว้ในถ้วยของตนเองแล้วก้มหน้าก้มตากินข้าวในถ้วยของตนเอง สวีหวินหลงหันไปตรวจดูว่าเจ้านายของตนเริ่มลงมือทานอาหารไปหรือยังเมื่อเห็นว่าเขาไม่มีอาการผิดปกติก็หันมาสนใจถ้วยข้าวของตนเอง
“ข้าทานนะขอรับ”
“โอ้”
เสียงที่แปลกไปของสวีหวินหลงทำให้ชายหนุ่มทั้งสองเงยหน้าหันไปตามสายตาของเด็กหนุ่ม
“มีอะไรอีกเสี่ยวหลง”
“ข้าพึ่งเคยพบคนที่ตัวสูงขนาดนั้น ดูสิ พวกเขาดูแข็งแรงมากเลยขอรับ หากข้าไปยืนเทียบคงมองดูเป็นเด็กน้อยไปเลย สูงจริงๆ”
“เจ้ามันเตี้ย แค่เทียบกับข้าเจ้าก็ดูเป็นเด็กน้อยอยู่แล้ว”
สายตาของเสวียนหลงเทียนยังคงหยุดที่ร่างของชายคนนั้น ท่าทางทึ่งและแววตาวิบวับของเจ้าเด็กนี่ทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
“กินข้าว”
“ขอรับ”
สวีหวินหลงถูกเสียงเข้มของเจ้านายตนเองดึงความสนใจกลับมารีบก้มหน้ากินข้าวทันที
“รีบพักผ่อน หลังจากคืนนี้ไปกว่าจะถึงที่หมายจะไม่มีโรงเตี้ยมให้พักแล้ว”
“ขอรับ”
สวีหวินหลงรู้สึกเหมือนคำบอกนี้แฝงคำสั่งและดูเผด็จการด้วย แอบใช้หางตาเหลือบมองสีหน้าของเจ้านายตนเองก็เห็นอีกฝ่ายกำลังจ้องตนเองจึงรีบก้มหน้าลงกว่าเดิม แน่แล้วชัดเลยอารมณ์เสียชัดๆ
“ข้าอิ่มแล้วขอรับ ขอขึ้นไปพักก่อนนะขอรับ”
สี่วันหลังจากนั้นเป็นดังที่เจ้านายของเขาได้พูดเอาไว้ ลำบากอย่างยิ่งที่นอนคือโคนต้นไม้ที่ใช้บังลม ต้องแบ่งเวรกับฉู่ยิ่นค่อยเฝ้าระวังและเติมฟืนให้ไฟลุกตลอดเวลาทั้งสามารถใช้ป้องกันอันตรายจากสัตว์ป่าและให้ความอบอุ่นท่ามกลางลมที่เย็นยะเยือกกลางป่าเขา ที่สุดแสนจะลำบากที่สุดสำหรับสวีหวินหลงก็คือการทำธุระส่วนตัว โชคดีที่เจ้านายไม่ค่อยใส่ใจนักทำให้เขาสามารถแยกตัวไปไกลๆ เพื่อจัดการตัวเองให้เรียบร้อยได้
“เหนียวตัวจังเลย”
“แน่นอน ก็พวกเราสามคนไม่ได้เจอน้ำมาสี่วันเต็มๆ แล้วนี่”
“พวกเราเดินทางไปไหนกันขอรับ เส้นทางผ่านป่าเขาข้าไม่คุ้นทางยังดีที่มีพวกท่านมาด้วยไม่งั้นได้หลงกลางป่าแน่ขอรับ”
“พวกเรากำลังไปเมืองลี่เซิน”
“ลี่เซิน เอ๋ คุ้นๆ อ่อ เหมืองลี่เซิน ใช่ๆ พวกลุงที่อยู่ในหน่วยดับเพลิงเคยพูดถึงขอรับ ข้าจำได้แล้ว”
“ต้องใช้เวลาอีกสองสามชั่วยามจึงจะเข้าเขตเมืองลี่เซิน”
“ดีๆ ตอนนี้น้ำที่เตรียมไว้หมดแล้วขอรับ ข้าจะไปขอจากในครัว”
สวีหวินหลงระมัดระวังการเตรียมน้ำดื่มเป็นอย่างมากเพราะพี่ชายนางสอนว่าออกนอกเรือนควรเตรียมน้ำสะอาด เมื่อไปต่างที่นางต้องใช้น้ำที่ผ่านการต้มสุกเท่านั้นซึ่งนางเห็นด้วยยุคสมัยนี้น้ำดื่มเป็นน้ำที่ตักจากธรรมชาติไม่ค่อยสะอาดนัก นางยังใช้ผ้าขาวบางซ้อนทับเพื่อกรองน้ำก่อนเติมใส่กระบอกทุกครั้งอีกด้วย บ่อยครั้งทำให้คนอื่นมองแล้วหัวเราะเยาะการกระทำของนางว่ายุ่งยากเกินไป
ยิ่งเข้าใกล้เมืองลี่เซินเส้นทางก็แตกต่างจากเส้นทางในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา ทั้งกว้างขวางและมีคนมากมายเดินทางไปมา เริ่มเห็นแผงขายของเล็กๆ ตั้งอยู่ริมทางประปราย ช่วงที่ติดกับประตูเมืองเต็มไปด้วยร้านค้าและผู้คน
ทหารเดินตรวจสอบแถวคนที่ยืนต่อๆ กันมา ด้านหัวแถวก็ตรวจเอกสารใบผ่านและสินค้าที่ขนมา ทุกอย่างดูปกติดี
“มีเอกสารเดินทางผ่านเข้าเมืองไหม”
“พวกเรามาจากเมืองหลวงขอรับพี่ชาย”
สวีหวินหลงลงจากหลังม้าเดินไปยืนเอกสารเพื่อผ่านเข้าเมือง แบมือให้เห็นป้ายสัญลักษณ์ของสำนักตรวจสอบทหารที่นั่งตรวจสอบเอกสารตกใจจนยืนขึ้นทันที
“พวกท่านมาจากสำนักตรวจสอบ”
“ใช่ พวกเราผ่านเข้าเมืองได้หรือยัง”
“ได้ๆ เชิญขอรับ”
พลทหารนายนี้เกิดและเติบโตในเมืองลี่เซินไม่เคยเห็นไม่เคยได้พบขุนนางจากในเมืองหลวงเมื่อได้มีโอกาสเห็นป้ายและคนก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง เย็นนี้เลิกงานต้องกลับไปเล่าให้คนในครอบครัวได้รับรู้เช่นกัน
“คนเยอะจริงๆ พวกเขาเป็นคนงานในเหมืองใช่ไหม พี่ฉู่”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร”
“เพราะข้าฉลาดไง ฮ่าๆ ล้อเล่นน่า ก็ดูจากคราบฝุ่นที่เปื้อนบนเสื้อผ้าพวกเขา แล้วท่านดูสิพวกเขาสวมใส่เสื้อผ้าสีทึบๆ ไม่เน้นสวยงามทั้งเป็นผ้าเนื้อหนาแขนยาวขายาวทั้งนั้น”
ตอนแรกฉู่ยิ่นก็มองบนเมื่อเจ้าเด็กนี่ชมตัวเอง แต่เมื่ออีกฝ่ายขยายวิธีสังเกตก็รู้สึกชื่นชมเล็กน้อย ส่วนเจ้านายด้านหลังก็มองมาด้วยความสนใจปนแปลกใจเช่นเดียวกับตนเอง
“เจ้าช่างสังเกตนะนี่”
“เป็นความเคยชินข้าฝึกฝนเอาไว้เวลาช่วยเหลือชาวบ้านดับไฟต้องสังเกตทุกอย่างไม่ว่าขนาดไฟ ทิศลม ลมพัดแรงแค่ไหน เชื้อเพลิง หลายอย่างมากพี่ฉู่”
“เช่นนั้น เจ้ายิ่งเหมาะที่ย้ายมาทำงานที่สำนักตรวจสอบ นี่เป็นคุณสมบัติที่หายาก ดีๆ”
“ข้าถือว่าเป็นคำชมนะขอรับ”
ทั้งสามเดินไปทั่วบนถนนหนทางของเมืองเหมือนกับคนต่างเมืองที่มาท่องเที่ยว แวะดูสินค้าตามร้านข้างทางมีซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง
“คืนลูกสาวข้ามานะ”
“ถอยไป”
สตรีวัยกลางคนรูปร่างสันทัดถูกเหวี่ยงเซล้มมากระแทกเข้ากับขาของสวีหวินหลงที่ถอยหลังแต่ไม่พ้น
“ท่านป้า บาดเจ็บหรือไม่”
“ไม่ๆ ขอบคุณพ่อหนุ่ม”
สตรีนั่นขอบคุณสั้นๆ ก่อนจะลุกขึ้นวิ่งเซไปมาตามหลังชายหนุ่มที่ท่าทางเจ้าเล่ห์ไป ยังคงมีเสียงของนางดังให้ได้ยินจนร่างลับหายไปจากสายตา
“พวกเขาแปลกจริงๆ”
“แปลกยังไง”
“พวกเขาเหมือนคนครอบครัวเดียวกันหรือ ชายคนนั้นหยาบคายและทำรุนแรงกับท่านป้ามาก แต่นางยังคงตามเขาไปอีก”
“พวกท่านคงมาจากต่างเมืองแน่ๆ ถึงได้พูดแบบนี้ พวกเขาไม่ใช่ครอบครัวเดียวกันเจ้าคนชั่วนั่นฉุดคร่าลูกสาวของหญิงที่น่าสงสารนั่นต่างหาก นางแค่พยายามจะช่วยลูกสาวของนางต่างหาก”
“ชั่วร้ายเกินไปแล้ว เหตุใดไม่ไปฟ้องร้องให้เจ้าหน้าที่จัดการ”
“เฮอะ เจ้าไม่รู้อะไร ในลี่เซินนี่คนคุมเหมืองแทบจะคุมเมืองทั้งหมดไว้อยู่แล้วชาวบ้านเกินครึ่งใช้ชีวิตอยู่ได้เพราะเหมือง ขุนนางก็ได้ผลประโยชน์จากเหมืองไม่น้อย อีกทั้งพวกนางเป็นคนต่างถิ่นใครจะยื่นมือช่วยพวกนางแล้วผิดใจกับคนชั่วเหล่านั้นให้ตนเองเดือดร้อนกัน”
“น่าสงสารต้องมีใครสักคนที่ช่วยพวกนางแม่ลูกได้สิ”
ชายแก่ที่พูดกับสวีหวินหลงได้ฟังประโยคนี้ก็มองอีกฝ่ายด้วยสายตาว่างเปล่าเขาเองก็สงสารแต่ใครจะยื่นมือเข้าไปให้ตนเองตกที่นั่งลำบาก ก่อนจะส่ายศีรษะคล้ายกับไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาแล้วเดินจากไป
“นายท่าน พวกเรา..”
“หาที่พักก่อน”
พอสวีหวินหลงได้ยินก็ยิ้มออกมาทันที ใช่ หาที่พักก่อนเรื่องอื่นค่อยทำในภายหลัง
