บทที่ 12 วัยแรกแย้ม 1/2
เช้านี้แม่นายจันทร์ตื่นเต้นจนทำตัวไม่ถูก นางเดินไปมาสำรวจตรวจตราทุกสิ่งอย่างละเอียด วันพรุ่งแล้วหนา นางจักได้ทั้งเขยขวัญ แลสะใภ้แก้วในวันเดียวกัน นางช่างเป็นแม่ที่โชคดีเสียนี่กระไร เมื่อบ่าวสาวต่างตกปากรับคำ แม่นายจันทร์ก็เร่งหาฤกษ์งามยามเร็วให้ทันอกทันใจภายในสามวันเจ็ดวัด แต่มีเหตุให้ต้องรอมาสิบกว่าวันกว่าจักถึงวันแห่งฤกษ์อันเป็นมงคล เพียงสิบกว่าวันแม่นายคนดียังบอกว่าช้าไป แต่ในเมื่อได้ฤกษ์ดีมาแล้ว แลเพียงข้ามราตรีนี้ไปวันพรุ่งแล้วไซร้กระไร ๆ ก็จะได้เสร็จสมบูรณ์ ด้วยเพลานี้แม่นายจันทร์นั้นวาดหวังว่าจักได้อุ้มหลานตัวน้อยน่ารักน่าเอ็นดูสักสามสี่คน แค่คิดก็ให้อิ่มเอมเต็มตื้นในอกนักหนา
“วันพรุ่งแล้วหนานางช้อย วันพรุ่งจักมีงานมงคลของลูกข้า เอ็งเตรียมการทุกอย่างไว้ดิบดีตามที่ข้าสั่งแล้วฤๅไม่”
“เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะแม่นาย มิมีสิ่งใดขาดตกบกพร่องแม้เพียงน้อยนิดเจ้าค่า”
“เอ็งทำดีมากนางช้อย ว่าแต่เอ็งเห็นพ่อทัพกับแม่ชบาฤๅไม่”
“แม่หญิงชบาอยู่ในหอนอนตามคำสั่งแม่นายเจ้าค่ะ ส่วนนายช่างทัพน่าจักอยู่ที่โรงปั้นกับนายช่างไม้ เห็นว่ามีงานเร่งเจ้าคะ แม่นายจักให้บ่าวไปตามมาฤๅไม่เจ้าคะ”
“มิต้องดอก แม่ชบาควรจักอยู่ในหอนอนนั่นแลถูกต้องแล้ว ส่วนพ่อทัพคงมีกิจมากมายนักอย่างที่เจ้าว่า ข้ามิอยากจักรบกวนลูก ทางนี้ข้าจัดการเองได้ เอ็งไปเรียกนางแจ่มมาหาข้าก็พอ”
“นางแจ่มรึเจ้าคะ แม่นายจักเรียกใช้กระไรนางแจ่มเจ้าค่ะ ให้บ่าวทำแทนก็ได้เจ้าค่ะ”
“โอ้ย นางช้อย อย่างไรเอ็งก็เป็นบ่าวคนสนิทของข้า หาได้ต้องประจบสอพลอไม่ ข้าแค่จักถามเรื่องแม่ชบากับนางแจ่มสักเล็กน้อย เอ็งตอบได้รึ”
“แฮ่.. บ่าวตอบมิได้เจ้าค่ะแม่นาย เช่นนั้นบ่าวจักไปตามนางแจ่มให้บัดเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
นางช้อยรับคำ ก่อนร่างอวบอัดจักเร่งฝีเท้าไปตามนางแจ่มมาโดยไว
“เฮ้อ นางช้อยหนานางช้อย เอ็งจักไม่ประจบสอพลอข้าสักวันมิได้เชียวรึ?”
แม่นายจันทร์บ่นอุบ ตั้งแต่นายช่างทัพผู้เป็นลูกตกปากรับคำกับท่านว่าจักออกเรือนกับแม่หญิงชบา คนเป็นแม่ก็ใจฟูคับอก แต่ด้วยภารกิจมากมาย ทำให้ลูกชายมิใคร่จักได้ใกล้ชิดกับว่าที่ลูกสะใภ้นัก ดูอย่างสิบกว่าวันที่ผ่านมา นายช่างทัพลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของท่าน ยังยุ่งวันวายอยู่กับงานการมิได้หยุดหย่อน ช่างขยันเสียจริงพ่อคุณเอ๋ย ไม่รู้จักเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ให้เมียเสียบ้าง
“แม่นายเจ้าขา แม่แจ่มมาแล้วเจ้าค่ะแม่นาย”
เสียงนางช้อยดังมาแต่ไกล ทำให้แม่นายต้องหันไปเอ็ดด้วยสายตา นางบ่าวผู้นี้หนาเสียงมาก่อนตัวตั้งแต่สาวยันแก่
“แม่แจ่มเร็วเข้า รีบเข้ามาหาข้า”
แม่นายจันทร์กวักมือเรียกบ่าวคนสนิทของแม่หญิงชบาว่าที่ลูกสะใภ้ให้เข้ามานั่งใกล้ ๆ
“แม่นายท่านมีกระไรให้บ่าวรับใช้ฤๅเจ้าคะ”
“ข้ามีเรื่องจักถามไถ่เอ็งสักเล็กน้อย”
“เรื่องกระไรรึเจ้าคะ”
แจ่มคิดว่าเรื่องเล็กน้อยที่แม่นายจันทร์ท่านอยากรู้คงหาใช่เรื่องเล็กน้อยอย่างที่กล่าวมาเป็นแน่
“ก็เรื่องนายเอ็งนั่นแลหนา”
“เรื่องแม่หญิงชบารึเจ้าคะ”
“ใช่ จักมีใครอีกเล่า นายเอ็งเห็นมีแค่แม่ชบาผู้เดียวมิใช่รึ”
“เจ้าค่ะ แล้วมันเรื่องกระไรรึเจ้าคะแม่นาย”
“ระดู...แม่ชบามีระดูรึยังเล่าแม่แจ่ม”
“ยังเจ้าค่ะแม่นาย แม่หญิงยังมิมีระดูเจ้าค่ะ”
“ยังดอกรึ เฮ้อ...วัยแรกแย้มแท้ ๆ แม่ชบายังละอ่อนนัก เช่นนี้หากพ่อทัพหนักมือไป จักเป็นกระไรไหมน้า?”
แม่นายจันทร์รำพึงรำพัน ด้วยแม่หญิงชบานั้นอายุเพียงสิบห้าย่างสิบหก ถึงแม้จักมีรูปร่างหน้าตางามนัก แต่ร่างกายบอบบางน่าทะนุถนอมนั้นยังมิถึงวัยสาวที่จักมีระดูเลยด้วยซ้ำ แล้วจักมีหลานให้ท่านได้เมื่อใด
“แจ่มมิทราบเจ้าค่ะแม่นาย แจ่มยังมิเคยมีผัวกับเขาสักคนเจ้าค่ะ”
“เฮ้อ เอ็งนี่ก็พาซื่อนัก ข้าแค่พร่ำเพ้อพรรณนาหาได้ต้องการคำตอบจากเอ็งไม่ แต่มิเป็นกระไรดอก ออกเรือนไปเมื่อไรก็จักโตไปเองนั่นแล แม่หญิงชบาของเจ้าคงจักมีระดูในอีกไม่ช้าไม่นานนี้แล้ว เมื่อนั้นก็จักเป็นสาวเต็มตัว มิใช่ปัญหาดอกหนาแม่แจ่ม”
แม่นายจันทร์ยังร่ายยาว คล้ายกับคุยกับตนเองเสียมากกว่า
“แม่นายท่านเจ้าขา หากยังละอ่อนนักจักเป็นกระไรฤๅไม่เจ้าคะ”
