๕ ยิ่งใกล้กันยิ่งหวั่นไหว
๕
ยิ่งใกล้กันยิ่งหวั่นไหว
“ถึงแล้ว” เสียงของภีรวัจน์ปลุกให้วราลีตื่นจากภวังค์
“ขอบคุณค่ะ” เธอผลักประตูรถให้เปิดออกแต่ก็เหมือนคราวที่แล้วคือเขาล็อกประตูเอาไว้
“เปิดประตูสิคะไหมจะลง” หญิงสาวหันไปบอกเขา
“กลัวใครเขาจะเข้าใจผิดนักหนาเหรอถึงต้องรีบลนลานขนาดนั้น”
“คนชอบหาเรื่อง” เธอบ่นพึมพำเบาๆ
“ว่าอะไรนะ”
“พี่เคนกำลังหาเรื่องไหม”
“อย่างงั้นเหรอ”
“สาวๆ ไม่สนใจหรือไงถึงได้พาลหาเรื่องไหม”
“พูดเหมือนหึง” เขาหันมาทางเธอพร้อมกับมองหน้าเธอนิ่งๆ
“โมเม หลงตัวเอง”
“หรือไม่จริง”
“ไม่จริง” เธอรีบปฏิเสธ
“ไม่คิดจะหึงผมเลยเหรอ” เขาถาม
“ไหมไม่บ้าขนาดนั้นหรอก”
“ปากแข็ง”
“ไหมไม่อยากเถียงด้วยแล้ว ไหมไปนะ ขอบคุณที่มาส่ง” มือบางเตรียมผลักประตู
“ผมขอเปลี่ยนจากคำขอบคุณเป็นอย่างอื่นได้ไหม”
“อะไรคะ” เธอเอียงคอถามเขาอย่างสงสัย
เขาไม่ตอบแต่เอื้อมมือมาจับมือของเธอไว้พร้อมกับยกมันขึ้นจูบ วราลีถึงกับหมดแรงเพราะรู้สึกเหมือนกับมีกระแสไฟแรงสูงแล่นผ่านริมฝีปากของเขามายังมือของเธอ แล้ววิ่งชนหัวใจอย่างจังจนหัวใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะ
ภีรวัจน์มองหน้าที่แดงเป็นลูกตำลึงของเธออย่างแทบจะอดใจไม่อยู่ เขาถอนลมหายใจออกมาน้อยๆ เพื่อระงับความปรารถนาของตัวเองที่กำลังเริ่มพลุ่งพล่าน
“ฝันดีนะ” เขาบอกอยู่ใกล้ๆ หู ในขณะที่เธอยังคงนั่งนิ่งเพราะยังไม่หายจากอาการตกตะลึง
“สาวน้อยถ้าคุณยังไม่ขยับภายในหนึ่งนาทีผมจูบคุณแน่”
เสียงของเขาทำให้วราลีได้สติ เธอรีบผลักอกเขาออกก่อนจะรีบเปิดประตูรถและเดินเข้าบ้านไปโดยไม่ได้หันกลับมามองเขาอีกเลย
ภีรวัจน์มองตามจนเธอเข้าบ้านเสร็จ เขายิ้มน้อยๆ กับตัวเองและรู้สึกอารมณ์ดีอย่างประหลาดเหมือนเช่นทุกครั้งที่ได้ใกล้ชิดกับยัยเชย
ภวินท์ต้องกลับมาสอนพิเศษให้แก่ภีรดาในวันหยุดอีกครั้ง นับตั้งแต่ครั้งแรกที่เขามาที่นี่แล้วเกิดเรื่องคราวนั้นดูเหมือนภีรดาจะวางตัวห่างเหินเขามากขึ้นและเงียบลงไปกว่าเดิมแต่สิ่งที่มากขึ้นคือการดื้อดึงและเอาแต่ใจของภีรดาเธอจะรวนเขาทุกครั้งที่มีโอกาส
วันนี้ก็เช่นกันเขาสอนเธออยู่ดีๆ เธอก็ออกอาการ
“นี่นาย” ภีรดาเรียกเขาเมื่อเห็นเขากำลังตั้งหน้าตั้งตาสอนเธอ ภวินท์หยุดสอนแล้วมองเธอนิ่งๆ
“ฉันเป็นเหน็บมานวดให้หน่อยสิ”
ภวินท์รู้ว่าภีรดาจงใจแกล้งเขา เขาถอนหายใจยาวๆ หนึ่งครั้งก่อนขยับตัวลงไปนั่งกับพื้นและจับขาเรียวยาวของเธอไว้ก่อนจะกดคลึงไปตามเรียวขานั้น
เธอแอบยิ้มอย่างสมใจที่ทำให้คนจอมหยิ่งอย่างเขาคุกเข่าต่อหน้าเธอได้ แต่เมื่อถูกเขาสัมผัสได้เพียงไม่ถึงเสี้ยวนาทีอะไรบางอย่างในตัวเธอก็เริ่มผิดปกติ จากที่ตอนแรกที่เธอแค่คิดอยากจะแกล้งเขา แต่สัมผัสที่นุ่มนวลนั้นกลับชวนให้ขนลุกเกรียวเพราะมันมีความวาบหวิวที่เกิดขึ้นตามมา
กระแสไฟอ่อนๆ วิ่งพล่านไปทั่วร่างของภีรดาเพียงแค่ถูกปลายนิ้วเขาสัมผัส และมันยิ่งวิ่งพล่านมากขึ้นยามที่มือของเขาบีบเค้นและกดลงบนเรียวขาและฝ่าเท้าของเธอ
หญิงสาวกัดริมฝีปากเอาไว้แน่นเพื่อที่จะไม่ให้เสียงครางของตัวเองหลุดลอดผ่านริมฝีปากออกมา
ภวินท์เงยหน้าขึ้นมองคุณหนูขี้วีน เห็นหน้าของเธอแดงก่ำ เขานึกขำในใจโดนเขาจับต้องแค่นี้ยังหน้าแดงแล้วยังจะมาทำเก่งอวดดีอีก
ภวินท์จงใจให้สัมผัสของเขาปลุกเร้าไฟในตัวเธอให้ลุกโชนขึ้นมา เขาอยากสั่งสอนให้เธอรู้ว่าอย่าริเล่นกับไฟเพราะสุดท้ายไฟนั้นมันจะกลับไปเผาผลาญตัวเธอเอง
ภีรดาแทบจะทนไม่ไหวกับการปลุกเร้าอย่างจงใจของเขา เธอเกือบจะหลุดเสียงครางออกมาหลายครั้ง ตัวเธอเริ่มสั่นเทาจากการสะกดความต้องการไม่ให้มันพุ่งทะยานออกมาภายนอกให้เขาเห็น
“พอ พอแล้ว” เสียงของภีรดาสั่นอย่างควบคุมไม่ได้
“หายแล้วเหรอ”
“หายแล้ว” หน้าเธอแดงก่ำแต่พยามยามควบคุมเสียงให้เป็นปกติ
“หึ หึ” ภวินท์หัวเราะอย่างเย้ยหยัน ยิ่งทำให้ภีรดาแทบอยากจะกรี๊ดที่ดูเหมือนว่าเขาจะรู้ว่าเธอรู้สึกอย่างไร
“นายหัวเราะอะไร” เธอยังทำเสียงดัง
“เปล่า” เขาตอบสั้นๆ
ภีรดายิ่งขัดใจและไม่พอใจมากยิ่งขึ้นที่ถูกเขาหัวเราะเยาะแบบนั้น
“นี่นาย!” ความโมโหทำให้ภีรดากระชากคอเสื้อเขาให้ลุกขึ้นในทันที โดยที่ภวินท์ไม่ได้ตั้งตัวจึงล้มลงไปทาบทับร่างของเธอไว้บนโซฟาตัวยาว ริมฝีปากของเธอกับเขาอยู่ห่างกันไม่ถึงคืบ
ภีรดาตัวแข็งทื่อเพราะไม่คิดว่าสถานการณ์จะเป็นแบบนี้ หัวใจของเธอเต้นแรงไม่เป็นส่ำจนกลัวเขาจะได้ยิน เธอมองใบหน้าที่เคยเย็นชาของเขาอย่างเผลอไผล ริมฝีปากเผยอน้อยๆ อย่างลืมตัว
ในขณะที่ภวินท์นึกก่นด่าตัวเองอยู่ในใจที่ตอนนี้ดูเหมือนเขาใกล้จะตบะแตกเพราะยัยคุณหนูขี้วีนนี้ไปซะแล้ว
“พี่ไก่” เธอเรียกเขาอย่างนุ่มนวล จนภวินท์คิดว่าเขาหูฝาด
เขาค่อยๆ กดริมฝีปากลงบนริมฝีปากเย้ายวน ภีรดาตัวชาไปทั้งร่างกับกระแสไฟที่วิ่งตรงไปที่หัวใจของเธออย่างรุนแรงเมื่อถูกริมฝีปากของเขาแตะลงบนริมฝีปากของเธอเป็นครั้งแรก
ริมฝีปากของเขาค่อยๆ แตะลงบนริมฝีปากบนและล่างของเธอสลับกันเบาๆ ก่อนจะค่อยเพิ่มความร้อนแรงขึ้นเมื่อภีรดาจูบตอบเขาอย่างไร้เดียงสา
ความวาบหวามก่อตัวขึ้นในช่องท้องของภีรดาอย่างรุนแรง จูบของเขาแรงเหมือนพายุบุแคมที่กำลังจะพัดพาเธอไปตกที่แห่งหนใดก็ไม่อาจทราบได้ ลมหายใจของเธอถูกเขาสูบเอาไว้จนภีรดาแทบจะสำลักและต้องขาดอากาศหายใจในตอนนั้นถ้าเขาไม่ถอนริมฝีปากออก
ภวินท์ถอนลมหายใจยาวๆ ก่อนดึงร่างบางของเธอให้ลุกขึ้นตามเขา หน้าใสๆ ของเธอตอนนี้แดงก่ำด้วยแรงพิศวาสที่ก่อตัวขึ้นในขณะที่ผมของเธอยุ่งเหยิงน้อยๆ แต่เป็นภาพที่ช่างเซ็กซี่และเย้ายวนอารมณ์เป็นที่สุด ภวินท์แทบจะคลั่งกับภาพความเย้ายวนนั้น
“ผมขอโทษ” เขาพูดประโยคนั้น ก่อนจะเดินออกไปอย่างหงุดหงิดตัวเองในขณะที่ภีรดายังไม่ตื่นจากภวังค์
ภีรดายกมือขึ้นแตะริมฝีปากตัวเอง และรู้สึกว่ามันบวมขึ้นเล็กน้อยเพราะปากของเขาเมื่อสักครู่นี้ เธอไม่ได้ฝันไปภีรดาบอกตัวเองก่อนจะยิ้มอย่างเขินอาย
จูบแรกของเขากับเธอมันช่างไม่มีความนุ่มนวลอ่อนหวานสักนิดแต่มันกลับร้อนแรงและเรียกร้องจนภีรดาแทบจะหยุดตัวเองไม่ได้หากเขาไม่หยุดก่อนในตอนนั้น ผู้ชายเย็นชาอย่างเขาจูบได้ร้อนแรงขนาดนี้เลยเหรอ ภีรดายิ้มแทบไม่หุบกับสิ่งที่เพิ่งจะเกิดขึ้นกับเธอ
เช้านี้เป็นเช้าวันจันทร์วราลีมาถึงโรงเรียนแต่เช้าก่อนที่ภีรดาจะมาถึง เธอก้าวลงจากรถและเดินเข้าไปหาวราลีก่อนจะยิ้มให้โดยที่ดวงตาของเธอเปล่งประกายอย่างประหลาดจนวราลีสังเกตได้
“วันนี้ดูพิมอารมณ์ดีเป็นพิเศษเลยนะ” วราลีทัก
“ก็ได้หยุดสองวันนี่จ๊ะ” ภีรดาพูดแก้เก้อ
“เมื่อวานพี่ไก่ไปสอนเป็นไงบ้าง”
คำว่า ‘พี่ไก่’ ทำเอาภีรดาหน้าแดงขึ้นมาทันทีเมื่อนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อวานนี้
“เอ่อ ก็ดีจ้ะ”
“ค่อยยังชั่วหน่อยไหมกลัวพี่ไก่จะดุพิม”
“วันศุกร์ไหมไปค้างกับพิมนะ คุณพ่อคุณแม่ไม่อยู่พิมไม่มีเพื่อน” ภีรดาเอ่ยชวน
“เอ่อ” วราลีพูดอย่างลำบากใจ
“ไม่ต้องห่วงหรอกน่า พี่เคนก็ไม่อยู่ รายนั้นก็ไปต่างจังหวัดกับเพื่อนเหมือนกัน” ภีรดารีบบอกเพราะรู้ถึงสาเหตุของความลำบากใจของวราลี
“งั้นก็ได้จ้ะ”
ภีรดาโทรไปขออนุญาตพ่อแม่ของวราลีเพื่อให้วราลีไปค้างด้วยในคืนวันศุกร์ เธอเตรียมเสื้อผ้ามาตั้งแต่เช้า และตอนเย็นหลังเลิกเรียนคนขับรถที่บ้านของภีรดาก็ขับรถมารับ
บ้านของภีรดาเงียบไปถนัดตาเมื่อพ่อแม่และพี่ชายของเธอไม่อยู่ หลังจากทานข้าวเย็นเสร็จแล้ว ทั้งภีรดาและวราลีก็เข้าห้องนอน โดยวราลีทบทวนหนังสือให้กับภีรดาก่อนนอน
วราลีตื่นมากลางดึกเพราะเธอรู้สึกกระหายน้ำ เธอจึงเดินลงมาข้างล่างและเข้าห้องครัวเพื่อเอาน้ำในตู้เย็นออกมาดื่ม หลังจากดื่มเสร็จแล้วเธอก็เดินออกจากห้องครัวเพื่อกลับขึ้นไปยังชั้นสองที่เป็นห้องนอนของภีรดา
ในขณะที่เธอกำลังจะเดินจะขึ้นชั้นสองท่ามกลางความมืดของบรรยากาศในตอนกลางคืนเพราะเธอไม่ได้เปิดไฟ วราลีตกใจจนแทบจะร้องกรี๊ดเมื่ออยู่ๆ ก็มีใครสักคนดึงเธอเข้าไปกอดจากทางด้านหลัง
“ผมเอง” เสียงคุ้นหูของใครบางคนกระซิบบอกในขณะที่สองแขนของเขาโอบเอวเธอไว้แน่น
“ปล่อยนะ” หญิงสาวพยายามจะดิ้นรนเพื่อให้พ้นจากวงแขนแข็งแกร่งของเขา
“ไม่ปล่อยหรอก อยากกอดมานานแล้ว” เขาบอกหน้าตาเฉย
“นี่ ไหนพิมบอกว่าพี่เคนไปต่างจังหวัดกับเพื่อนไง”
“ก็บอกพิมไว้อย่างนั้น แต่เปลี่ยนใจ”
“ปล่อยไหมนะ” เธอประท้วงเขาอีกรอบ
“อย่าเสียงดังไปสิ อยากให้ยัยพิมลงมาเห็นหรือไง”
“เห็นก็ดี พิมจะได้รู้ว่าพี่ชายของตัวเองหื่นขนาดไหน”
“หึ หึ” เขาหัวเราะกับคำพูดที่วราลีช่างสรรหามาต่อว่าเขา
“อยู่นิ่งๆ สักพักน่า ไม่ทำอะไรหรอก” เขาบอกก่อนจะดึงเธอเข้าไปใกล้มากขึ้นและกระชับวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิม
ความอบอุ่นจากวงแขนของเขาทำให้วราลีเหมือนถูกมนตร์สะกดให้อยู่นิ่งๆ ตามคำขอร้องของเขา
“ปล่อยได้แล้วค่ะไหมจะไปนอน” เธอบอกเมื่อผ่านไปสักพัก
“ยังไม่อยากปล่อย”
“พี่เคนเอาเปรียบไหมนานแล้วนะคะ” วราลีเริ่มโวยวาย
“ยัยเชยอย่างไหมก็ตัวนิ่มใช้ได้นี่” เขาพูดอย่างสบายใจ
“คงสู้สาวๆ ของพี่ไม่ได้หรอกค่ะ”
“งอนหรือหึง” เสียงทุ้มๆ ของเขาดังอยู่ใกล้ๆ หู
“ไม่ได้งอนและไม่ได้หึงค่ะ ปล่อยสิคะ” วราลีดิ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขายอมปล่อยแต่โดยดี เธอขยับออกห่างเขาทันที
“หึ หึ” เขาหัวเราะกับท่าทางตื่นๆ ของเธอ วราลีหน้าแดงซ่านท่ามกลางความมืด
“คนบ้า” เธอกระแทกเสียงใส่เขาก่อนจะรีบเดินแกมวิ่งขึ้นบันไดไปอย่างรวดเร็ว
ภีรวัจน์มองตาม พลางถอนหายใจพร้อมกับยิ้มน้อยๆ เมื่อกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ได้จากตัวเธอยังติดตัวเขาอยู่ ใครจะรู้ว่าเขาโหยหายัยเชยนั่นแค่ไหน เธอเข้ามามีอิทธิพลกับเขาตั้งแต่เมื่อไหร่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
แต่ตั้งแต่ครั้งแรกที่เขาได้ลิ้มรสความหอมหวานจากริมฝีปากของเธอมันก็ตราตรึงอยู่ในใจเขาเรื่อยมาจนสลัดไม่ออก
วราลีเป็นเพื่อนของน้องสาวที่ไม่เหมือนผู้หญิงคนไหน เธอออกจะเงียบๆ ไม่สนใคร ไม่เรียกร้องความสนใจเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ ที่เขาเคยพบและที่สำคัญยัยเชยนั่นชอบมองเขาแบบตำหนิและเชิดใส่ด้วย
เขาดึงเธอเข้ามากอดและจูบเธอทันทีที่มีโอกาสได้อยู่กับเธอตามลำพังครั้งแรก ถึงแม้จะรู้ว่าเธอยังเด็กแต่ความหวานจากริมฝีปากเรียวสวยของเธอที่เขาได้ลิ้มรสก็ทำให้เขาโหยหาและทุรนทุรายอยากจะได้ลิ้มลองมันอีกราวกับยาเสพติด แต่อีกฝ่ายกลับเอาแต่หนีหน้าและตั้งป้อมเกลียดเขา มิหนำซ้ำยังมีนายภวินท์คอยตามรับตามส่งจนเขาเข้าใกล้ไม่ได้ และภีรวัจน์รู้สึกร้อนรุ่มจนแทบจะทนไม่ได้ทุกครั้งที่เห็นผู้ชายคนอื่นเข้ามาสนิทสนมกับยัยเชยนั่น