ข้าไม่สนใจเรื่องในอดีต
ไป่ไป๋นำทางอย่างชำนาญ มันเข้ามาในเมืองลั่วตงบ่อย ย่อมรู้ดีว่าร้านใดรับซื้อสินค้าให้ราคายุติธรรม
“ร้านนี้ท่านหมอสุ่ยให้ราคายุติธรรมที่สุดแล้วนายหญิง”
ลี่หลันเงยหน้าขึ้นมองแผ่นป้ายไม้ชื่อร้าน พอก้าวเท้าจะเข้าไปด้านใน ก็มีเสี่ยวเอ้อเดินเข้ามาขวางหน้าเอาไว้
“แม่นาง เจ้าต้องการซื้อยาหรือนำสมุนไพรมาขายหรือ” แม้เสื้อผ้าที่สวมใส่มีบางส่วนที่ได้รับการซ่อมแซมหลายหน แต่ก็ยังสะอาด อีกทั้งยังมีใบหน้างามของลี่หลันที่ทำให้เขาไม่กล้าที่จะขึ้นเสียงใส่นาง
“ข้ามีสมุนไพรมาขาย” ลี่หลันล้วงเข้าไปในอกเสื้อของนาง แล้วหยิบห่อผ้าออกมา
เสี่ยวเอ้อมึนงงไม่น้อย มิใช่ว่าเขาไม่ได้สังเกตหรือมองหาตะกร้าที่ควรจะมีสมุนไพรอยู่ด้านใน ที่แขนเสื้อหรืออกเสื้อของนางดูอย่างไรก็ไม่อาจเก็บห่อผ้าในมือของนางเอาไว้ได้ โดยไม่ถูกคนสังเกตเห็นเข้า แต่เขาก็ยังเอื้อมมือมารับห่อผ้าที่ลี่หลันนางส่งให้เปิดออกดู
“สวรรค์!!!” เสี่ยวเอ้อร้องออกมาด้วยความตกใจ เขาเกือบจะปล่อยห่อผ้าในมือทิ้งลงพื้นเสียแล้ว
ตอนนี้คนงานในโรงหมอ และชาวบ้านที่มาหาหมอต่างก็หันมามองทางเสี่ยวเอ้อและลี่หลันด้วยความสนใจ
ลี่หลันเลิกคิ้วขึ้นมอง “รับซื้อหรือไม่” จากท่าทางนางก็พอจะมองออกแล้วว่า เห็ดหลินจือของนางคงไม่มีผู้ใดพบเห็นได้บ่อยครั้งนัก
“จะ เจ้า เจ้าตามข้ามาด้านในเถิด” เขารีบร้อนเดินเข้าไปด้านใน ห่อผ้าก็ยังไม่ยอมส่งคืนให้ลี่หลัน ด้วยกลัวว่านางจะเปลี่ยนใจไม่ยอมขายให้โรงหมอของเขา
ลี่หลันนางถูกพาตัวมานั่งรอในห้องรับรอง ตรงหน้ามีน้ำชาและของว่างวางเอาไว้ให้นางพร้อม เสี่ยวเอ้อตอนนี้หายออกไปด้านนอกแล้ว ห่อผ้าที่มีเห็ดหลินจือดอกใหญ่ถูกทิ้งวางเอาไว้บนโต๊ะตรงหน้าของนาง
ไม่นานก็มีชายวัยกลางคนและชายชราหนวดขาวเดินเข้ามาด้านในด้วยสีหน้าตื่นเต้น ทั้งสองพุ่งตรงไปที่ห่อผ้า โดยไม่สนใจลี่หลันที่นั่งดื่มชาอยู่เลยสักนิด
“เป็นเช่นที่อาต๋าพูดจริงด้วย งามนัก สมบูรณ์และใหญ่กว่าที่ข้าเคยพบเห็นหลายเท่า” ชายชราหนวดขาวพูดระรัวออกมา
“จริงขอรับ ข้าทำงานรับซื้อสมุนไพรให้ท่านมาหลายสิบปี ดอกที่สมบูรณ์เช่นนี้ ข้าเองก็เพิ่งเคยพบเห็นเป็นครั้งแรก”
ระหว่างที่ทั้งสองกำลังชื่นชมเห็ดหลินจืออยู่ ลี่หลันนางก็กระแอมออกมาเสียงดัง “อะแฮ่ม...” ทั้งสองถึงได้สนใจการมีอยู่ของนาง และหันมามองพิจารณา
“แม่นาง...เจ้าเป็นเจ้าของเห็ดหลินจือดอกนี้หรือ” ชายชราหนวดขาวเอ่ยถามออกมาอย่างไม่เชื่อ
“ท่านเห็นผู้อื่นนอกจากข้าหรือไม่เล่า”
ดวงตาของชายชราหนวดขาวหรี่ลงเล็กน้อย เขาไม่เคยเห็นสตรีชาวบ้านที่มีท่าทางสง่าผ่าเผย กลิ่นไอสังหารที่แผ่ออกมาจากตัวนาง สัญชาตญาณเตือนเขาว่าอย่าได้ทำให้นางไม่พอใจเด็ดขาด มิเช่นนั้นเขาคงไม่อาจเป็นเจ้าของเห็ดหลินจือที่อยู่ตรงหน้าได้
"ข้าถามผิดไป...เจ้ามีนามว่าอันใด”
ลี่หลันนิ่งไปครู่หนึ่ง “เถาลี่หลัน” นางจะกลับไปใช้แซ่เดิมของนาง เมื่อชีวิตก่อนนับจากนี้ตู้ลี่หลันได้ตายไปแล้ว ตระกูลตู้กับนางไม่มีส่วนใดที่เกี่ยวข้องกันอีก หากพบเจอก็จะกลายเป็นคนแปลกหน้าหรือไม่ก็...ศัตรู
ชายชราพยักหน้ารับ เขานั่งลงตรงข้ามกับลี่หลัน ส่วนชายวัยกลางคนยังคงยืนอยู่ด้านหลังสายตายังคงจับจ้องเห็ดหลินจืออยู่ตลอด
“แม่นางเถา เจ้าเรียกข้าหมอสุ่ยก็แล้วกัน ข้าจะไม่ถามว่าเจ้าได้มาได้อย่างไร ข้าย่อมซื้อเจ้าในราคาที่ยุติธรรม” เขาหยุดมองพิจารณาที่เห็ดหลินจือ และลี่หลันสลับไปมาอยู่ครู่ ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยราคาออกมา “ข้ารับซื้อที่ราคา สองพันตำลึงทอง เจ้าเห็นเป็นเช่นใด”
ลี่หลันเคาะนิ้วกับโต๊ะอย่างใช้ความคิด ที่จริงนางกำลังสื่อสารกับไป่ไป๋ว่าราคาที่หมอสุ่ยให้ยุติธรรมแล้วหรือไม่ แต่หมอสุ่ยกับหลงจู๊ที่รอฟังคำตอบจากนาง แทบจะกลั้นหายใจจนใบหน้าเขียวคล้ำแล้ว
“ได้ ข้าขายให้ท่าน จ่ายเป็นก้อนตำลึงเงินให้ข้าด้วยหนึ่งร้อยตำลึง ที่เหลือข้ารับเป็นตั๋วเงินทั้งหมด”
“ดะ ได้ ได้ หลงจู๊เจ้ารีบไปเตรียมเงินมาให้แม่นางเถาเร็วเข้า”
ระหว่างที่นั่งรอหลงจู๊ไปเตรียมเงินมาให้ หมอสุ่ยก็อดเอ่ยถามเรื่องของลี่หลันไม่ได้ “แม่นางเถา อย่าหาว่าข้าเสียมารยาทเลย ในเมืองลั่วตง ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีตระกูลเถามาก่อน เจ้ามาจากที่อื่นใช่หรือไม่”
“อืม...เจ้าค่ะ ข้ามาจากที่อื่น แต่ที่ใดข้าเองก็จำไม่ได้แล้ว”
“หืม...เจ้าไร้ความทรงจำหรือ?” เมื่อเห็นลี่หลันพยักหน้าเล็กน้อย หมอสุ่ยก็ยื่นหน้าเข้ามาใกล้นาง “ให้ข้ารักษาให้เจ้าดีหรือไม่”
“ไม่ต้องเจ้าค่ะ ข้าไม่สนใจเรื่องในอดีตของข้า แต่ว่า...ท่านช่วยเรื่องขอใบรับรองตัวตนจากทางการให้ข้าได้หรือไม่” ไป่ไป๋บอกนาง หากว่านางต้องการจะซื้อเรือนพัก จำเป็นต้องมีใบรับรองตัวตนเสียก่อน มิเช่นนั้นก็ไม่อาจครอบครองได้
นางเห็นหมอสุ่ยมีสีหน้าลำบากใจ จึงรีบยื่นข้อเสนอให้กับเข้า “ข้ายังมีเห็ดหลินจืออีกดอก ใหญ่กว่าดอกที่ขายให้ท่านไป หากท่านช่วยให้ข้าได้ใบรับรองตัวตน ข้าจะขายให้โรงหมอของท่าน”
“จะ เจ้า เจ้าพูดจริงหรือ เจ้ายังมีอีกดอกจริงหรือ” หมอสุ่ยแทบไม่อยากเชื่อหู น้อยครั้งนักที่จะมีคนได้พบเห็ดหลินจือ ทั้งยังพบถึงสองดอกด้วย
ลี่หลันล้วงเข้าไปในอกเสื้อ แล้วนำเห็ดหลินจืออีกดอกที่ใหญ่กว่าดอกก่อนหน้า ออกมาวางตรงหน้าของหมอสุ่ย เขารีบหยิบไปพิจารณาดูด้วยความตื่นเต้น “ได้ ได้ ข้าจะช่วยเรื่องใบรับรองตัวตนของเจ้า” เขาเอ่ยออกมาโดยไม่มองหน้าของนาง
ลี่หลันเอื้อมมือไปแย่งเห็ดหลินจือมาเก็บเข้าอกเสื้ออย่างรวดเร็ว มือของหมอสุ่ยที่จะเอื้อมมาแย่งคืนยังค้างอยู่กลางอากาศ เห็ดดอกใหญ่เมื่อครู่ก็หายไปเสียแล้ว
“ท่านได้ใบรับรองตัวตนของข้ามาเมื่อใด ข้าค่อยนำมาขายให้ท่าน”
หมอสุ่ยวิ่งหายออกจากห้องไปครู่ ก่อนจะกลับเข้ามาใหม่ เขาไปดูว่ายามนี้มันเป็นเวลาใด “ยังพอมีเวลา ข้าจะรีบไปที่ว่าการ เจ้ารอข้าอยู่ที่นี่ก่อน” เขาบอกกล่าวเสร็จก็รีบร้อนออกไปทันที
ลี่หลันได้แต่ยกยิ้มที่มุมปาก “ไม่ว่ายุคสมัยใด หากมีสิ่งที่ต่อรองได้ ย่อมเป็นผู้ที่เหนือกว่า” นางเอ่ยกับไป่ไป๋ที่อยู่บนตักของนาง
“ถือว่าท่านจะฉลาดไม่น้อย ให้หมอสุ่ยช่วยออกหน้า จะได้ไม่ต้องไปจัดการที่ว่าการเอง” ไป่ไป๋หลับตาพริ้มเมื่อถูกมือของลี่หลันลูบไล้เส้นขนของมัน
หมอสุ่ยหายไปไม่ถึงหนึ่งก้านธูป (ประมาณ30นาที) ก็กลับมาพร้อมกับลากเจ้าหน้าที่ทางการมาด้วย
“นี่...หลานสาวที่ข้าบอก” เขาหอบหายใจด้วยความเหนื่อย แล้วส่งสายตาให้ลี่หลันเพื่อให้นางเล่นงิ้วไปพร้อมกับเขา
“เจ้า...” เจ้าหน้าที่ทางการเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง จ้องใบหน้าของลี่หลันอย่างหลงใหล ก่อนจะถูกหมอสุ่ยทุบแผ่นหลังเพื่อเรียกสติ “อะแฮ่ม...เจ้าคือหลานสาวของท่านหมอสุ่ย ที่ถูกขโมยถุงเงินและใบรับรองตัวตนไปแล้วใช่หรือไม่”
“เจ้าค่ะ” ลี่หลันพยักหน้าเล็กน้อย
“เป็นเพียงแม่นางน้อย เดินทางเพียงลำพังคงลำบากไม่น้อยเลย” ลี่หลันยังคงนิ่งสงบอยู่เช่นเดิม นางไม่รู้ว่าหมอสุ่ยไปพูดเช่นใดไว้กับเจ้าหน้าที่ทางการ จึงไม่อยากจะพูดแทรก
หมอสุ่ย บอกเจ้าหน้าที่ทางการ ว่าลี่หลันนางเป็นหลานสาวของสหายตน เดินทางมาลั่วตงเพื่อทำการค้า และจะปักหลักอยู่ที่เมืองลั่วตงไปสักระยะ เพราะหมอสุ่ยเชื่อว่า หากนางได้ความทรงจำกลับมาย่อมต้องเดินทางกลับบ้านเดิม
