

บทที่ 2 คนที่เหนือกว่า
บทที่ 2 คนที่เหนือกว่า
ถ้อยคำหยาบคายหลุดออกมาจากปากของชายหนุ่ม พร้อมกับดึงกระดาษที่มีรูปของชายหนุ่มที่ถูกพูดถึงมาขยำ และปาใส่หน้าของนลินอย่างไม่ไยดี
คนอย่างขุนเขา ไม่ชอบผูกมัดกับใคร เขามีผู้หญิงเข้ามาหาไม่เคยขาด และเขายังผู้หญิงเลี้ยงไว้หลายคน โดยถ้าหากอีกฝ่ายอยากไปมีคนใหม่อีกเป็นร้อยเป็นพันคน เขาก็ไม่ได้เดือดร้อน เพราะบางทีเขาก็ละเลยเธอไปบ้างเพราะงานยุ่ง เพียงแต่ก่อนจะไปก็บอกให้รู้ก่อนว่าจะไป อย่าทำให้เขารู้เองว่ากำลังถูกทับรอยแบบนี้
และที่สำคัญหากโกหกขึ้นมาแล้วเขาจับได้ก็มีแต่จะซวยกับซวยเท่านั้น เพราะเขาไม่เคยให้โอกาสใครที่ละเมิดกฎไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน หรือผู้หญิง
“ขุนใจเย็น ๆ ก่อนนะ ลินอธิบายได้” นลินเมื่อรู้ว่าอีกฝ่ายรู้ความจริงแล้วก็ทำท่าจะขยับเข้าไปหา แต่ขุนเขายกมือห้ามไว้ ทำให้เธอต้องนั่งลงที่เดิมและพูดแก้ตัวออกมาอย่างร้อนรน
“ไม่ต้องอธิบายแล้ว แค่จำเอาไว้ก็พอว่าอย่าคิดจะมาโกหกผมอีก คนอย่างผม ก่อนจะถามอะไร มักจะรู้คำตอบอยู่แล้ว ถ้าคิดจะโกหก ก็ทำให้มันเนียนกว่านี้หน่อย แบบนี้ยังเด็กน้อยเกินไป พล...ฝากจัดการต่อด้วย”
ขุนเขาพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา และพอพูดกับหญิงสาวจบเขาก็ลุกขึ้นแล้วหันไปสั่งลูกน้องคนสนิทด้วยน้ำเสียงเฉียบขาดแล้วเดินจากไปอย่างไม่สนใจไยดีนลินที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่ที่ข้างหลัง
“ได้ครับนาย...” พลก็ขานรับคำสั่งทันที
ทันทีที่ขุนเขาเดินออกไปจากจุดปะทะคารม พลที่เพิ่งจะเดินกลับมาประจำที่ของตัวเองก็รีบทำตามคำสั่งใหม่ที่ได้รับมาอย่างรวดเร็ว...
อาจเป็นเพราะหน้าตาและฐานะที่ทำให้ขุนเขากลายเป็นหนุ่มเพลย์บอยที่คิดจะเขี่ยผู้หญิงที่ตัวเองไม่ถูกใจหรือทำผิดกฎของเขาออกไปจากชีวิตเมื่อไหร่ก็ได้ เลยทำให้เขาใช้เวลาในการตัดสินใจเพียงชั่วพริบตาเท่านั้น แม้ว่าจะมีความสัมพันธ์กับผู้หญิงคนนั้นมาสักระยะหนึ่งแล้วก็ตาม
ด้วยความที่วันนี้มีเรื่องให้จัดการมากมาย ขุนเขาจึงไม่อยู่เที่ยวต่อหรือเรียกใครมาบริการ แต่เขากลับมาที่เซฟเฮาส์และอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าและเตรียมเข้านอนเร็วกว่าปกติ
เมื่อวานจบวันได้ไม่ดีเท่าไหร่นัก เช้าวันใหม่ก็มาเยือนอีกครั้ง ขุนเขาไม่ได้เป็นเพียงเจ้าของกิจการสถานบันเทิงชื่อดังแต่เขายังเป็นเจ้าของร้านอาหารสไตล์อเมริกันชื่อดังอีกด้วย ส่งผลให้ตารางงานของเขาแน่นเอี๊ยดตลอดทั้งวัน
“วันนี้กูต้องทำอะไรบ้าง?” ขุนเขาถามลูกน้องขึ้นในตอนที่เขาออกมานั่งจิบกาแฟอยู่ที่โซฟา
“สำหรับวันนี้ ช่วงเช้านายมีนัดเข้าไปคุยเรื่องหุ้นกับคุณภพที่ร้านอาหารครับ เสร็จก็จะมีคุยเรื่องรายละเอียดการนำเข้าเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากต่างประเทศกับคู่ค้ารายใหญ่ของเราด้วยครับ” พลรายงานอย่างคล่องแคล่วเพราะเขามีหน้าที่เป็นเลขาของขุนเขาด้วย
“แล้วช่วงบ่ายล่ะ” ขุนเขาถามขึ้นอีกครั้ง
“ช่วงบ่ายมีลูกค้ารายใหญ่จากต่างประเทศขอนัดพบเพราะสนใจที่จะขายวัตถุดิบชั้นดีให้กับร้านอาหารของเราครับ ผมลองคุยรายละเอียดมาคร่าวๆ แล้ว ถือว่าน่าสนใจครับนาย แต่ผมยังไม่ได้รับนัดเพราะจะต้องรอคำสั่งจากนายก่อนครับ แล้ว...” พลรายงานไปตามปกติ และจังหวะที่เขากำลังจะพูดต่อนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นจากโทรศัพท์เครื่องหรูของเจ้านายหนึ่ง และเป็นเสียงที่ทำให้ทั้งเขาและเจ้านายถึงกับสบสายตากัน เพราะเสียงเรียกเข้านี้ตั้งไว้สำหรับคนสำคัญโดยเฉพาะ
ครืด! ครืด!
“แป๊บหนึ่งนะ กูรับโทรศัพท์ก่อน” ขุนเขาเหลือบตามองโทรศัพท์แล้วพูดขึ้น
“ครับนาย” พลที่รู้หน้าที่ดีก็เดินเลี่ยงออกไปอีกทาง
ขุนเขาเห็นลูกน้องเดินเลี่ยงออกมาอีกทาง เขาก็เพื่อคุยโทรศัพท์กับผู้เป็นแม่
“ว่าไงครับแม่” ขุนเขาถามออกไปเสียงอ่อนลงกว่าปกติเล็กน้อยแต่ก็ยังคงความเคร่งขรึมอยู่
[ขุน วันนี้ช่วงบ่ายว่างหรือเปล่าลูก พอดีแม่มีนัดทานข้าวกับเพื่อนน่ะ แล้วขุนก็ต้องไปกับแม่ด้วย] เสียงปลายสายตอบกลับมา และน้ำเสียงความอ่อนหวานอยู่มาก
“ผมไม่ว่างครับแม่ วันนี้คิวงานผมแน่นมาก คงหาเวลาว่างไปด้วยไม่ได้ ขอโทษด้วยนะครับ” ขุนเขาลอบถอนหายใจออกมาแล้วเมื่อรู้จุดประสงค์ที่แม่โทรมาหาเขาแต่เช้าแล้วเขาเลือกที่จะปฏิเสธคำเชิญชวนของผู้เป็นแม่ไปด้วยความรำคาญใจ
[ไม่ว่างไม่ได้ เพราะเรามีเรื่องสำคัญเกี่ยวกับลูกที่จะต้องพูดคุยกัน ขาดเจ้าของเรื่องไปก็คงจะดูไม่ดีนะลูก มาเถอะ ถือว่าแม่ขอร้องก็ได้]
น้ำเสียงของแม่ที่โดนปฏิเสธในตอนแรกแข็งขึ้นมาเล็กน้อย แต่พอนึกขึ้นได้ว่าไม่มีใครบังคับลูกชายได้จึงใช้น้ำเสียงในเชิงขอร้องแทนในช่วงหลัง
“แล้วทำไมแม่ถึงไม่บอกผมล่วงหน้าก่อนล่ะครับ ผมจะได้ให้พลจัดเวลางานเอาไว้ให้” เมื่อขุนเขาได้ยินอย่างนั้นก็ถามกลับไปอย่างอ่อนใจ
[เอาน่า ธุรกิจของลูกมันจะอะไรกันนัก ถ้าไม่ไปทำงานแค่ครึ่งวันแล้วมันจะเจ๊ง ก็ยุบให้หมดเลยดีไหม แล้วมาสานต่อธุรกิจของพ่อไม่ดีกว่าเหรอลูก พ่อแก่แล้วนะ ไม่มีใครช่วยทำงานเลย ลูกไม่สงสารพ่อเหรอ ขุนเขาลูก...]
เธอพยายามเกลี้ยกล่อมลูกชายให้กลับมาช่วยกิจการที่บ้านหลายครั้งแล้วแต่ไม่เคยได้ผลสักที แต่เธอก็จะถือคติ กล่อมแล้ว กล่อมอยู่ และจะกล่อมต่อไป...เอ๊ะ คุ้น ๆ ไหม
“โอเคครับ โอเค เดี๋ยวผมไปก็ได้ เจอกันตอนบ่ายครับ”
ขุนเขารีบตอบตกลงทันที เมื่อดูท่าว่าครั้งนี้หากเขาไม่ยอมไปตามนัด แม่คงพูดไม่หยุดจนกว่าเขาจะตอบตกลงหรือบางทีแม่อาจจะมาหาเขาที่ร้านอาหารหรือที่ผับเลยก็ได้ และถ้าเป็นอย่างนั้นเขาก็คงไม่ได้ทำงานแน่ๆ
[ก็แค่นั้นแหละ เจอกันตอนบ่ายนะลูก แม่รอ]
เสียงสดใสตามมาทันทีที่ได้รับคำตอบที่พอใจจากลูกชาย
“ครับแม่” ขุนเขาตอบกลับไป จากนั้นก็รอแม่กดวางสายไปก่อน จึงวางโทรศัพท์ไว้บนโต๊ะ และอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาอีกครั้งด้วยความหนักใจ
หากจะพูดถึงเรื่องการสานต่อธุรกิจสีเทาของเจ้าพ่อมาเฟียผู้เป็นพ่อ ขุนเขาก็มักจะตัดปัญหาด้วยการเปลี่ยนเรื่องทุกที ด้วยความที่งานของพ่ออันตราย และหลายๆ อย่างไม่ตรงกันกับสไตล์การทำงานของเขา เขาทำให้เลือกที่จะแยกออกมาทำธุรกิจเป็นของตัวเอง ทั้งยังไม่คิดที่จะสานต่อธุรกิจของพ่อเลยอีกด้วย
“พล ช่วงบ่ายกูไม่ว่าง เคลียร์คิวให้ทีนะ” ขุนเขาหันไปสั่งลูกน้องที่เดินกลับมาหลังจากเห็นเขาวางสายไปแล้ว
“เอ่อ แต่ลูกค้าต่างประเทศ...” พลพูดขึ้นยังไม่จบ ก็ต้องหุบปากลงเมื่อขุนเขาพูดแทรกขึ้นมา ด้วยคำพูดที่ทำให้พลหนาวสะท้านทันที
“มึงอยากให้พ่อกับแม่กูมาเคลียร์แทนไหมล่ะ?”
“งั้นไม่เป็นไรดีกว่าครับ เดี๋ยวผมจัดการให้เองครับนาย” พลเอ่ยตอบพร้อมกับก้มหัวลงซ้ำ ๆ อยู่หลายต่อหลายครั้งจนนับได้ไม่ถ้วน แล้วรีบเดินออกไปทันที
อำนาจของคุณหญิงกับคุณท่านไม่มีใครกล้าลองดีอย่างแน่นอน...
