บทที่ 8 พี่จักปกป้องเจ้าเอง
เช้าวันรุ่งขึ้น สำรับอาหารคาวหวานวางเรียงรายรอท่า เมื่อนายช่างทัพออกมาจากหอนอนก็ได้ยินเสียงผู้เป็นแม่เรียกขาน
“พ่อทัพ มานั่งนี่ลูก มานั่งใกล้ ๆ แม่”
เมื่อผู้เป็นแม่กวักมือเรียก นายช่างทัพก็เดินก้าวไปหาอย่างมิรอช้า แต่ให้สะดุดตากับแม่หญิงชบาที่นั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่อีกคน และเพียงนายช่างหนุ่มทิ้งตัวลงนั่ง แม่หญิงที่นั่งอยู่ตรงหน้าก็ยกมือประนมไหว้ กิริยานั้นช่างน่ารักอ่อนช้อย จนเขารับไหว้แทบไม่ทัน ยิ่งเมื่อได้พิศมองใกล้ ๆ ใบหน้าแสนหวานของคนตรงหน้านั้นยิ่งทำให้เขารู้สึกเอื้อเอ็นดู
“กราบคุณพี่ทัพเจ้าค่ะ”
“ไหว้พระเถิดแม่ชบา”
นายช่างทัพรับไหว้ทั้งรอยยิ้มเต็มใบหน้า เพลานี้เขาแทบไม่อยากจักเชื่อสายตา คนที่เพิ่งตัดจุกมามินานไยจึงเปลี่ยนไปได้ถึงเพียงนี้ แล้วแม่หญิงแก่นแก้วแสนซนคนเมื่อวานนั้นเล่านางหายไปไหนเสียแล้ว ไยบัดนี้ เขาเห็นแต่แม่หญิงคนงาม งามหยดย้อยหยาดเยิ้มน่ามองเป็นยิ่งนัก
“แม่ชบาน้อยข้อเท้าเจ้าหายดีแล้วรึ”
“หายดีแล้วเจ้าค่ะ ยานวดของคุณป้าดีนัก”
ตอบออกไปพร้อมหัวใจพองโต ด้วยรู้สึกดีใจที่คนเป็นพี่ยังห่วงใยกันเหมือนเมื่อครั้งเก่าก่อน
“รู้ฤๅไม่เจ้าเปลี่ยนไปจนพี่จำแทบไม่ได้”
คนพี่เอ่ยราวกับจักแก้ตัว แต่เขาจำแม่ชบาน้อยไม่ได้จริง ๆ ไม่เจอกันราวสามปี ตั้งแต่เจ้าหล่อนอายุสิบสาม ปีนี้คงสิบห้าย่างสิบหกแล้วกระมัง
แม่ชบาน้อยช้อนตาขึ้นมองชายที่เธอรู้จักมักคุ้นมาตั้งแต่เด็ก ก่อนจะเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงติดจะห้วนราวกับเด็กเอาแต่ใจ
“ข้าก็มิได้ต่างจากเมื่อก่อนเลยสักน้อย คุณพี่ทัพแก่จนเลอะเลือนเสียแล้วกระมังถึงจำข้ามิได้”
คนพี่ได้แต่ยิ้ม ‘มิต่างได้อย่างไรกันเล่า ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าต่างไปมากมายนัก’
“ประเดี๋ยวค่อยคุยกันเถิดหนา มีเวลาให้คุยกันอีกนานนัก แม่ชบาตักข้าวให้พี่ทัพเขาสิลูก”
แม่นายจันทร์เอ่ยห้ามปราม เกรงว่าประเดี๋ยวคงได้ต่อความกันยาวจนลืมกินข้าวกินปลา
“เจ้าค่ะคุณป้า”
สิ้นคำนั้น แม่หญิงก็จัดการตักข้าวให้นายช่างทัพตามที่ผู้เป็นป้าสั่ง ก่อนจะส่งไปให้คนตรงหน้าที่กำลังเพ่งมองมาด้วยสายตาแปลกพิกล
พ่อทัพรับชามข้าวมา เมื่อสักครู่นั้นหนาเขาเห็นแต่กิริยางามงด แม่ชบาน้อยเพลานี้ช่างงามหมดจด เรียกว่าถอดคราบแม่หญิงทโมนไพรเมื่อสมัยก่อนไปเกือบหมด ถ้าเมื่อวานเธอไม่พลาดตกลงมาเจอเขาเสียก่อน เขาก็คงเชื่อหมดใจว่าเธอเป็นแม่หญิงที่งามพร้อมทั้งกิริยาแลหน้าตา แต่แม่ชบาอย่างไรก็คือแม่ชบาถ้าเธอเรียบร้อยเมื่อใด เมื่อนั้นมันคงแปลกพิลึก
“ขอบน้ำใจแม่ชบาน้อย”
“เร่งกินเถิดลูก สำรับวันนี้ล้วนแล้วแต่เป็นฝีมือแม่ชบาเขาทั้งสิ้น”
“ขอรับ ว่าแต่กินได้แน่ฤๅขอรับ”
เอ่ยถามพร้อมหันไปมองหน้าแม่น้องน้อยแล้วยกยิ้มนัยน์ตาพราว
“ไม่ลองกินดูแล้วจักรู้ได้อย่างไรว่าอร่อยฤๅไม่ จริงไหมแม่ชบา”
แม่นายจันทร์ยิ้มพลางมองหน้าลูกชายที มองหน้าแม่หญิงที
“จริงเจ้าค่ะคุณป้า ถ้าคุณพี่ทัพไม่กินจักรู้ได้อย่างไรว่าชบามีฝีมือในการทำอาหารเพียงใด ทุกสิ่งที่คุณแม่สอนชบาล้วนจดจำแลทำได้ บัดนี้ชบาเป็นแม่ศรีเรือนแล้วหนาเจ้าคะ”
แม่หญิงเอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ ทำให้นายช่างทัพต้องมองอาหารทุกจานอีกครั้ง เขาทำราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เห็น อาหารแต่ละอย่างดูน่ากินเกินกว่าจะเชื่อได้ว่าเป็นฝีมือคนตรงหน้า
“เช่นนั้นพี่จักลองชิมฝีมือแม่ศรีเรือนคนนี้ดูสักครา”
นายช่างทัพรับคำ ก่อนจะรีบกินข้าวปลาแต่โดยไว กินไปยิ้มไปด้วยใจเปี่ยมสุข ผ่านไปไม่นานข้าวปลาอาหารก็หายวับไปกับตา ด้วยนายช่างสังคโลกนั้นหนา กินข้าวปลาไปถึงสองชาม
“กับข้าวกับปลาฝีมือเจ้าอร่อยลิ้นนักหนา ขอบน้ำใจแม่ชบาน้อยที่ทำของอร่อยไว้รอพี่”
เมื่อกินอิ่มหนำ นายช่างทัพก็ไม่ลืมที่จักเอ่ยขอบคุณแม่ครัวคนงาม
“มิเป็นไรดอกเจ้าค่ะคุณพี่ทัพ ชบาเต็มใจ”
แม่ชบาน้อยเอ่ยตอบกลับไป ด้วยหัวใจแช่มชื่น เพียงเห็นข้าวปลาอาหารเกลี้ยงชาม แม่หญิงก็พึงพอใจ
“พ่อทัพ แม่มีเรื่องจักบอกกล่าว เรื่องสำคัญยิ่ง”
เมื่อเห็นว่านายช่างทัพกินข้าวกินปลาเสร็จแล้ว ผู้เป็นแม่จึงได้เกริ่นเพื่อแจ้งสิ่งสำคัญให้ทราบ
“เรื่องกระไรรึขอรับคุณแม่”
“เพลานี้พ่อแม่ของแม่ชบาได้ตายสิ้นแล้วหนาพ่อทัพ”
“เกิดกระไรขึ้นรึขอรับคุณแม่”
สิ่งที่ได้ยินจากปากมารดา ทำให้พ่อทัพถึงกับตกใจจนหน้าซีดตัวชา หากสิ้นพ่อแม่แล้วไซร้แม่น้องน้อยกลอยใจจักอยู่อย่างไรเพียงลำพัง แค่คิดก็ให้เห็นอกเห็นใจคนตรงหน้ายิ่งนัก
“เมื่อสองเดือนก่อน โจรป่ามันอาจหาญนักลูกเอ๋ย มันปล้นแลฆ่าพ่อริดกับแม่บุญเรือนตายสิ้นทั้งคู่ พวกทาสชายก็โดนเข่นฆ่าตายไปหลายผู้หลายคนนัก โชคดีที่แม่ชบากับนางแจ่มซ่อนตัวได้ทันมิเช่นนั้นมิรู้จักอันตรายถึงเพียงใด เมื่อเกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นหากจะปล่อยให้แม่หญิงวัยละอ่อนอยู่เรือนเพียงลำพังคงจักอันตรายนัก แม่กับพ่อไม้จึงตัดสินใจไปรับน้องมาอยู่ด้วยกันที่เรือน แม่มิอาจละเลยแม่ชบาได้ บัดนี้แม่ชบาเป็นลูกสาวของแม่แล้วหนาพ่อทัพ”
แม่นายจันทร์เอ่ยบอกลูกชายทั้งน้ำตา ท่านเองรู้สึกสงสารแม่หญิงชบายิ่งนัก ชะตาชีวิตแม่หญิงชบาช่างขมขื่นอาภัพเหลือเกิน แม้จะเป็นสตรีที่เข้มแข็งเพียงใด แต่กว่าจะผ่านอะไร ๆ ไปได้ก็คงจักยากเย็นนัก แม่นายจันทร์กอบกุมมือเรียวเล็กของคนที่เพิ่งรับมาเป็นลูกสาวไว้แน่น บีบมือบางเพื่อให้กำลังใจแม่หญิงผู้เหลือตัวคนเดียว
แม่หญิงชบาก้มหน้างุดสุดจะกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล เธอเสียใจเป็นที่สุดกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ตอนเป็นเด็กพี่สาวคนเดียวก็ตายสิ้นเพราะเหตุเรือล่มจมน้ำ พอโตมาพ่อแม่ก็โดนโจรร้ายปล้นฆ่าอย่างโหดเหี้ยมไร้ความปรานี ที่ผ่านมาใจดวงน้อยนั้นหนาแทบจักทนไม่ไหวด้วยบอบช้ำเหลือเกิน ถ้าไม่ได้แม่นายจันทร์อยู่เคียงข้างคอยปลอบประโลม เธอเองก็ไม่รู้ว่าจะผ่านเรื่องราวเหล่านั้นไปได้อย่างไร?
เพียงเห็นน้ำตาค่อย ๆ รินอาบสองแก้วขาว พ่อทัพยิ่งนึกสงสาร มือยาวของพ่อเอื้อมไปเช็ดน้ำตาให้แม่นงคราญหัวใจพาลสั่นไหวด้วยนึกสงสารแม่น้องนางจับใจ
“อย่าร้องไห้เลยหนาแม่ชบาน้อยของพี่ มาอยู่ด้วยกันเสียที่เรือนแห่งนี้ คนดี...พี่จักปกป้องเจ้าเอง”
แม่หญิงมองสบตานายช่างสังคโลก แม้ตลอดสามปีกว่าที่ผ่านมา คุณพี่ทัพจักห่างหายไป แต่น้ำจิตน้ำใจของผู้เป็นพี่ที่มีต่อเธอยังเหมือนเดิม
“ขอบน้ำใจคุณพี่ทัพเจ้าค่ะ ชบามิมีที่ไปแล้ว เช่นนั้นต้องขอพึ่งใบบุญของคุณพี่ทัพแลคุณป้าแล้วเจ้าค่ะ”
คนเป็นพี่พยักหน้ารับ ส่วนแม่นายจันทร์นั้นหนาปลื้มอกปลื้มใจจนยิ้มไม่หุบ ก่อนจักหันไปสบตานางช้อยบ่าวคนสนิท พร้อมแววตาแพรวพราว
