บทที่ 13 วัยแรกแย้ม 2/2
“แม่นายท่านเจ้าขา หากยังละอ่อนนักจักเป็นกระไรฤๅไม่เจ้าคะ”
นางแจ่มยังสงสัย คนมิเคยมีผัวอย่างนาง ก็อยากรู้เรื่องผัว เมียกับเขาบ้าง เผื่อลางทีนางอาจจักไปบอกแม่หญิงชบาได้
“มิเป็นกระไรดอกน่า แม่หญิงบ้านอื่นสิบห้าก็ออกเรือนแล้ว แม่ชบาลูกข้าย่างสิบหกแล้วหนาแจ่ม”
“เจ้าค่ะ มิเป็นไรก็มิเป็นไรเจ้าค่ะ แต่..”
“อย่าถามเซ้าซี้อีกเลย ไปดูแลนายเอ็งเถิด เตรียมพร้อมแล้วฤๅไม่”
เมื่อเห็นว่านางบ่าวสงสัยนัก แม่นายจันทร์จึงตัดความรำคาญด้วยการไล่ให้ไปหานายเสีย
“เจ้าค่ะแม่นาย”
สิ้นคำนั้นนางแจ่มก็ทำท่าจะจากไปแต่ แต่ก็ให้ชะงักงันเมื่อแม่นายจันทร์ยังรั้งเอาไว้
“ประเดี๋ยวแจ่ม กลับมาฟังข้าก่อน”
“เจ้าค่ะ”
“เมื่อใดที่แม่นายเอ็งมีระดู ให้รีบมาบอกข้าแต่โดยไว เข้าใจฤๅไม่?”
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะแม่นาย”
“แล้วอย่าลืมเตรียมผ้ารองระดูเผื่อไว้ให้แม่ชบาของเจ้าด้วยเล่า เกิดมาปุบปับจักไม่ทันการเอาหนา”
“เจ้าค่ะ แจ่มจักเตรียมไว้รอท่ามิให้ขาดเจ้าค่ะ”
“อือ เฮ้อ..”
แม่นายจันทร์พยักหน้ารับรู้ในสิ่งที่นางบ่าวรับคำ ก่อนจักถอนหายใจด้วยกลัดกลุ้ม คนอยากอุ้มหลานอย่างท่านคงต้องวางแผนการใหม่อีกสักครา
“แอ้ม....”
เสียงกระแอมทำให้แม่นายจันทร์ต้องหันไปมอง นางผู้เป็นแม่ยิ้มเต็มใบหน้าเมื่อเห็นบุตรชายคนโตผู้หล่อเหลามายืนปรากฎกาย นางโบกมือส่งสัญญาณให้นางแจ่มไปเสีย ด้วยเพลานี้นางมิมีกระไรจักสั่งความแล้ว ก่อนจักหันไปทักทายลูกชายคนโตอย่างนายช่างทัพ
“พ่อทัพเสร็จกิจธุระแล้วฤๅลูก”
“ขอรับ”
“เช่นนั้น ลูกก็ไปพักผ่อนเถิดหนา วันนี้แม่มิมีสิ่งใดจักเจรจากับลูกแล้ว พักผ่อนหลับนอนเสียแต่หัวค่ำ พรุ่งนี้จักได้หน้าตาสดชื่น เป็นเขยขวัญของแม่ต้องหล่อเหลาเอาการหนาลูก”
คนเป็นแม่เอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางที่ดูสบายอกสบายใจยิ่งนัก
“ขอรับคุณแม่ เช่นนั้นลูกขอตัว”
นายช่างทัพรับคำอย่างว่าง่าย ก่อนจักเดินเข้าไปในหอนอน พร้อมมีอ้ายดำบ่าวคนสนิทเดินตามติดไปต้อย ๆ
“เอาของวางไว้ตรงนั้นแลหนาอ้ายดำ แล้วก็ไปพักผ่อนได้แล้ว”
เมื่อเข้ามาในหอนอนแล้ว นายช่างทัพก็สั่งความ
“ขอรับนายช่าง นายช่างก็เหมือนกันหนาขอรับ พักผ่อนเยอะ ๆ วันพรุ่งจักได้มีแรง..”
อ้ายดำพูดไว้เพียงเท่านั้น แล้วก็รีบวิ่งออกไปด้วยเกรงจักโดนบาทานาย
ภายในหอนอนของแม่หญิงชบา แม่หญิงนั่งเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง ในใจได้แต่ตั้งคำถาม เป็นผัวเมียนั้นต้องทำอย่างไร? ดวงตากลมโตทอดมองไปเบื้องหน้า ก่อนจักปะทะสายตาเข้ากับคนร่างสูงผู้เป็น ‘ว่าที่ผัว’ ภายในหอนอนห้องตรงข้าม บัดนี้ นายช่างทัพก็ยืนอยู่ตรงกรอบหน้าต่างเฉกเช่นเดียวกัน แม่หญิงผู้เป็นว่าที่เจ้าสาวให้รู้สึกแก้มร้อนผ่าว ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดไปให้คุณพี่ผู้เป็นว่าที่เจ้าบ่าวของเธอ ยิ้มกว้างถึงเพียงนี้คุณพี่ไม่เห็นให้มันรู้ไป
“มองกระไรอยู่เจ้าคะแม่หญิง ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่เชียว”
นางแจ่มเข้ามาพร้อมสอดส่ายสายตาไปนอกหน้าต่าง มองไปตามสายตาของผู้เป็นนาย
“อุ๊ย นายช่างทัพ คริคริ”
แม่หญิงหันไปยิ้มให้นางบ่าว ก่อนจักหันไปมองคุณพี่ทัพของเธออีกคราว แต่บัดนี้ไม่เห็นแม้แต่เงาของเขาเสียแล้ว
‘หายไปเร็วเสียจริง’
“ก๊อก ก๊อก ก๊อก”
เสียงเคาะประตูดังขึ้น นางแจ่มเร่งไปเปิดเร็วรี่ ร่างสูงของนายช่างทัพคนดียืนยิ้มเปรมปรีดิ์อยู่ตรงหน้าหอนอน
“แม่หญิงเจ้าขานายช่างมาหาเจ้าค่ะ”
แม่แจ่มเอ่ยบอกพร้อมหลบฉากไปอย่างรู้การรู้งาน
“คุณพี่ทัพ มีกระไรรึเจ้าคะ”
คนที่เยี่ยมหน้าออกมาจากหอนอน แค่เห็นหน้าว่าที่ผัวแม่หญิงก็ให้แก้มร้อนฉ่า
“แม่ชบา เจ้าขาดเหลือสิ่งใดอีกฤๅไม่ หากต้องการสิ่งใด เจ้าโปรดบอกพี่มา พี่จะเร่งจัดหาให้”
นายช่างทัพเอ่ยถามด้วยความเอ็นดู น้ำจิตน้ำใจที่มีแก่แม่หญิงยังมีมากล้นเฉกเช่นที่ผ่านมา
“ชบามิได้ขาดสิ่งใดเจ้าค่ะ ผ้าแพรไหมที่คุณพี่ซื้อหามาฝากเมื่อหลายวันก่อนก็ยังไม่ได้ใช้ จะมีก็แค่”
“แค่กระไรรึ”
“ชบาเพียงแค่ต้องเตรียมใจเพียงเท่านั้นเจ้าค่ะ”
“เตรียมใจด้วยเรื่องใดกัน”
“ก็เรื่องเป็นเมียคุณพี่ทัพอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“เป็นเมียพี่ ต้องเตรียมใจกระไรนักหนา”
คนตัวสูงโน้มใบหน้าลงมามองจ้องแม่หญิงอย่างรอคอยคำตอบ ส่วนคนตัวเล็กกว่าก็ได้แต่ก้มหน้างุด
“ด้วยมิรู้ว่าการเป็นเมียคุณพี่จักต้องเตรียมใจเรื่องใดบ้าง เพราะข้ามิเคยเป็นนี่เจ้าค่ะ ไว้วันพรุ่งถึงจักตอบได้เจ้าค่ะ”
แม่หญิงตอบไปด้วยความใสซื่อ ทำให้นายช่างทัพถึงกับมิอาจเก็บซ่อนรอยยิ้มไว้ได้
“เช่นนั้นก็เจอกันวันพรุ่งหนาแม่ชบา ถึงเพลานั้นพี่คงจักได้คำตอบ พักผ่อนเถิดหนา”
กล่าวลาสั้น ๆ แล้วเดินจากไป ปล่อยให้แม่หญิงน้อยมองตามหลังไปนัยน์ตาเป็นประกาย
“พี่แจ่ม”
“เจ้าค่ะแม่หญิง”
“ข้ามิรู้ว่าตกหลุมรักคุณพี่ทัพตั้งแต่เมื่อใด”
นางบ่าวได้ยินดังนั้นก็ให้ยิ้มจนตาพราว ถ้าให้ประติดประต่อเรื่องราว นางเห็นว่าแม่หญิงของนางคงค่อย ๆ รักคุณพี่มาตั้งแต่ยังเยาว์วัย
