บท
ตั้งค่า

บทที่ 6 รับน้องใหม่

“ข้ามาแล้ว”

“อืม ทานข้าวเถอะ”

“ท่านพี่ ทหารคนนั้นได้บอกหรือไม่ว่าเหตุใดข้าต้องไปรายงานตัวที่สำนักตรวจสอบ”

“ข้าลืมถาม เขาบอกว่าเจ้านายใหม่ของเจ้าดูแลสำนักตรวจสอบด้วยจึงให้เจ้าไปที่นั่น ช่วงนี้เขาประจำอยู่ที่นั่น”

“อ่อ”

สองคนทานอาหารเสร็จ ก่อนที่สวีหวินหลงจะลุกไป นางก็ถูกพี่ชายตักเตือนเรื่องการดูแลใบหน้าและร่างกายทั้งเรื่องกิริยามารยาทที่ควรเรียนรู้ (เรียนรู้ก็ส่วนเรียนรู้ ส่วนทำหรือไม่ต้องดูตามสถานการณ์) นางได้แต่พยักหน้ารับรู้ราวกับไก่จิกข้าวจนอีกฝ่ายรู้สึกระอาย่อมปล่อยนางลุกไปจากโต๊ะอาหารได้ นางก็รีบวิ่งหนีไปทันที ทำให้พี่ชายต้องส่ายศรีษะอย่างจนปัญญา

“เจ้าหนุ่ม มาวนเวียนหน้าประตูทำลับๆล่อๆ ต้องการทำอะไร ข้าเห็นเจ้ามาตั้งแต่เช้ามีอะไรกันแน่”

“ท่านลุง ข้ามารายงานตัวขอรับ วันนี้มาเริ่มงานวันแรก”

“โกหกหรือเปล่า ข้าเป็นเวรเฝ้ายามวันนี้ไม่เห็นได้รับแจ้งเลยว่าจะมีคนมาใหม่ เจ้าชื่ออะไร”

“ข้าแซ่สวี ชื่อหวินหลง ย้ายมาจากหน่วยดับเพลิงนครบาลขอรับ”

“มีหนังสือรายงานตัว อ่อ งั้นเจ้าเข้าไปด้านในเดินตรงไป ถึงประตูใหญ่เลี้ยวซ้ายไปแล้วเดินตรงไปเลี้ยวขวามีห้องอยู่ขวามือไปรายงานตัวที่ห้องนั้น”

“ขอบคุณท่านลุงมากขอรับ”

เหล่าเอ่อซุนมองตามหลังเด็กหนุ่มร่างเล็กที่ดูพึ่งเริ่มจะโตเดินเข้าไปด้านในอย่างกระฉับกระเฉง ตนทำงานอยู่ที่หน่วยงานนี้มาหลายสิบปีไม่เคยพบการโยกย้ายเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานอื่นมายังหน่วยงานนี้มาก่อน นี่นับเป็นคนแรกกระมัง จนเจ้าหนุ่มร่างบางเดินหายไปจึงหันกลับมายืนเฝ้าประตูมองออกไปด้านนอกก็พบกับเจ้านายที่ขี่ม้ามาถึงหยุดอยู่พอดี

ชายหนุ่มรูปร่างสูง ใบหน้าหล่อเหลาคิ้วเข้มดวงตาเรียวดูลึกล้ำเยือกเย็นทำให้ผู้คนอยากหลบหนีจากดวงตาคู่นี้ ริมฝีปากบางได้รูป ว่ากันว่าใบหน้าที่หล่อเหลานี้ได้รับมาจากพระมารดาผู้เป็นองค์หญิงบรรณาการจากต่างแคว้นที่เข้ามาพร้อมขบวนราชทูต เพราะความงดงามจึงถูกพระทัยองค์ฮองเต้ได้รับแต่งตั้งเป็นพระสนมเอกทันทีที่ได้พบหน้าก่อนจะจัดพิธีเลี้ยงต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่

เจ้านายหนุ่มผู้นี้ได้ชื่อว่าเป็นคนทำงานด้วยความเคร่งครัดอยู่ในกฎระเบียบอย่างยิ่ง ดูได้จากขุนนางในสังกัดไม่เคยมีใครมาสายหรือขาดงานโดยไร้สาเหตุมาก่อน ม้าหยุดสนิทชายหนุ่มลงจากหลังม้า เป็นม้าที่ตัวสูงใหญ่ทั้งตัวเต็มไปด้วยมัดกล้ามที่สวยงามขนดำปนแดงที่เงางามสะบัดหางไปมาเบาๆ จนคนลงจากหลังเรียบร้อยมันก็เชิดหน้าขึ้นส่งเสียงเบาๆ คล้ายส่งเจ้านายตัวเอง ชายหนุ่มตบไปที่แผงคอเบาๆ ก่อนจะลูบที่หัวมันก็ก้มลงทำเสียงในคออย่างพึ่งพอใจ

เอ่อซุนรีบก้าวเข้าไปรับเชือกบังคับม้ามาจากเจ้านายอย่างรู้หน้าที่เตรียมที่จะจูงเจ้าต้าเฟิ่งไปที่เรือนพักม้าที่ประจำของมันเช่นปกติ ยังไม่ทันขยับเท้าก็มีเสียงทุ้มของเจ้านายขัดเขาเอาไว้เสียก่อน

“วันนี้ปกติดีหรือไม่”

“ปกติดีขอรับ ทุกคนมาทำงานครบ ไม่มีใครมาสายขอรับ อ่ะ เมื่อครู่มีคนใหม่มารายงานตัวขอรับ เป็นเด็กหนุ่มรูปร่างบางเหมือนเด็กยังไม่โตท่าทางฉลาดเฉลียว แลดูเป็นคนว่องไวดีขอรับ”

“อืม”

เขาได้รับคำสั่งให้ดูแลหน่วยงานตรวจสอบการทุจริตของขุนนางมาดูแลตั้งแต่สามปีก่อนทำให้ตัวเขาเข้าๆออกๆเมืองหลวงและหัวเมืองใหญ่มากมายรวมถึงที่สำนักงานตรวจสอบแห่งนี้ก็เป็นสถานที่หนึ่งในหลายๆที่ที่เขาต้องดูแล ลูกน้องที่อยู่ที่นี่ล้วนผ่านการตรวจสอบกลั่นกรองทั้งความขาวสะอาดของวงศ์ตระกูล ความสามารถล้วนมีฝีไม้ลายมือที่ไม่ธรรมดา ฝ่ายบุ๋นก็มีฝีมือการต่อสู้เอาตัวรอดได้ในยามคับขัน ฝ่ายบู๊ยิ่งไม่ต้องพูดถึงองครักษ์ในวังหลวงยังไม่สามารถบอกได้ว่าตนเก่งกว่าเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานสอบสวนของเขาในทุกสาขา

เสวียนหลงเทียน ย่ำเท้าไปเรื่อยๆ อารมณ์วันนี้ค่อนข้างดีจึงเดินตรวจตราไปตามทางเดินรอบๆ แต่ละอาคาร

“องค์….”

คำถัดไปยังไม่ทันเอ่ยออกมาก็ได้รับสายตาคมกริบที่ส่งมาบ่งบอกว่ากำลังตำหนิและเริ่มไม่พอใจ จึงต้องพลิกลิ้นทันทีอย่างรู้งาน

“คุณชายเสวียน ต้องการสิ่งใดหรือขอรับ”

“ทำไม”

“ก็ไม่ทำไมหรอกขอรับ ปกติคุณชายมักใช้ข้ายามต้องการสิ่งใด แต่วันนี้ท่านมาถึงกลับเดินไปทั่วไม่เรียกใช้ข้าเช่นปกติ แปลกนะขอรับ”

“ข้าจะเดินตรวจตรารอบๆ มิได้หรือ”

สายตาหยอกเย้าของฉู่ยิ่นที่ส่งมาคล้ายมองเห็นความผิดปกติของเขาทำให้อดที่จะขึงตาใส่อีกฝ่ายไม่ได้

“อยากไปล้างคอกม้าใช่ไหม”

“ไม่ๆ ขอรับ เชิญคุณชายเดินเล่นตามสบายข้าขอตัวไปตรวจงานด้านนั้นก่อนขอรับ”

มีเสียงแว่วออกมาจากห้องๆ หนึ่งทำให้เขาชะงักก่อนจะหันเท้าก้าวไปอย่างไว

“ปล่อยข้านะ”

“มาๆ ลองชุดให้พวกข้าดูสิ เจ้าหนุ่ม รูปร่างบอบบางราวสตรีเช่นนี้คิดจะมาทำงานที่นี่ เจ้าใช้อะไรแลกกับเส้นสายให้เข้ามาได้กัน ขอพวกข้าดูหน่อย”

“พวกเจ้าทำอะไรกัน”

“ท่านหัวหน้า”

เสียงเข้มแฝงความเย็นชาแทรกเสียงดังที่ฟังดูเจตนากลั่นแกล้ง จนทำให้ทุกคนเงียบสนิทไม่มีใครกล้าขยับตัวส่งเดชภาพที่เสวียนหลงเทียนได้เห็นคือ ลูกน้องชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่สูงกว่ากำลังยื้อยุดเสื้อผ้าของเด็กหนุ่มร่างบางที่พยายามกุมเสื้อของตนไว้ไม่ให้ถูกถอดออกไป ส่วนชายอีกสองคนกำลังส่งเสียงกระตุ้นให้คนที่ลงมือทำให้สำเร็จ

“ข้าถามว่า พวกเจ้ากำลังทำอะไร”

“พวกเรากำลังรับน้องใหม่ขอรับ”

“ที่นี่มีกฏเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด”

“ไม่มีขอรับ พวกเราแค่หยอกล้อเขาเท่านั้นจริงๆ ขอรับ”

“ขั้นตอนของพวกเจ้าเสร็จหรือยัง”

“เสร็จ เสร็จแล้วขอรับ”

“เจ้าตามข้ามา”

“ขอรับ”

“ยังไม่รีบเอาของให้เจ้านี่อีก เร็วสิ”

เงาร่างของเสวียนหลงเทียนหายไปจากบานประตู สวีหวินหลงยังยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อน หนึ่งในสามคนนั้นรีบหยิบเสื้อผ้าและตราสัญลักษณ์มายื่นใส่มือ ก่อนจะจับร่างเล็กหันออกประตูออกแรงผลักให้เขารีบเดินตามไป

“รีบตามไปสิ อยากซวยหรือไง”

เสียงพึมพำด้านในห้องที่สวีหวินหลงได้ยินคล้ายกับว่าพวกเขาสามคนคงไม่รอดแน่ ใครมาพบไม่มา ดันเป็นเจ้านายใหญ่ของที่นี่ เขารีบสาวเท้าไวขึ้นจนตามทันคนขายาวเบื้องหน้า เห็นอยู่ชัดๆ ว่าเดินนำหน้ามาเพียงสี่ห้าก้าว เหตุใดเดินนำห่างไปเช่นนี้จนตามหลังเพียงสองก้าวค่อยผ่อนเท้าลง ลมหายใจกระชั้นเพราะหายใจไม่ทันจนคนเดินนำหน้าได้ยิน

“ทำไม เดินเพียงเท่านี้เจ้าก็จะไม่ไหวแล้วหรือ อีกหน่อยจะทำงานได้อย่างไร”

“ข้าไหว ไหวอยู่ขอรับ”

“เจ้าชื่ออะไร”

“สวีหวินหลิง ขอรับ”

“เจ้าได้รับมอบหมายให้ทำงานหน้าที่ใด”

“เอ่อ พวกเขาให้ข้าเปลี่ยนชุดให้ดู ข้าไม่ยินยอม จึงยื้อยุดเช่นนั้น ทำให้ยังไม่มีใครบอกว่าให้ผู้น้อยทำงานหน้าที่ใดขอรับ”

“ในเมื่อยังไม่มีหน้าที่เจ้าก็มาติดตามข้า”

“หา”

“ทำไม ไม่พอใจ รับใช้ข้าไม่ดีหรือไง”

“ไม่ๆ เพียงแต่ข้าน้อยเคยทำงานใช้แรงงานขอรับ งานละเอียดอ่อนไม่คุ้นเคยเกรงว่าจะทำได้ไม่ดีขอรับ”

“เจ้า เรียนรู้จากฉู่ยิ่น”

ฉู่ยิ่นปรากฎตัวยืนยิ้มอยู่เบื้องหน้าทันทีราวกับหายตัวมา ทำให้สวีหวินหลงถึงกับผงะถอยหลังไม่ทันได้คิดว่าจู่ๆจะมึคนมายืนอยู่ไม่ห่างตนเช่นนี้

“ไม่ต้องตกใจ ข้าเป็นคนมิใช่ผี”

“ข้าไม่คิดว่าจู่ๆคนจะมาได้ในทันทีเช่นนี้”

“ฮ่าๆๆ ความจริงข้าอยู่ไม่ไกล พอได้ยินเสียงเรียกย่อมต้องปรากฏตัวทันทีหากช้าเกินไปเกรงจะได้รับการลงโทษ”

“ลงโทษอันใด”

“หากเจ้ามาช้าไม่ทันใจเจ้านาย อาจถูกลงโทษที่ล่าช้าไง”

สวีหวินหลง ผงกหัวราวกับนกจิกอาหารว่าเข้าใจแล้ว ฉู่ยิ่นหันหน้าไปหาเสวียนหลงเทียนที่จ้องมองการกระทำของทั้งสองคน

“คุณชาย ท่านต้องการให้เขาติดตามท่านแทนข้าหรือขอรับ”

“ไม่ต้องเล่นลิ้น สั่งสอนเขาทุกเรื่องดังเช่นเจ้าปฏิบัติ”

ฉู่ยิ่น มุมปากกระตุกเล็กน้อย นี่ไม่ใจร้อนเกินไปหน่อยหรือ คนพึ่งมารายงานตัววันแรกก็เรียกมารับใช้ข้างตัวเสียแล้ว หันไปหาชายหนุ่มด้านข้างที่มองมาก็พยักหน้าให้เดินนำเข้าไปด้านข้าง เสียงสอนวิธีการทำงานเริ่มดังแว่วออกมา

“ตามผู้ดูแลชุน มาพบข้า”

เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นไม่ระบุถึงว่าใครต้องปฏิบัติ เวลาผ่านไปราวครึ่งเค่อ เสียงฝีเท้าก้าวอย่างรีบเร่งดังมาจากด้านหน้าพร้อมกับเสียงหอบของชายวัยเกือบห้าสิบ

“ชุนฮุยเสีย ขอเข้าพบขอรับ”

“เข้ามา”

ก่อนจะเข้ามาผู้ดูแลชุนได้ฟังเรื่องราวของเจ้าหน้าที่ทั้งสามที่รีบมารายงานตัวแล้ว เมื่อเข้ามาด้านในก็รีบอธิบายทันที

“เอ่อ ข้าทำงานบกพร่อง ทำให้เกิดเหตุการณ์ในวันนี้ ได้โปรดลงโทษด้วยขอรับ”

“ข้า ไม่ต้องการให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อีก คนมาใหม่ควรได้รับการต้อนรับเช่นปกติทั่วไป การลบหลู่เกียรติของเพื่อนร่วมงานไม่สมควรจะกระทำ หากทำบ่อยจะเกิดความเคยชินกลายเป็นนิสัยเสียติดตัวไป ข้าไม่ต้องการให้ลูกน้องในสังกัดมีพฤติกรรมเช่นนี้ หวังว่าผู้ดูแลชุนจะจัดการให้เหมาะสม”

“ขอรับ ข้าน้อยจะไปจัดการเดี๋ยวนี้”

ยามเย็น สวีหวินหลงเดินออกจากประตูหน้าของหน่วยงานตรวจสอบ ด้านล่างมีชายหนุ่มสามคนเมื่อเช้าที่เป็นคู่กรณีจับกลุ่มมองมาเมื่อเห็นเด็กหนุ่มก็ผลักกันไปมา

“สวีหวินหลง เจ้าหยุดก่อน”

เดิมรีบก้าวเท้าเพื่อให้ผ่านพ้นไปอย่างไว มาทำงานวันแรกยังไม่ต้องการที่จะสร้างศัตรูแต่อีกฝ่ายกลับตะโกนออกมาทำให้เจ้าหน้าที่คนอื่นๆ ที่อยู่ในบริเวณนั้นหันมามองกันหมด ตนจำต้องหยุดยืนค่อยๆ หันร่างกลับไปหาทั้งสามคน

“พวกเราสามคนขอโทษเจ้าที่วันนี้จงใจกลั่นแกล้งเจ้า พวกเราขอโทษจากนี้ไปพวกเราเป็นเพื่อนร่วมงานกันนะ”

“ขอรับ”

“ฮ่าๆๆ ดีจริง เจ้าใจกว้างมาก ซี๊ด”

“ท่านเป็นอะไรไป พี่ชาย“

“ไม่เป็นไรๆ อย่าเอาอย่างพวกเรานะมันไม่ดี แค่ไม้พลองสิบไม้ หนังพวกข้าหนามากไม่เป็นไรหรอก”

“พวกท่านถูกตีเพราะข้าหรือขอรับ”

“ไม่เกี่ยวกับเจ้า เป็นพวกเราคึกคะนองเกินไปสมควรโดนแล้วยังดีท่านผู้ดูแลชุน เห็นแก่ความชอบของพวกเราลงมือเพียงเล็กน้อย”

“ต่อไปเจ้าเรียกข้าว่า พี่ใหญ่ซ่ง ข้าแก่กว่าเจ้าแน่นอน ส่วนนี่ เจ้าอู๋ และนั่นเจ้าเซ่อเรียกมันว่าเสี่ยวชวนมันโตแต่ตัว”

“ได้ๆ พี่ใหญ่ซ่ง พี่อู๋ เสี่ยวชวน ข้าหวินหลงยินดีที่รู้จักอีกครั้ง”

“เจ้าว่างไหม ไปกินเหล้ากับพวกข้าไหม พวกเรากำลังจะไปหอสี่ชุนหลาน”

“ขอโทษทุกท่านด้วย ข้าต้องรีบกลับเรือนไปดูแลคนที่บ้าน”

“ไม่ว่างก็ไม่เป็นไร งั้นพวกข้าไปก่อนนะ”

สวีหวินหลงยืนมองสามคนเดินจากไป นี่สินะที่เรียกว่าจากร้ายกลายเป็นดี ได้เพื่อนร่วมงานสามคนแล้วไม่สิห้าคนแล้ว วันนี้ได้รู้จักคนที่ต้องร่วมงานด้วย อันดับแรกคือเจ้านายที่นิสัยแปลกประหลาด อันดับสองคือพี่เลี้ยงเรียกแบบนี้คงได้สินะ สอนงานตลอดทั้งวัน ละเอียดจนสตรีเรียกพี่ได้เลย ส่วนสามถึงห้าก็พึ่งเดินจากไป

“คนไปแล้วขอรับ”

“อืม”

“ท่านชุน จัดการได้ดีเช่นเดิมขอรับ ไม่เกิดความบาดหมางใดๆ”

ไร้เสียงไร้สัญญาณตอบรับ นับว่าเป็นเรื่องปกติที่ฉู่ยิ่นเจอมาตลอดหากอีกฝ่ายมีท่าทีหรือส่งเสียงตอบรับนับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดทันที

“ข้ากลับมาแล้ว”

เมื่อมองเห็นหลังพี่ชายนั่งอ่านหนังสืออยู่นางรีบตะโกนให้อีกฝ่ายได้ยินทันที

“กลับมาแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างย้ายหน่วยงานวันแรก”

“ก็ดี แต่ข้ายังงงๆ ท่านพี่ เดิมต้องไปรายงานตัวที่ส่วนโยธาธิการกองทัพแต่ก็เปลี่ยนมาเป็นสำนักตรวจสอบ สถานที่แห่งนี้มองดูเหมือนไม่ใหญ่โตแต่ภายในกว้างขวางแค่ส่วนที่วันนี้ข้าเดินก็มากกว่าที่หน่วยงานดับเพลิงแล้ว ท่านว่าด้านในจะมีขนาดสักเท่าใดกัน

เจ้านายของข้าตอนนี้คือผู้ควบคุมสำนักตรวจสอบ เมื่อเช้ามีเหตุนิดหน่อยทำให้เขามาพบเข้าโดยบังเอิญจึงเรียกให้ข้ารับใช้ติดตามเขา มันแปลกไหม”

สวีฟู่อันไม่ได้สนใจเพียงแค่รับรู้แต่เขากับสนใจประโยคท้าย วันนี้มีเรื่องเกิดขึ้นกับน้องสาวของตน

“มีเหตุอันใดเกิดขึ้น”

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่ๆ ท่านช่วยวิเคราะห์ให้ข้าหน่อย วันนี้ทั้งวันมีคนเก่าสอนงานให้ข้าแทบไม่มีเวลาพัก สารพัดงานทั้งเรื่องเล็กเช่นการชงชา จนเรื่องใหญ่เกี่ยวกับงานของเจ้านายข้า เหตุใดข้าถึงได้รับความไว้ใจเช่นนี้”

“แน่ใจนะว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ ในเมื่อเจ้าคิดว่าแปลกก็ค่อยๆ จัดการไป การทำงานมีพี่เลี้ยงนับว่าดีเพราะมีคนคอยบอกคอยสอนเจ้า เจ้าเองก็ต้องตั้งใจทำงานให้ดี อีกไม่นานข้าเองก็ต้องไปรับหน้าที่และเตรียมสอบในสองปีข้างหน้าด้วยคงไม่มีเวลามาเอาใจใส่เจ้านัก ข้ายังกังวลว่าเจ้าจะอยู่ได้อย่างไร”

“ท่านพี่วางใจข้าอยู่ได้ มีท่านลุงท่านป้าช่วยดูแลบ้านช่อง ข้าทำงานมีเงินใช้สอยย่อมอยู่ได้สบาย พวกเราแม้มีเงินเก็บน้อย หากไม่ฟุ่มเฟื่อยก็ไม่ยากลำบากจริงไหมท่านพี่”

“อย่างไรก็วางใจได้ยาก เฮ้อ”

“ท่านพี่ ข้าโตแล้ว”

สวีฟู่อัน ถอนหายใจตนเป็นพี่กลับต้องให้น้องสาวปลอมตัวเป็นชายช่วยหาเงินลำพังการเขียนคัดลอกหนังสือได้เงินไม่มากเพียงพอจึงจำใจรับความช่วยเหลือจากนางมาหลายปี ตนต้องรีบฝึกงานและอ่านตำราเพื่อสอบเป็นขุนนาง อนาคตถ้าได้เลื่อนขั้นจะได้มีความมั่นคง เมื่อมีความมั่นคงน้องสาวคนเดียวจะได้อยู่กับเรือนเช่นสตรีในเรือนอื่นไม่ต้องทำงานเช่นปัจจุบัน แม้ว่าในมุมมองของชาวแคว้นเฟิ่งนี้จะเปิดกว้างให้สตรีทำงานนอกบ้านได้ก็ตาม ในอนาคตหากจะหาคู่ครองก็นับว่าเหลือตัวเลือกน้อยลงต่างจากสตรีที่อยู่เพียงในเรือน

“ข้าเข้าห้องก่อนนะท่านพี่”

“เจ้าไปเถอะ”

“ท่านก็เข้าห้องเร็วหน่อย ฟ้ามืดลงน้ำค้างแรงระวังเป็นหวัดร่างกายท่านต้องดูแลมากๆ”

“ข้ารู้ เจ้าไปพักเถอะ”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel