เจ้ารู้!!! แต่ยังกล้าขึ้นมา
ตอนที่มารดาของตู้ลี่หลันสิ้นใจ ตู้เฉียงก็เสียสติไปหลายเดือน แต่พอนางหาอนุที่มีใบหน้าคล้ายหวงลู่เอินมามอบให้ตู้เฉียง ไม่นานเขาก็หลงลืมหวงลู่เอินไป
พอรู้ว่าจ้าวชิงรุ่ยเอาแต่ดื่มสุราเพื่อดับความทุกข์ กงมี่ฟางก็เรียกตู้เหลียงให้เข้ามาหา พร้อมกับบอกแผนการในใจให้เขาได้รู้
“ท่านแม่ หากทำเช่นนี้ อารุ่ยจะไม่พอใจเอาได้นะขอรับ”
“หึ ไม่พอใจแล้วอย่างไร หากข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว เจ้าคิดว่าเขาจะกล้าปฏิเสธหรือ อีกอย่าง...ใจบุรุษ ไม่นานก็หลงลืม” นาเชื่อว่าไม่มีบุรุษใดที่จะรักมั่นสตรีเพียงนางเดียว
ตู้เหลียงไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่มารดาต้องการจะทำ แต่ก็ไม่อาจห้ามปรามได้ ยิ่งถูกตู้หลินเซียนร่ำไห้มาขอร้องให้ช่วยเหลือนาง เขาก็ยิ่งใจอ่อนยอมทำตามแผนการของมารดา
ไป่ไป๋ที่นำทางพาลี่หลันออกจากป่า หากตั้งหน้าตั้งตาเดิน ด้วยพละกำลังของนางตอนนี้อย่างไรก็ได้ออกจากป่าในวันที่สอง แต่เพราะลี่หลันนางเดินชมนกชมไม้ ราวกับว่ากำลังมาพักผ่อนหย่อนใจ มืดก็เข้าไปพักในมิติ ผ่านมาห้าวันจึงมาถึงเมืองลั่วตง
“ข้าคิดว่าจะต้องอยู่ในป่าอีกหลายคืน” มันอดที่จะบ่นลี่หลันไม่ได้
“พูดมากเสียจริง ข้าต้องไปที่ไหนก่อน” ลี่หลันมองซ้ายมองขวา
แม้จะบอกว่าเดินทางมาถึงเมืองลั่วตงแล้ว แต่รอบตัวที่นางยืนอยู่ยังเป็นเพียงถนนดิน ยังไม่พบเจอผู้คนหรือบ้านเรือนให้ได้เห็นเลย
“ท่านต้องเดินเท้าต่อไปอีกหนึ่งชั่วยามถึงจะเข้าเมือง”
“ถ้าเอาม้าในมิติออกมาขี่เลยได้หรือไม่” นางคร้านจะเดินแล้ว
ระหว่างที่กำลังคิดจะนำม้าในมิติออกมาใช้เดินทางต่อ เสียงฝีเท้าม้าที่วิ่งมาแต่ไกล ทำให้ลี่หลันกับไป่ไป๋หันไปมองทางด้านหลังของนาง
“เจ้าจะเข้าไปอยู่ในมิติก่อนหรือไม่” ลี่หลันนางกลัวว่าคนในรถม้า จะต้องการตัวไป่ไป๋
“ข้าใช้ปราณพรางตาอยู่ ไม่มีผู้ใดเห็นขอหรอกขอรับ”
รถม้าสองคันที่วิ่งใกล้เข้ามา พอเห็นหญิงสาวยืนอยู่ข้างทางเพียงลำพัง คนบังคับรถม้าก็ชะลอรถแล้วตรงเข้ามาหาลี่หลันที่ยืนอยู่ข้างทาง
คนบังคับรถม้าเห็นเพียงเสื้อผ้าที่มอมแมมของนางในตอนแรกก็คิดว่าเป็นขอทาน แต่พอได้เห็นใบหน้าของนาง ก็ตกตะลึงอ้าปากค้าง กว่าจะเรียกเสียงกลับมาได้ ก็ถูกคนในรถม้าตะโกนตำหนิเสียงดัง “ช้าอันใดของเจ้า รีบพาตัวนางขึ้นมาก็สิ้นเรื่อง” เสียงเล็กแหลมของสตรีดังลอดออกมา
ลี่หลันเลิกคิ้วอย่างสนใจ นางยังไม่เห็นคนที่อยู่ภายในรถม้า แค่หน้าตาของคนบังคับรถม้าก็พอจะมองออกแล้วว่า พวกมันคงไม่ใช่คนดีอันใด
“แม่นาง เจ้าจะไปที่ใด ข้าจะเข้าเมืองลั่วตง ไปด้วยกันดีหรือไม่” มันกลืนน้ำลายลงคอ สายตาที่ตกตะลึงแปรเปลี่ยนเป็นหื่นกระหายแทน
“ไม่จำเป็น”
สิ้นคำของลี่หลัน คนที่นั่งอยู่ภายในรถม้าก็เลิกผ้าม่านขึ้น ทำให้ลี่หลันได้เห็นว่ายังมีสตรีอีกหลายคนที่นั่งอยู่ด้านใน บางคนกำลังร่ำไห้ บางคนกำลังมองมาทางนางด้วยความอิจฉา
“สวรรค์!!!” สตรีวัยกลางคนใบหน้าอวบอ้วนร้องออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นใบหน้าของลี่หลัน “แม่นาง เจ้าเป็นสตรีจะเดินทางเพียงลำพังได้อย่างไร ขึ้นรถม้ามากับพวกข้าเถิด ด้านในมีแต่สตรีเจ้าไม่ต้องกลัว” นางยิ้มหวานออกมา
ไป่ไป๋เบ้ปากอย่างดูแคลน “นางเป็นนายหน้าค้าคน สตรีในรถม้าคงกำลังจะพาไปส่งให้หอโคมแดงที่ใดสักแห่ง หากท่านขึ้นไปมีหวังนางได้พาท่านไปขายแน่”
ลี่หลันยิ้มกริ่มออกมา “ได้ ข้าขอติดรถม้าไปลงที่เมืองลั่วตงหน่อยก็แล้วกัน”
“ท่านบ้าไปแล้ว!!!” ไป่ไป๋ร้องเสียงหลงออกมาทันที แต่จะห้ามลี่หลันนางก็ไม่ฟังแล้ว นางก้าวขึ้นรถม้าไปเรียบร้อยแล้ว
แม้จะต้องเบียดกัน แต่ก็ยังดีกว่าต้องเดินเท้าเข้าเมือง อีกอย่างนางยังไม่อยากนำม้าในมิติออกมาใช้ด้วย สายตาทุกคู่ที่อยู่ภายในรถม้า หันมามองที่ลี่หลันเป็นตาเดียว ยิงสายตาของหญิงค้าคนที่กำลังมองประเมินลี่หลันราวกับสิ่งของ ทำให้นางนึกอยากจะควักลูกตาของนางออกมาเสียให้รู้แล้วรู้รอด
“เจ้าเดินทางมาจากที่ใดหรือ แล้วมาเมืองลั่วตงต้องการมาหาญาติหรือคนรักเล่า”
“ข้าจำไม่ได้ รู้เพียงแค่ว่าเมืองข้างหน้าคือเมืองลั่วตง จึงคิดจะไปหางานทำ”
ดวงตาของหญิงค้าคนเปล่งประกายด้วยความยินดี นางจีบปากจีบคอเอ่ยออกมาอย่างเป็นมิตร “ดีเลย ข้ากำลังขาดคน เจ้ามาทำงานกับข้าดีหรือไม่
“ขายเรือนร่างหรือ?” ลี่หลันเอ่ยถามไปตามตรง ยิ่งทำให้คนภายในรถม้าตกตะลึง หญิงค้าคนเองก็นึกไม่ถึงว่าลี่หลันนางจะรู้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว
“เจ้ารู้!!! แต่ยังกล้าขึ้นมา” สตรีที่นั่งร้องไห้อยู่ด้านข้างลี่หลันร้องขึ้นด้วยความตกใจ นางไม่ได้เต็มใจที่จะมากับหญิงค้าคน แต่ถูกครอบครัวของตนเองขายออกมา
“ก็ขออาศัยรถม้าเข้าเมือง เหตุใดถึงไม่กล้าขึ้นเล่า” นางยังคงเอ่ยตอบอย่างใจเย็น
“หึหึ ขึ้นมาแล้วเจ้าคิดว่าจะได้ลงไปง่ายๆ หรือ หน้าตาเช่นเจ้าคงขายได้ราคาดีไม่น้อย” หญิงค้าคนยิ้มเหี้ยมมองลี่หลัน
“เจ้าจะจับข้าไปขายหรือ”
“หากเจ้าว่าง่าย ข้าจะไม่ใช้กำลัง มิเช่นนั้น...จะทำให้เสียของได้”
“หึหึ ข้ามิใช่คนว่ายาก เพียงแต่...ข้าชอบใช้กำลัง” กล่าวจบลี่หลันนางก็เรียกมีดสั้นออกมาหมุนเล่นในมือ มองหน้าหญิงค้าคนอย่างยียวน
สตรีที่นั่งอยู่ในรถม้า ต่างก็เขยิบตัวหนี หญิงค้าคนเองก็ตกตะลึงจ้องมองมีดสั้นในมือของลี่หลันอย่างหวาดๆ ตอนนี้คนของนางอยู่ในรถม้าอีกคัน หากจะใช้กำลังกับลี่หลันคงไม่อาจเป็นไปได้ และนางยังมีอาวุธอยู่ด้วย มองก็รู้ว่าคงจะชำนาญไม่น้อย
หญิงค้าคนได้แต่รอให้ถึงเมืองลั่วตง เพื่อจะได้จัดการกับลี่หลันให้รู้ถึงความร้ายกาจของนาง รถม้าเคลื่อนตัวช้าลง คนที่นั่งอยู่ด้านในก็รู้ได้ทันทีว่ากำลังเข้าสู่เมืองลั่วตงแล้ว เดิมรถม้าสองคันที่ลี่หลันนางนั่งมา มิได้พาคนมาขายที่เมืองลั่วตง แต่จะเดินทางข้ามแคว้นเพื่อไปขายคนให้กับชาวเผ่านอกด่าน เพราะฟ้าใกล้จะมืดแล้ว จำต้องหาที่พักเสียก่อน
รถม้าจอดสนิท ลี่หลันก็เตรียมตัวจะลง นางหันไปมองหญิงค้าคน “ขอบใจท่านมากที่ให้ข้าอาศัยเดินทางมาด้วย” นางกล่าวจบก็กระโดดลงทันที
หญิงค้าคนมิได้กังวลว่านางจะหลบหนีไปได้ง่ายๆ เมื่อนางส่งสัญญาณให้คนของนางเข้ามาจับตัวลี่หลันเอาไว้แล้ว แต่ไม่คิดว่า...สตรีที่เพิ่งจะกระโดดลงจากรถม้าจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
“หะ หาย หายไปได้อย่างไร” หญิงค้าคนร้องเสียงหลง เมื่อนางลงมาจากรถม้าตามหลังลี่หลันทันที
ทั้งคนของนางเองก็รีบลงมาดักรออยู่ก่อนแล้ว เพียงพริบตาเดียว คนก็หายไปราวกับว่าไม่เคยปรากฏตัวมาก่อน
เป็นไป่ไป๋ที่ใช้พลังปราณของมันพรางตัวของลี่หลันเอาไว้ นายหญิงของมันจะปักหลักอยู่ที่เมืองลั่วตง ให้มีปัญหาตั้งแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงคงจะไม่ดีนัก
ลี่หลันที่เดินออกมาได้ไม่ไกล ตอนนี้นางกำลังพิงต้นไม้มองภาพความวุ่นวายตรงหน้าอย่างนึกขำ “นางจะใช้กำลังกับข้า เหตุใดเจ้าไม่ปล่อยให้นางได้ทำเล่า” บุรุษร่างใหญ่สี่ห้าคน กำลังออกวิ่งไปทั่ว เพื่อค้นหาตัวของลี่หลัน โดยมีเสียงร้องของหญิงค้าคนที่ร้องตะโกนหาคนไปด้วย
“ท่านจะรีบร้อนมีเรื่องไปเพื่ออันใด เชื่อข้าเถิดอยู่ไปท่านก็ต้องมีเรื่องเอง”
เมื่อไม่มีเรื่องใดน่าสนใจแล้ว ทั้งสองก็เดินมุ่งหน้าไปหาร้านขายสมุนไพรทันที ลี่หลันนางต้องการนำเห็ดหลินจือออกมาขาย เพราะที่นางไม่มีเงินติดตัวเลยแม้แต่เหรียญทองแดงเดียว
