บทที่ 10 อย่าปล่อยให้รักทำร้ายตัวเอง [1/2]
บทที่ 10
อย่าปล่อยให้รักทำร้ายตัวเอง
กันตรวีมารับตอนหกโมงครึ่ง หน้าตาเขาเคร่งเครียด เธอได้แต่ก้าวขึ้นรถเงียบๆ ไม่ค่อยเห็นเขาในหมวดนี้
“พี่เครียดเรื่องงานเหรอ” พัทธนันท์เป็นห่วงผินหน้าไปถามคนนั่งนิ่งคิ้วขมวดตลอดเวลา ไม่เจอกันหลายวันก็อยากถามไถ่ อยากเข้าไปกอดให้คลายคิดถึง “ที่อู่เป็นยังไงบ้างคะ”
“ยังไม่อยากพูดไม่อยากฟังอะไรตอนนี้” กันตรวีเบรกคนที่กำลังถามต่อ “เหนื่อยขออยู่เงียบๆ ”
พัทธนันท์เก็บคำพูดตัวเองเกือบไม่ทัน โดนสวนเข้าแบบนี้เธอเองก็รู้สึกหน้าชาทำตัวไม่ถูก ได้แค่นั่งเงียบจนถึงปลายทาง
“อย่าพึ่งลง”
เขาบอกก่อนจะทิ้งพัทธนันท์ให้นั่งรอในรถ ส่วนเขาลงก่อนเพื่อสูบบุหรี่หวังให้มันช่วยบรรเทาความเครียด เมื่อวานช่างที่มาต่อเติมส่วนขยาย ตกมาจากหลังคาขาหัก เกิดเพราะความประมาทของเจ้าตัวที่ไม่ใส่อุปกรณ์เซฟตี้ให้ครบ แต่ส่วนหนึ่งกันตรวีก็โทษตัวเอง เขาเป็นคนสั่งให้เร่งงานให้เร็วขึ้นเลยอาจเป็นสาเหตุ แต่เขาได้ช่วยเรื่องในส่วนค่ารักษาพยาบาลไปเบื้องต้นตามกำลังน้ำใจ
พัทธนันท์ลอบมองกันตรวีจากกระจกมองข้าง เขาใช้เท้าบี้ก้นบุหรี่ตัวที่สาม แล้วเดินกลับมาที่รถเปิดประตูฝั่งคนขับดับเครื่องยนต์ แล้วหันมาสั่งเธอ
“ไปซื้อของ”
พัทธนันท์รีบลงจากรถเดินคู่กับเขา สีหน้ากันตรวีบ่งบอกว่ามีเรื่องให้คิด ซึ่งเธอไม่อาจเดาได้ว่าเรื่องอะไร อาจจะเป็นเรื่องที่เราปากเสียงวันนั้นก็ได้ เธอเข้าใจเรื่องที่เขายุ่งเรื่องทำงานแต่เขาเองก็ไม่มีสมดุลให้กับชีวิต กันตรวีทุ่มให้งานเกือบเต็มร้อย ส่วนเธอตอนนี้เป็นแค่เพียงส่วนเล็กๆ ที่มีไว้ประดับข้างกายก็เท่านั้น
“งานหนักเหรอพี่กันต์” แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ห่วงใยเขา การที่กันตรวีสูบบุหรี่แปลว่าเครียดมาก “จริงๆ ถ้าพี่เหนื่อยบอกเค้าก็ได้ ให้เค้ามาเอง”
กันตรวีตวัดสายตามองแรง “ไม่จบไม่สิ้น”
“อะไรคะ” พัทธนันท์ไม่เข้าใจ
“ประชดไงพร้อม จะประชดไปถึงไหน” ในที่จอดรถไม่ค่อยมีคน “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”
“เค้าถามดีๆ ประชดตรงไหน” พัทธนันท์ไม่ได้ประชด ทำไมเขาถึงตีความไปเป็นแบบนั้นได้ “เห็นพี่บอกว่าเหนื่อย จริงๆ ถ้าพี่บอกเค้าว่าไม่อยากออกไปไหน เราสั่งอะไรมากินที่บ้านก็ได้”
“แล้วที่พามานี่คือมันไม่ดี?”
พัทธนันท์เผลอถอนหายใจ ยกมือเกาหัว ไม่คิดว่ากันตรวีไปตีความหมายแง่ลบได้ขนาดนี้ “ไม่ใช่แบบนั้นค่ะ”
ที่นี่พอเธอกำลังอธิบายรอบสองกันตรวีก็ยกมือเบรกเธอ “ซื้อให้มันจบๆ ไปเถอะ จะได้กลับบ้าน”
พัทธนันท์เองก็เริ่มมีอารมณ์ขึ้นมาบ้างเหมือนกัน คนเรามีอารมณ์ไม่ดีกันได้ทั้งนั้นแต่เธอไม่ใช่ที่รองรับอารมณ์ใคร
“พี่หน้าบึ้งตึงแบบนี้ใครจะอยากเดินด้วย”
เธอหันกลับไปเตรียมจะเดินกลับไปทางเดิม ไม่มีอารมณ์อยากซื้ออะไรทั้งสิ้น เขาทำหน้าเหมือนหงุดหงิดอะไรตลอดเวลา เธอก็อึดอัดที่จะเดินด้วย
“อย่าเอาแต่ใจให้มันมากนักพร้อม” คราวนี้กันตรวีเสียงดัง เสียงเขาดังสะท้อนทั่วบริเวณ กระชากแขนให้พัทธนันท์กลับมา “อยากมาก็พามาแล้ว ไปซื้อ”
พัทธนันท์ตกใจจนน้ำตาคลอเดินตามแรงกระชาก เขาอะไรไม่ไว้หน้าเธอเลย เมื่อกี้มีผู้หญิงสองคนกำลังเดินมาทางนี้คนพวกนั้นเห็นหมดแล้ว เธออายเป็นนะ กันตรวีทำแบบนี้ไม่ให้เกียรติกัน แถมยังเดินเร็วจนเธอก้าวไม่ทัน พอเข้ามาถึงด้านในห้าง พัทธนันท์บิดแขนออกจากการเกาะกุมแล้วเดินเข้าไปเงียบๆ
ไม่ได้อยากจะมาแต่ของในตู้เย็นมีเพียงน้ำเปล่ากับผลไม้ เธอมาเองก็ได้แต่กันตรวีไม่ให้เธอไปไหนเพียงลำพัง เชื่อเถอะว่ามันคือเรื่องจริง ยกเว้นขับรถตรงไปที่อู่เขาถึงจะให้ไป ทุกอย่างมันเริ่มขึ้นหลังแต่งงาน
ไม่ช่วยกันเลือก ไม่มีการพูดคุย พัทธนันท์เป็นคนหยิบทุกอย่างใส่รถเข็นอย่างรวดเร็วให้มันจบๆ ไป เพราะถ้าเธอมันใจร้อนกว่านี้คงสะบัดแขนเขาแล้วต่อรถกลับบ้านเองไปแล้ว และหลายครั้งเธอสูญเสียการเป็นตัวเองเมื่ออยู่กับเขา
หลังจากซื้อของเสร็จกันตรวีแวะร้านอาหารในนั้น เขาหิวจนตาลาย ถ้าจะให้รอถึงบ้านแล้วต้องรอภรรยาทำอาหารอีกคงจะไม่ไหว
“เอาแกงส้มปลายอดมะพร้าว ไก่ผัดขิง” กันตรวีสั่งอาหารกิ่นจะถามคนที่นั่งตรงข้าม “เอาอะไรอีกมั้ย”
“ไข่เจียวค่ะ”
เหมือนเดิมที่ระหว่างมื้อต่างคนต่างกินกันเงียบๆ กินเสร็จก็กลับบ้าน ไม่มีช่วงจังหวะให้พัทธนันท์ได้ถามเรื่องที่ค้างคาเลยสักนิด กลัวจะโดนเขาตวาดใส่อีกหน
และกันตรวีก็ลืมที่เธอขอเวลาพูดคุยกับเขา
เช้าอีกวันพัทธนันท์ก็ตื่นขึ้นมาเตรียมตัวไปทำงานกับเขา ทำอาหารไปกินเหมือนทุกครั้ง กันตรวีเงียบขรึมเหมือนเดิมแยกตัวออกไปดูงานข้างๆ ส่วนเธอเข้ามาในออฟฟิศ
“อ้าวพี่พร้อมกลับมาแล้ว”
พัทธนันนท์ยิ้มรับส่งถุงขนมให้อีกฝ่าย “ของฝากนะ งานเยอะไหม”
เตยกล่าวขอบคุณ “รถเยอะมากค่ะพี่พร้อม แต่ได้ข่าวว่าเฮียจะจ้างคนมาช่วยทำกับเตยแล้วค่ะ”
“เหรอ สงสัยจะเยอะจริงๆ” เธอทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟา “แล้วพี่กันต์เขาอยู่ข้างนอกตลอดเลยเหรอ”
“ก็แทบจะตลอดเลยค่ะ มีแค่ช่วงเที่ยงที่เข้ามากินข้าวตอนเตยออกไปกินกับพี่ตั้มอะค่ะ” คนฟังพยักหน้าเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ค่อยเข้ามา
“พี่พร้อมไปเที่ยวสนุกไหม”
“ไม่ได้ไปเที่ยวหรอก พี่ไปหาแม่ แม่ไม่สบาย” พัทธนันท์ถามต่อ “แล้วพี่เดียร์เขามาบ้างไหม”
“มาวันหนึ่งค่ะ แค่มาเช็กลมยาง วันนั้นคนเยอะมากเตยลืมโทรบอกพี่พร้อมไปเลย”
“อ๋อ” เธอพยักหน้า “ปล่อยเรื่องนี้ไปได้แล้วเตย”
“หมายถึงว่าไม่ต้องโทรบอกพี่พร้อมแล้วอะเหรอคะ”
“อือ” ทุกอย่างให้มันจบเธอต้องเชื่อใจกันตรวี ต้องให้เกียรติเขาเพราะไม่รู้
เตยคิดไปไหนต่อไหนแล้ว “ขับรถผ่านเมื่อกี้อู่เหมือนจะเสร็จเร็วกว่าที่คิดนะ”
“เฮียเร่งงานช่างค่ะ” เตยบอกตามที่ได้ยินจากพี่ชาย “ช่วงนี้เฮียกลับมืดทุกวันค่ะ เดินเทียวดูสองงานเลย”
แพลนของกันตรวีคือจะทำบุญเลี้ยงพระที่อู่อาทิตย์หน้า เขาคงอยากให้เสร็จทันเวลา เธอรู้แค่ว่าเขาทุ่มไปเยอะแต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ เอาจริงๆ เธอก็ไม่ค่อยรู้อะไรเลยด้วยซ้ำว่าหน้าตาจะเป็นแบบไหน ออกแบบไว้อย่างไร หรือใช้เงินเท่าไหร่ เรื่องนอกบ้านกันตรวีเป็นคนจัดการ เธอจะดูภายในบ้าน โดยเขามีเงินเดือนให้ทุกเดือนไม่รวมค่าของกินของใช้
ไม่ใช่ว่าเธอไม่ถาม แต่ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้คิดได้ว่า ถามไปก็เท่านั้นถ้าเขาอยากบอกก็บอกเอง เพราะต่อให้เขาไม่อยากบอกถึงถามไปก็ไม่มีทางรู้
แต่อย่างน้อยมื้อเที่ยงเราก็ได้กินข้าวด้วยกัน
“กินเยอะๆ นะมัสมั่นเนื้อของชอบพี่” พัทธนันท์เอาใจตักให้เขาอยากให้สถานการณ์ระหว่างเราดีขึ้น “เค้าตื่นมาทำตั้งแต่ตีห้าเลยนะ เนื้อไม่เหนียวเลยแหละ”
กันตรวีตักกับข้าวภรรยาเข้าปากเงียบๆ มองหน้าพัทธนันท์ช่วงนี้แล้วมันเหนื่อยใจ เหนื่อยกับงานพอทนแต่เหนื่อยกับคนมันน่าปวดหัว คำสองคำก็ประชด ความเอาแต่ใจเจ้าตัวทำเอาเขารำคาญ จนหลายครั้งเขาก็ระอา
“ตอนเย็นมีนัดกับเพื่อนที่ร้านพล จะไปด้วยไหม”
“แล้วพี่จะให้พร้อมไปหรือเปล่า” ปกติกันตรวีไม่เคยถามแบบนี้ เขาจะเหน็บเธอไปไหนมาไหนด้วยเสมอ
“แล้วปกติเคยไม่พาไปหรือไง” กันตรวีใส่อารมณ์ขึ้นมาดื้อๆ
“ก็ปกติพี่ก็ไม่เคยถามแบบนี้” พัทธนันท์บอกตัวเองให้ใจเย็น ท่องไว้กับสามีทำงานเหนื่อยเขามีสิทธิ์อารมณ์ไม่ดี “ไปค่ะ แล้วต้องไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนไหมคะ”
“ไป พี่เลอะน้ำมันทุกวันต้องอาบน้ำ”
“ค่ะ”
ตอนเย็นพัทธนันท์แค่เปลี่ยนเสื้อผ้าเท่านั้นระหว่างมานั่งรอกันตรวีอาบน้ำ เธอคลิปแผ่นซีดีของงานแต่งใส่เครื่องเล่นแต่ครั้นจะกดเล่นวิดีโอกันตรวีก็ลงมาพอดี
“ดูอะไรอีก จะไปแล้ว”
“ปิดแล้วค่ะ”
พัทธนันท์รีบกดปิดโทรทัศน์พร้อมลุกขึ้นเดินตามหลังเขา เธอยิ้มที่กันตรวีใส่ชุดที่เธอเตรียมไว้ให้อย่างเช่นทุกครั้ง พอมาถึงเพื่อนเขาก็รอเกือบครบทุกคนแล้ว
“ไอ้กันต์มาแล้วว่ะ” ไกด์เรียกหัวโจกของกลุ่ม ที่กว่าจะมาได้เกือบสองทุ่ม
“มาช้าโทษที งานพึ่งเสร็จ”
“เออ เห็นว่ากำลังขยายกิจการ” พลางตบเก้าอี้ตัวข้างๆ ที่เว้นไว้ “มึงมานั่งนี่”
กลุ่มเพื่อนของกันตรวีเฮฮากันใหญ่ เขาเดินไปนั่งเก้าอี้ทันทีทิ้งให้พัทธนันท์ยืนเก้ออยู่เพียงลำพัง เธอทำตัวไม่ถูกยามอยู่กับคนเยอะๆ และเป็นพลพลที่เห็นแล้วเรียกพัทธนันท์ให้ไปนั่งด้วยกัน
“พร้อมมานั่งตรงนี้มา”
พัทธนันท์ฝืนยิ้มนั่งเก้าอี้ข้างๆ พลพล กันตรวีพอได้คุยกับเพื่อนก็ลืมภรรยาที่มาด้วยกัน เขาคุยออกอรรถรสเสียงดัง ในขณะที่พัทธนันท์นั่งเงียบในมุมของตัวเอง โชคดีคนตรงข้ามเป็นภรรยาของใครสักคนชวนเธอคุย
“อยากกินอะไรสั่งเลยนะพร้อม” พลพลไม่อยากให้เธอรู้สึกแย่ เขาเห็นที่เพื่อน
ตัวดีไม่สนใจ ไม่รู้มันทะเลาะอะไรกันนักหนา “กินส้มตำไหม ไอ้กันต์มันคุยอยู่ไม่สนใจหรอก”
“ค่ะพี่พล” บอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก “อันนี้เมนูใหม่เหรอคะ”
“ใช่ น้องสาวพี่ช่วยคิดเมนูใหม่” พลพลชี้เมนูหน้าใหม่ที่เพิ่มเข้ามา “ลองปะ ถือว่าช่วยกันชิม”
พัทธนันท์พยักหน้าพลางมองไปยังกันตรวีที่คุยกับเพื่อนอยู่ เป็นจังหวะที่เขายกแก้วดื่มอึกใหญ่ในมือถือแก้วตลอดเวลา น่าแปลกที่เธอมองเขาหลายนาทีแต่กันตรวีไม่ได้ชายตามองมาที่เธอเลยสักครั้ง
“ทะเลาะอะไรกัน” พลพลสังเกตเห็นทุกอย่าง
พัทธนันท์ละสายตาจากเขากลับมามองจานตัวเองที่ว่างเปล่าแล้วส่ายหัว “เปล่าค่ะ”
“แล้วไอ้กันต์มันเป็นอะไรของมัน”
“พี่กันต์เขาอารมณ์ไม่ดีมั้งคะช่วงนี้ ที่อู่งานเยอะ คงเหนื่อยๆ” เธอเองก็ไม่เข้าใจเลย รู้สึกช่วงนี้เธอทำอะไรก็ขวางหูขวางตาเขา เมื่อคืนที่นอนด้วยกันเขาหันหลังให้เธอด้วยซ้ำ คิดไปเองว่าเขาคงไม่พอใจที่หาว่าเธอประชด
“อารมณ์เหวี่ยงยิ่งกว่าผู้หญิงอีกไอ้นี่” พลพลงึมงำ “วันก่อนก็เห็นทะเลาะกับมัน พี่เตือนมันตลอดนะว่าลดความเป็นตัวเองลงหน่อย ไม่งั้นคนอยู่ด้วยเขาอึดอัด”