บทที่ 6 สิ้นสุดความคิดถึง 1/2
บนเรือนนายช่างสังคโลกที่สงบร่มเย็น บัดนี้เกิดเสียงฝีเท้าโครมครามของนางบ่าวร่างอวบที่กำลังวิ่งขึ้นเรือนมาพร้อมร้องแรกแหกกะเชอ ทำให้แม่นายจันทร์มารดาของนายช่างทัพ และนายช่างไม้ ผู้เป็นใหญ่แห่งเรือนช่างสังคโลกแห่งนี้ถึงกับต้องหันไปมองด้วยไม่ชอบใจในความไร้กิริยาของนางบ่าวคนสนิท ท่านกำลังเอนหลังอย่างอารมณ์ดีอยู่แท้ ๆ แต่นางช้อยกลับมาทำให้อารมณ์ขุ่นมัวไปเสียได้
“แม่นายเจ้าขา แม่นาย แม่นายเจ้าขา”
“กระไรเอะอะโวยวายเยี่ยงนั้นเล่านางช้อย ข้ามิเคยสั่งเคยสอนเอ็งรึว่าอย่าวิ่งบนเรือน กิริยาหางามไม่ ผมหงอกแล้วหนา ทำเยี่ยงนี้แล้วนางบ่าวสาว ๆ มันจักเอาเป็นเยี่ยงอย่าง เจ้ามิรู้รึ”
แม่นายจันทร์บ่นเสียยาวเหยียด พร้อมส่ายหน้าระอาใจ นางบ่าวคนสนิทผมสองสีแล้วแต่ทำราวกับเด็กสาวมิรู้ความ เห็นแล้วท่านหน่ายนัก ไร้กิริยาเป็นที่สุด
“มิได้เจ้าค่ะ แม่นายท่านสอนบ่าวแล้ว แต่บ่าวอดมิได้เจ้าค่ะ เรื่องด่วนเช่นนี้ต้องถึงหูแม่นายโดยไวเจ้าค่ะ”
นางบ่าวช่างสอพลอเอ่ยบอกด้วยท่าทางร้อนรน ระคนตื่นเต้น
“เรื่องกระไรอีกเล่า อย่าให้ข้าต้องร้อนหูอีกนะเอ็ง เอาเรื่องดี ๆ มาบอกข้าบ้าง”
“มิร้อนหูเจ้าค่ะแม่นาย เรื่องนี้ฟังแล้วรับรองต้องเย็นอกเย็นใจเป็นที่สุดเจ้าค่ะ”
“เรื่องกระไร ไหนว่ามาสิ”
พูดมาขนาดนี้ท่านก็อยากรู้สักทีว่าเรื่องที่ว่านั้นหนาคือเรื่องใด
“แม่นายเจ้าขาเพลานี้นายช่างทัพเจ้าค่ะ นายช่างทัพกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
ช้อยเอ่ยบอกด้วยน้ำเสียงที่ยังกระหืดกระหอบ บ่าวผู้ชอบเอาหน้า เมื่อทราบข่าวก็รีบวิ่งขึ้นเรือนมาแทบไม่คิดชีวิต ลืมสิ้นว่าตนเองนั้นหนาอายุใช่น้อยแล้ว แต่ด้วยว่าเรื่องนี้สำคัญยิ่ง ดังนั้น เรื่องดีเช่นนี้แม่นายจันทร์ต้องรู้จากปากอีช้อยเป็นคนแรกเท่านั้นถึงจักถูก มิเช่นนั้นจักเรียกอีช้อยว่า ‘บ่าวคนสนิท’ ได้เยี่ยงไร
“เอ็งว่ากระไรนะนางช้อย พ่อทัพ พ่อทัพกลับมาแล้วรึ”
สิ่งที่ได้ยินทำให้แม่นายจันทร์หยุดมือที่กำลังถือพัดโบกไปมาพลัน ในน้ำเสียงคนเป็นแม่นั้นแฝงไปด้วยความสั่นเครืออ่อนไหว ความคิดถึงของท่านบัดนี้คงได้สิ้นสุดลงเสียที
“เจ้าค่ะแม่นาย นายช่างทัพเธอกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”
นางบ่าวเอ่ยยืนยัน นั่นทำให้คนเป็นแม่พลันยิ้มทั้งน้ำตา
“ดีจริง ๆ เช่นนั้นนางช้อย เอ็งลงเรือนไปเตรียมสำรับกับข้าวมาให้พ่อทัพบัดเดี๋ยวนี้ ทั้งข้าวปลาอาหาร แลผลหมากรากไม้ เอามาต้อนรับลูกข้าอย่าให้ขาดตกบกพร่อง ให้ลูกข้าได้อิ่มหนำสำราญ”
“เจ้าค่าแม่นาย บ่าวจักจัดการให้โดยไว”
สิ้นคำนั้นอีช้อยผู้รู้งานก็รีบก้าวเท้าลงเรือนหายไปยังครัวโดยพลัน ส่วนแม่นายจันทร์นั้นก็ได้แต่ส่งสายตาไปยังประตูหอนอนของใครบางคน นัยน์ตาท่านนั้นเล่าเห็นเป็นประกายแวววาว
คนเป็นแม่รอคอยเพียงไม่นานร่างสูงโปร่งของนายช่างทัพก็ก้าวพ้นกระไดเรือนขึ้นมา โดยมีแม่หญิงคนงามอยู่ในอ้อมแขน แม่นายจันทร์เห็นดังนั้นก็ให้ตกตะลึงงัน ก่อนจะผินหน้าไปสบตาลูกชายคนเล็ก เลิกคิ้วน้อย ๆ ขึ้นราวกับจักถาม ซึ่งนายช่างไม้ได้แต่อมยิ้มมิได้ตอบกระไรออกไป
“คุณพี่ทัพวางชบาลงก่อนเถิดเจ้าค่ะ ชบาเดินเองได้”
แม่หญิงในอ้อมแขนดิ้นขลุกขลักด้วยเขินอายต่อสายตาผู้เป็นป้า
“แน่ใจหนาว่าเจ้าเดินไหว”
“แน่ใจเจ้าค่ะ”
เมื่อน้องน้อยยืนยันเป็นมั่นว่าสามารถยืนเองได้ นายช่างทัพจึงวางร่างอรชรลง
“นี่พ่อทัพเจอแม่ชบาแล้วรึ”
แม่นายจันทร์เอ่ยถามทันทีมิให้ค้างคาใจอยู่นาน
“เจ้าค่ะคุณป้า / ขอรับคุณแม่”
นายช่างทัพแลแม่หญิงชบามองหน้ากันก่อนจะหันไปตอบอย่างพร้อมเพรียง
“แล้วไปเจอกันที่ใด เหตุใดจึงอุ้มกันมาเช่นนี้เล่า แม่ชบาเป็นกระไรไปฤๅลูก”
“เอ่อ เจอกันข้างล่างเจ้าค่ะคุณป้า คือชบาไปเดินเล่นมา แล้วเกิดเท้าแพลงตอนเจอคุณพี่ทัพพอดีเจ้าค่ะ”
เหตุการณ์ดูช่างเหมาะเจาะดีเหลือเกิน แม่นายจันทร์ได้แต่คิดในใจ
“อ้อ เช่นนั้นดอกรึ”
“เจ้าค่ะ”
แม่หญิงชบาตอบพร้อมยิ้มเจื่อน หากผู้เป็นป้ารู้ว่าเธอเจอกับลูกชายของท่านอย่างไรท่านคงตกอกตกใจเป็นแน่แท้ ดังนั้น เธอจึงมิกล้าเล่าให้ผู้เป็นป้าฟังว่าเธอได้สร้างวีรกรรมอันใดไว้บ้าง เพราะเล่าไปก็คงมิงามเป็นแน่
