บท
ตั้งค่า

บทที่ 10 เขยขวัญ 1/2

มือหยาบกร้านของนางบ่าว ทำหน้าที่ขัดสีฉวีวรรณผิวกายละเอียดลออของแม่หญิงอย่างชำนิชำนาญ ทั้งขมิ้น ไพล ใยบวบ ดินสอพอง แลมะขามเปียก สิ่งใดที่ว่าดี นางแจ่มผู้นี้จักเอามาประทินดูแลผิวของแม่หญิงผู้เป็นนายมิให้ขาดตกบกพร่อง

กระทั่งนางแจ่มต้องล้างตัวให้แม่หญิง นางจึงได้เห็นใบหน้างามนั้นยังยิ้มอิ่มเอมใจ

“ยิ้มกระไรเจ้าคะแม่หญิง ท่าทางมีความสุขนัก”

นางแจ่มบ่าวคนสนิทที่ดูแลติดตามกันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อยเอ่ยถาม นางอยากรู้ว่ามีสิ่งใดทำให้แม่หญิงของนางเผยยิ้มได้ ทั้ง ๆ ที่ตลอดหลายวันที่ผ่านมาใบหน้างามงดนี้มีแต่ความเศร้าโศก

“ดีใจที่ได้เจอคุณพี่ทัพอีกครั้ง ดีใจที่คุณพี่มิรังเกียจ ดีใจที่คุณพี่เป็นห่วง ดีใจนักพี่แจ่ม”

ใจดวงน้อยอิ่มเอมเปรมปรีดิ์นัก เมื่อได้เจอคนที่เธอเฝ้าคิดถึงมาตลอดหลายปี อีกทั้งเพลานี้เขาก็ยังเป็นที่พึ่งพิงให้เธอได้

“แล้วเหตุใด คุณพี่เธอต้องรังเกียจแม่หญิงของพี่แจ่มด้วยเจ้าคะ"

“พี่แจ่มลืมไปแล้วรึ เป็นเพราะข้า...ข้าทำให้พี่ชวนชมต้อง”

นึกถึงความหลังครั้งเยาว์วัยนัยน์ตาก็ให้เหม่อลอย ในอกเศร้าสร้อยยังมีร่องรอยแห่งความเสียใจ

“ไม่พูดถึงเรื่องนั้นอีกแล้วเจ้าค่ะ เรื่องมันนานนมมาแล้ว มิมีใครอยากให้เกิดดอกหนา เพลานั้นแม่หญิงยังเล็กนัก จักไปช่วยใครได้”

“แต่นั่นทำให้พี่ชวนชมต้องจากไปอย่างมิมีวันกลับหนาพี่แจ่ม ความซุกซนของข้าทำให้คนที่ข้ารักต้องจากไป”

แค่พูดถึงเรื่องนี้ แม่หญิงชบาก็ให้น้ำตารื้น ด้วยรู้สึกผิดต่อพี่สาวผู้จากไปนัก

“มิใช่ความผิดของแม่หญิงแม้แต่น้อย อย่าได้คิดมากไปเลยเจ้าค่ะ แม่นายจันทร์กับคุณพี่ทั้งสองต่างก็รักแลเอ็นดูแม่หญิงมาก ช่างน่ายินดียิ่งเจ้าค่ะ”

นางบ่าวพูดไปตามที่เห็น แต่ไหนแต่ไรมา นายช่างทัพ และนายช่างไม้ ก็ทั้งรักแลเอ็นดูแม่หญิงชบาของนางเสมอมา

“อือ ขอบใจนะพี่แจ่ม แต่ลางที ข้าก็อดคิดมิได้”

“มิต้องคิดแล้วเจ้าค่า รีบล้างเนื้อล้างตัว แลขึ้นเรือนกันเถิด ประเดี๋ยวจักมืดค่ำเสียก่อน”

“ก็ได้ ก็ได้...”

รับปากแล้วนางบ่าวก็เร่งมือ ล้างเนื้อล้างตัวให้ผู้เป็นนาย

กระทั่งแล้วเสร็จ ทั้งคู่จึงขึ้นเรือนไป

หอนอนของแม่หญิงชบา

แม่หญิงชบานั่งมองตนเองในคันฉ่อง โดยมีนางบ่าวคอยแปรงผมที่ยาวสลวยให้ มือบางค่อย ๆ เปิดหีบใบเล็กออก พร้อมหยิบเอาถุงผ้าใบงามขึ้นมา สิ่งที่อยู่ด้านในนี้ทำให้เธอยิ้มได้ แม่หญิงค่อย ๆ สวมสร้อยทองพร้อมจี้ทับทิมเม็ดงามลงบนลำคอระหงของตน ก่อนจะลูบคลำมันเบา ๆ เธอมองภาพตนเองที่สวมสร้อยแล้วยิ้มออกมาเต็มใบหน้า

“สร้อยเส้นนี้งามแปลกตานัก พี่แจ่มมิเคยเห็นเจ้าค่ะ”

“คุณพี่ทัพให้มา บอกว่าเป็นของฝากจากกรุงศรี”

“เช่นนั้นดอกรึเจ้าคะ ใจดีเสียจริง ว่าแต่ไปให้กันตั้งแต่เมื่อใดเจ้าคะพี่แจ่มมิเห็นรู้เลย”

“เมื่อวาน ตอนที่พี่แจ่มลงไปกินข้าว”

ตอบพร้อมยิ้มจนแก้มแทบปริ เมื่อคืนนอกจากได้พูดคุยกับคุณพี่ทัพอย่างใกล้ชิดแล้ว แม่หญิงชบายังได้รับของฝากเป็นสร้อยทองพร้อมจี้ทับทิมจากคุณพี่ด้วย

“อ้อ ให้กันตอนพี่แจ่มไม่อยู่นี่เอง อิอิ”

นางบ่าวเอ่ยพร้อมมองหน้านายสาวอย่างรู้เท่าทัน เพียงเท่านั้นคนฟังก็ให้แก้มแดง

“พี่แจ่มลงไปกินข้าวกินปลาเถิดหนา ข้าแต่งกายเองได้”

แม่หญิงบอกนางบ่าวด้วยความเป็นห่วง อีกทั้งอยากเปลี่ยนเรื่องเจรจา ด้วยไม่ชอบสายตาที่นางบ่าวมองมาอย่างรู้เท่าทัน

“มิเป็นกระไรดอกเจ้าค่ะ อีกประเดี๋ยวก็เสร็จแล้ว”

นางบ่าวไม่ยอม อยากจักช่วยแม่หญิงแต่งกายให้เสร็จสรรพเสียก่อน แต่แม่หญิงเองก็หายอมไม่

“อย่าดื้อสิพี่แจ่ม ข้าโตแล้วหนา รีบไปเถิดจักได้รีบกลับมา อย่าให้ข้าต้องรอนาน”

“ก็ได้เจ้าค่ะ แม่หญิงของพี่แจ่มช่างรั้นนัก รั้นตั้งแต่เด็กยันโต”

ปากนางบ่าวเอ่ยบ่น แต่ก็ก้าวขาออกจากหอนอนไปยังโรงครัวโดยพลัน มิได้ขัดอกขัดใจผู้เป็นนาย

เมื่อนางบ่าวลงไปแล้ว แม่หญิงชบาก็จัดแจงแต่งกาย เพื่อที่จะเตรียมเข้านอน ผ้าแถบผ้านุ่งเธอจัดการเองจนเรียบร้อย และเมื่อขึ้นไปนั่งบนตั่งเตียง ดวงตากลมโตหันไปเห็นแจกันที่ยังว่างเปล่าไร้ซึ่งดอกไม้มาประดับประดาให้น่ามอง เธอจึงนึกขึ้นได้

“เฮ้อ... ลืมไปได้อย่างไรกัน”

แม่หญิงบ่นพึมพำ ก่อนจะเปิดประตูแลก้าวขาออกจากหอนอนพลัน ด้วยตัวเธอนั้นได้ร้อยดอกมะลิเสียบก้านมะพร้าวไว้เพื่อนำมาใส่แจกันใบนั้นแล้วแท้ ๆ แต่ไม่รู้ทำไมเธอถึงลืมไปได้

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel