บทที่ 9 พี่อยู่ตรงนี้
เย็นย่ำสนธยาหมู่นกกาพากันบินกลับรัง นายช่างหนุ่มมองภาพนั้นพาลให้นึกถึงชีวิตของตนเอง ตั้งแต่เขาต้องดูแลกิจการเครื่องปั้นต่อจากผู้เป็นบิดา ชีวิตเขาก็เปลี่ยนไปเป็นอย่างมาก หลายปีที่ผ่านมาเขาต้องรอนแรมไปเจรจาค้าขายกระทั่งไม่ค่อยได้อยู่เหย้าเฝ้าเรือน แลทุกคราเมื่อเสร็จกิจธุระเขาย่อมอยากกลับมาอยู่เรือนแห่งนี้เช่นนกกาที่พากันบินกลับรัง
ดวงตาสีนิลอันคมกริบทอดมองไปรอบบริเวณ นับต่อจากนี้ไปเขาจักได้อยู่เหย้าเฝ้าเรือนบ่อยกว่าที่ผ่านมา ด้วยกิจธุระนั้นบางเบาลงไปมาก แต่ทว่ากลับมาครานี้เห็นจักมีอยู่สิ่งหนึ่งที่ยังรบกวนจิตใจของเขาอยู่ไม่หาย นั่นก็คือเรื่องของแม่น้องน้อยกลอยใจ หลายปีที่ผ่านมาเขามักจะยิ้มได้เมื่อได้ยินข่าวคราวของแม่หญิงชบาจากปากของน้องชาย แต่มาครานี้เมื่อได้ยินข่าวการเสียชีวิตของบิดามารดาของแม่ชบาแล้วนั้น ทำให้เขาอดเป็นห่วงแม่หญิงผู้กำพร้าไม่ได้
“อ้าว นายช่างยังมิเข้าหอนอนรึเจ้าคะ”
เสียงเอ่ยเรียกนั้นทำให้นายช่างทัพต้องหันกลับไปมอง เขายกยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อเห็นนางแจ่มผู้เป็นบ่าวคนสนิทของแม่หญิงชบาเดินผ่านมาพอดิบพอดี
“ยังดอกพี่แจ่ม ว่าแต่แม่ชบาเล่าเป็นอย่างไรบ้าง”
นายช่างทัพเอ่ยถามพร้อมชะเง้อไปยังประตูหอนอนของแม่หญิง
“ตั้งแต่นายช่างกลับมา แม่หญิงก็มีชีวิตชีวาขึ้นเจ้าค่ะ คงดีใจนักที่ได้ปะหน้านายช่างสักที แม่หญิงของพี่แจ่มคอยนายช่างมาหลายปีนัก เฝ้าแต่บ่นหามิได้ขาดปาก ไม่ว่ายามทุกข์ฤๅยามสุขใจก็ไม่เคยลืมนายช่างเลยหนาเจ้าคะ”
นางแจ่มเอ่ยบอกด้วยรู้ดีว่าแม่หญิงนายของตนนั้นคิดถึงนายช่างหนุ่มเสียเหลือเกิน ยามทุกข์ใจเมื่อได้คุณพี่มาปลอบแม่หญิงชบานั้นก็คงอบอุ่นใจ
“อือ แล้วนี่พี่แจ่มจักไปไหนรึ”
คนฟังยิ้มแลพยักหน้ารับรู้ นางบ่าวยิ่งพิศดูไม่รู้ว่านายช่างทัพเพลานี้คิดอย่างไรกับสิ่งที่นางเอ่ยบอก
“จักลงไปโรงครัวเจ้าค่ะ แม่หญิงไล่ให้ไปกินข้าวกินปลา”
“เช่นนั้นก็รีบไปกินข้าวปลาเสียเถิด มืดค่ำแล้วจักได้รีบขึ้นมาอยู่เป็นเพื่อนแม่ชบาน้อย”
“เจ้าค่ะ”
เมื่อนางบ่าวลงไปแล้ว นายช่างทัพก็หันไปมองยังหอนอนของแม่หญิงอีกครั้ง เขาตัดสินใจเดินไปเคาะประตู กระทั่งเจ้าของห้องเปิดแล้วเยี่ยมหน้าออกมา แลเมื่อเห็นหน้าผู้มาเยือนแม่หญิงชบาก็ยิ้มจนเห็นฟันขาว ยิ่งเมื่อสายตาของทั้งคู่สบประสานกันนิ่ง เธอยิ่งเห็นแววอาทรณ์ในสายตาของผู้เป็นพี่ที่มิได้หายไปไหน
“คุณพี่ทัพ”
เอ่ยเรียกคนตรงหน้าเสียเสียงหวานหยด
นายช่างหนุ่มเพ่งพิศมองใบหน้าของแม่น้องน้อย แม้ใบหน้าเรียวสวยนั้นจักแย้มยิ้ม แต่นัยน์ตาของเธอมิได้ยิ้มได้เต็มที่ ราวกับเธอมีเรื่องทุกข์ตรมขมขื่น
“ไปคุยกับพี่ที่ท่าน้ำสักครู่ได้ฤๅไม่แม่ชบา”
“เจ้าค่ะ”
คนถูกชวนไม่ปฏิเสธแต่กลับกระชับผ้าคลุมไหล่พร้อมเดินตามคนเป็นพี่ไปต้อย ๆ แลเมื่อนั่งลงที่ศาลาท่าน้ำนายช่างผู้เป็นพี่ก็จ้องมองแม่หญิงชบามิวางตา และเมื่อสบตากันอีกคราต่างคนก็ต่างเอ่ยขานเรียกชื่อของอีกฝ่ายอย่างพร้อมเพรียง
“คุณพี่ทัพ / แม่ชบา”
“เจ้าเอ่ยก่อนเถิดหนาแม่ชบาน้อย”
“เจ้าค่ะ ชบาแค่จักถามว่าคุณพี่ทัพว่าเป็นอย่างไรบ้าง สุขกายสบายดีฤๅไม่ จักกลับมาอยู่เรือนนานเท่าใด แล้วต้องไปอีกเมื่อใด แลที่สำคัญคุณพี่ทัพมิได้ลืมเลือนแม่ชบาน้อยคนนี้ใช่ฤๅไม่เจ้าคะ”
คำถามมากมายที่ได้เอ่ยถามออกไปเป็นแค่บางส่วนที่เธออยากเอ่ยถามแทนความคิดถึง นานนัก นานเหลือเกินที่เธอมิได้เห็นหน้าค่าตาคุณพี่ทัพ
ด้านคนฟังเมื่อได้ยินสิ่งที่แม่หญิงถามก็ถึงกับยิ้มกว้าง
“พี่สบายดี ครานี้จักกลับมาอยู่เรือนแล้ว แม้จักเดินทางไปอีกก็คงไปมินานดอก แลพี่อยากบอกว่าพี่มิเคยลืมแม่ชบาน้อยกลอยใจคนนี้ดอกหนา พี่ยังคิดถึงเจ้าทุกค่ำเช้านั่นแลหนาแม่ชบา”
บอกพร้อมเอื้อมไปลูบศีรษะแม่หญิงตรงหน้าเบา ๆ แม่หญิงเอื้อมมือไปจับกุมมือคุณพี่ของเธอไว้ก่อนจะจับมือนั้นมาแนบแก้มนวลแล้วเอื้อนเอ่ย
“ชบาดีใจที่คุณพี่มิได้ลืมชบา นานนักหนาแล้วที่มิได้ปะหน้า ข้าวของใด ๆ ที่คุณพี่ทัพฝากมาให้ชบาเก็บไว้อย่างดิบดี แต่สิ่งเหล่านั้นเทียบมิได้เลยกับเพลานี้ที่ชบาได้พบหน้าคุณพี่ ชบาคิดถึงคุณพี่ทัพเหลือเกินเจ้าค่ะ”
เอ่ยคำนั้นแล้วพลันน้ำตามาเอ่อคลอ คุณพี่ผู้เข้าอกเข้าใจ ดูแล แลเอาใจใส่เธอตั้งแต่เล็กแต่น้อย บัดนี้ได้มาอยู่ตรงหน้าเธอแล้ว
“พี่ก็คิดถึงเจ้าหนาแม่ชบา”
ว่าแล้วแม่หญิงก็โผเข้ากอดคนเป็นพี่ทันควัน โดยคนเป็นพี่นั้นมิได้ทันจักตั้งตัว นายช่างหนุ่มเมื่อถูกแม่หญิงจู่โจมเข้าก็ให้นิ่งงันไปพักใหญ่ กระทั่งแม่หญิงผละออกห่าง เขาจึงเอ่ยถามในสิ่งที่ค้างคา
“อยู่ที่นี่เจ้าสุขสบายดีฤๅไม่แม่ชบา”
สิ้นคำนั้นน้ำในตาแม่หญิงก็พลันรินไหลอาบสองแก้ม ความห่วงใยจากคุณพี่ทัพช่างทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจเหลือเกิน แค่คำถามง่าย ๆ แต่ช่างมีความหมายกับหัวใจของเธอมากมายนัก
“อยู่ที่นี่ชบาสุขสบายดีเจ้าค่ะ”
“พี่เป็นห่วงเจ้า เราไม่ได้เจอกันนานโข เกือบสามปีเห็นจักได้ พี่คิดเสมอว่าเจ้าคงจักสุขสบายดี แม้จักมีของฝากไปให้เจ้า แต่ในใจพี่นั้นตั้งใจว่าเสร็จกิจธุระครั้งนี้แล้วจะไปเยี่ยมไปหาเจ้าที่เรือน แต่พี่ไม่คิดว่าจักได้มาเจอเจ้าที่นี่ ไม่คิดว่าเจ้าจักต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ พี่เสียใจกับเจ้าด้วยหนาแม่ชบา”
เพราะตลอดสามปีที่ผ่านมาเขามุ่งมั่นแต่เรื่องการเจรจาค้าขายทำให้ไม่สามารถไปมาหาสู่กับน้องน้อยได้ เมื่อได้เจอกันครานี้เขาเพียงหวังจักเห็นแววตาที่เปี่ยมสุขของเธอ แต่กลับเห็นเพียงความเศร้าโศกโศกาในแววตานั้นแทน นี่เขาพลาดไปฤๅ บัดนี้ความทุกข์ได้พรากเอาความสดใสไปจากแม่ชบาเสียแล้วรึ แม่ชบาผู้เคยสดใสไยจึงมีแววตาที่หม่นเศร้านัก
“ฮึก คุณพี่ทัพ ชบามิเหลือใครแล้วเจ้าค่ะ มิเหลือใครเลย”
คนที่พบเจอการสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่าถึงกับเก็บกลั้นความเสียใจเอาไว้ไม่ไหว หนักเหลือเกิน ความเศร้าแลทุกข์ตรมมากระหน่ำโจมตีเธอหนักหนานัก ในวัยเด็กสูญเสียพี่สาวผู้เป็นที่รักไปเธอเพิ่งจักทำใจได้ เมื่อห่างหายจากพี่ชายที่รักอย่างนายช่างทัพไปอีกเธอก็เฝ้าแต่คิดถึงจนเหงาหงอย แลยิ่งเมื่อบุพการีมาตายจากไปพร้อมกันครานี้ ต่อให้เธอเข้มแข็งเพียงใดก็ยากเกินกว่าจักทำใจได้ แม้จักผ่านมาสองเดือนแล้ว แต่มันมิใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำใจให้ลืมสิ่งที่เกิดขึ้น
ด้านนายช่างทัพ แม้เขาจะเคยเห็นแม่หญิงชบาร้องไห้มาหลายครั้งหลายครา แต่ไม่เคยมีครั้งใดที่แม่หญิงจักร้องไห้ด้วยความทุกข์หนักเฉกเช่นวันนี้ สิ่งที่แม่หญิงบอกออกมา ยิ่งทำให้คนฟังกอดรัดร่างของเธอไว้แน่น ร่างบอบบางสั่นสะท้านไหวไปตามการร่ำไห้ เพลานี้เขารู้สึกว่าหน้าอกเสื้อของเขาเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตา ภายในอกของเขาให้เจ็บแปลบ รู้สึกสงสารคนในอ้อมกอดจับใจ
“ใครว่าเจ้าไม่เหลือใครกันเล่า เจ้ายังมีพี่หนาแม่ชบา พี่ทัพของเจ้าอยู่ที่นี่แล้ว แลที่นี่มีทั้งพี่ พ่อไม้ คุณแม่ เช่นนั้นเจ้าจักบอกว่าไม่เหลือใครได้อย่างไรในเมื่อพวกเราอยู่ข้างเจ้าอย่างพร้อมเพรียงเยี่ยงนี้”
“ฮึก ฮือ”
ยิ่งได้ฟังแม่หญิงก็ยิ่งร่ำไห้เสียหนักหน่วง ราวกับสิ่งที่เก็บกลั้นไว้บัดนี้ได้ปลดปล่อยออกมาเสียที ต่อหน้าผู้อื่นเธอพยายามเป็นคนที่ร่าเริงแลเข้มแข็งอยู่เสมอ แต่ต่อหน้าคนเป็นพี่ที่รู้ใจ เธอไว้ใจเขาขนาดที่ว่าสามารถวางหัวใจไว้บนมือเขาได้ เช่นนั้นเธอจึงสามารถแสดงความอ่อนแอให้เขาเห็น แม้น้ำตาหรือน้ำมูกจักไหลมามากมายจนดูน่าเกลียดเพียงใด เธอก็ไว้ใจให้เขาเห็นได้อย่างไม่เขินอาย คงมีเพียงอกอุ่น ๆ ของคุณพี่ทัพเท่านั้น ที่ทำให้ดวงใจอันหนาวเหน็บของแม่หญิงชบาผู้นี้รู้สึกอบอุ่นขึ้นได้
“ร้องออกมาเถิดหนาแม่ชบา เจ้าจงอย่าได้เก็บกลั้นเอาความทุกข์ใดไว้อีกเลย”
“ฮือ ฮือ ฮือ ฮึก ฮือ...”
สิ้นคำนั้นแม่หญิงชบาก็ยิ่งร้องไห้โฮ
มือหนายังเฝ้าลูบศีรษะทุย แลลูบแผ่นหลังที่ยังสั่นไหวนั้นอย่างทะนุถนอม แม้เขาไม่ต้องเอ่ยเพียงสักคำ แต่กิริยาท่าทางนั้นมันกลับอบอุ่นไปจนถึงดวงใจอีกดวง
“ฮือ ฮือ ฮือ คุณพี่ทัพชบาคิดถึงคุณพ่อคุณแม่ คิดถึงพี่ชวนชม คิดถึงทุกคนที่จากไปเจ้าค่ะ ฮือ ฮือ ฮือ”
บอกกล่าวแก่ชายที่ใจเฝ้าถวิลหาพร้อมโอบกอดเอวสอบเอาไว้แน่น ในขณะที่แขนแกร่งก็โอบกอดร่างบางไว้ไม่ห่างกายเช่นเดียวกัน
“พี่ก็คิดถึง ไม่เป็นไรหนาแม่ชบา ต่อไปไม่ว่ากระไรจักเกิดขึ้นกับเจ้า เจ้ายังมีพี่ พี่จักอยู่เคียงข้างเจ้าเสมอ เพลานี้พี่กลับมาหาเจ้าแล้ว แลต่อไปจักมิจากไปไหนไกลอีก”
“เจ้าค่ะ ฮือ ฮือ ฮือ ฮึก”
รับคำทั้งซุกหน้าร้องไห้แนบอกอุ่น
