บทที่ 11 เขยขวัญ 2/2
แม่หญิงจัดการหยิบก้านมะพร้าวที่ร้อยดอกมะลิสีขาว แลกำลังส่งกลิ่นหอมฟุ้งไว้ในมือ ใจหมายจักก้าวกลับหอนอน แต่แล้วเพียงก้าวไปสองสามเก้าเท้าเธอมีอันให้ชะงักกึก เมื่อได้ยินเสียงแว่วดังมาจากหอนอนของแม่นายจันทร์เจ้าของเรือน แม่หญิงชบาหาได้ตั้งใจจักแอบฟังไม่ ถ้าในบทสนทนานั้นมิได้มีชื่อของเธอเกี่ยวข้องด้วย
“แม่ตั้งใจจักให้พ่อทัพออกเรือนกับแม่ชบา พ่อทัพเห็นว่าอย่างไรลูก?”
แม่นายจันทร์เอ่ยถามบุตรชาย แม้ภายในใจท่านตั้งใจเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าถึงอย่างไรเสียลูกชายก็คงมิปฏิเสธเป็นแน่ แต่ท่านก็อยากจะถามสักคำ
“แล้วคุณแม่ได้ถามแม่ชบาน้อยแล้วรึขอรับ”
นายช่างทัพมิได้ตอบคำถามนั้น แต่กลับเอ่ยปากถามผู้เป็นมารดาเสียเอง
“บัดนี้แม่ชบาเป็นลูกสาวแม่แล้ว เป็นหน้าที่ของแม่ที่จักต้องมองหาผู้ชายดี ๆ มาเป็นเขยขวัญ แลชายคนนั้นที่แม่หมายมั่นคือพ่อทัพอย่างไรเล่าลูก เยี่ยงนั้นเมื่อแม่เห็นดีแม่ชบาย่อมต้องเห็นพ้องต้องกันกับแม่เป็นแน่แท้”
ดูเอาเถิด ดูความมากเล่ห์ของแม่นายจันทร์ เอ่ยมาถึงเพียงนั้น คนเป็นลูกหรือจักกล้าขัดใจ
“แต่..แม่ชบาน้อยยังเด็กนักขอรับคุณแม่ เพิ่งตัดจุกไปเมื่อไม่กี่นานมา”
ริมฝีปากหยักเผยยิ้มเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยบอกมารดา
“พ่อทัพก็พูดไปเรื่อย หาได้เด็กแล้วหนางามถึงเพียงนั้น จักว่ายังเด็กได้เยี่ยงไร”
คนเป็นแม่ได้แต่ส่ายหน้าระอาใจ คำว่าเด็กคงเป็นเพียงข้ออ้างเท่านั้น ฟังอย่างไรก็ไม่ขึ้น ด้วยเพราะแม่หญิงชบาแม้อายุเพียงย่างสิบหกแต่รูปงามเหลือเกิน แม่นายจันทร์ไม่เห็นเหตุข้อใดที่คนเป็นลูกจักเอ่ยปฏิเสธ แต่หากลูกชายบ่ายเบี่ยงไม่ยอมออกเรือนในครั้งนี้อีกท่านคงอกแตกตายเป็นแน่ เพราะมันเป็นครั้งที่เท่าใดแล้วที่ลูกไม่ยอมจักออกเรือน หากแม่หญิงชบาไม่เป็นที่ถูกใจ คนเป็นแม่ไม่รู้จักหาหญิงใดมาเป็นศรีสะใภ้แล้ว ดังนั้นท่านจักไม่มีวันให้เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นอีก ท่านมั่นใจว่าแม่ชบานั้นเป็นหญิงที่งามพร้อมอย่างที่ลูกชายต้องการ
“เอ่อ จักดีฤๅขอรับคุณแม่ แม่ชบาน้อยเป็นน้องเป็นนุ่งหนาขอรับ”
เหตุผลข้อนี้ของลูกชายทำให้คนเป็นแม่ถึงกับเบะปากแลเหลือกตามองบนขื่อบนแป
“เพล้ง”
แม่หญิงผู้แอบฟังให้สะดุดกับอะไรสักอย่าง เธอรีบจัดวางมันให้เข้าที่ แล้วแม่หญิงคนดีก็ต้องรีบหลบไปพลัน ฝ่าเท้าน้อย ๆ นั้นเร่งก้าวเข้าหอนอนอย่างรวดเร็ว มือเรียวสั่นระริกเร่งปิดประตูแบบผิด ๆ ถูก ๆ ภายในหัวใจนั้นเต้นระส่ำโครมคราม ในโสตประสาทแม่คนงามยังได้ยินเสียงของนายช่างทัพดังก้องอยู่ในหู เขาเห็นเธอเป็นแค่น้องนุ่ง ทั้ง ๆ ที่เธอเผลอคิดกับเขาไปมากกว่าพี่ชายตั้งแต่เมื่อใดก็มิอาจรู้
“เอ่อ จักดีฤๅขอรับคุณแม่ แม่ชบาน้อยเป็นน้องเป็นนุ่งหนาขอรับ”
ด้านนายช่างทัพเมื่อได้ยินเสียงนั้นก็เร่งฝีเท้าก็ออกไปดู แต่ก็ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ จึงกลับเข้าหอนอนผู้เป็นแม่ไปอีกครา
“เสียงอะไรรึพ่อทัพ”
“ไม่เห็นมีกระไรขอรับคุณแม่ อาจมีอะไรตกหล่นเพราะลมพัดก็เป็นได้”
“เช่นนั้นมาว่าเรื่องของเรากันต่อเถิด แม่ชบาเป็นน้องนุ่งแล้วอย่างไรเล่า หาใช่น้องแท้ ๆ ไม่ แม่ดูออกดอกหนาว่าพ่อทัพเอ็นดูแม่ชบาน้อยถึงเพียงใด แลแม่ก็รู้ว่าพ่อทัพชอบแบบไหน เอาเป็นว่าแม่จักจัดการหาฤกษ์งามยามดีให้เร็วที่สุดก็แล้วกัน พ่อทัพอย่าได้ขัดแม่เชียวหนา ไหนเคยบอกว่าเรื่องออกเรือนนั้นให้แม่เป็นคนจัดการอย่างไรเล่า ครานี้พ่อทัพจักมาปฏิเสธแม่มิได้อีกแล้วหนาลูก แม่จักมิยอมโดยเด็ดขาด”
“เช่นนั้นก็สุดแล้วแต่คุณแม่เถิดขอรับ”
ตอบผู้เป็นแม่ด้วยใบหน้าเรียบนิ่ง ก่อนจักเดินจากไป ปล่อยให้แม่นายจันทร์ยิ้มอย่างผู้มีชัย
“ก็เท่านั้นแลหนาพ่อทัพ ไยต้องเอ่ยอ้างให้มากความ เฮ้อ ต้องให้แม่เหนื่อยกับการเจรจาเสียนานสองนาน”
วันรุ่งขึ้น
หลังจากกินข้าวกินปลาอย่างพร้อมหน้ากันแล้วนั้น เมื่อนายช่างไม้และนายช่างทัพลงไปยังเรือนปั้นสังคโลกแล้ว แม่นายจันทร์ก็เอ่ยบอกแม่หญิงชบาถึงเรื่องงานวิวาห์ที่ท่านเห็นสมควร ท่านให้เหตุผลว่าเธอเปรียบเสมือนบุตรีเพียงคนเดียวของท่าน เช่นนั้นท่านปรารถนาให้เธอเจอกับผู้ชายดี ๆ สักคน ซึ่งคนที่ท่านเลือกให้มาเป็นเขยขวัญนั้นก็คือนายช่างทัพลูกชายของตัวท่านเอง
ด้านแม่หญิงชบานั้น เธอรู้แก่ใจตนเองดี ด้วยตนนั้นมีจิตปฏิพัทธ์ต่อลูกชายคนโตของแม่นายจันทร์มาเนิ่นนาน แม้เขาจะเห็นว่าเธอเป็นน้องเป็นนุ่งแต่เธอก็ไม่ต้องการจะปฏิเสธ ด้วยหวังจักพิชิตใจคุณพี่ให้ได้
“แม่ชบาว่าอย่างไรเล่า เจ้าเต็มใจออกเรือนกับพ่อทัพลูกชายแม่ฤๅไม่”
“ชบาเต็มใจเจ้าค่ะคุณป้า”
เมื่อตอบไปแล้วก็ได้แต่บอกกับตัวเองว่าต่อไปนี้เธอจักทำให้คุณพี่ไม่มองเธอเป็นน้องเป็นนุ่งอีก
ฝ่ายคนรอคำถามเมื่อได้ยินดังนั้นก็ยิ้มร่าหน้าบาน ด้วยคำตอบของว่าที่ลูกสะใภ้ที่มาดหมายช่างสมใจนางผู้เป็นแม่นัก
