

บทที่ 2
วันมงคลแบบนี้ แต่คนที่เป็นแม่สื่อกลับร้องตะโกนดังลั่นกลางถนนว่าแย่แล้ว? เห็นได้ชัดเลยว่าจงใจ
หานหยุนซีอยากเปิดผ้าม่านถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น พอครุ่นคิดดู ในฐานะที่เป็นเจ้าสาวโผล่หน้าออกไปกลางถนนโดยไม่สนใจกาลเทศะเช่นนี้ จะไม่ถูกน้ำลายของคนสมัยโบราณทุก ๆ คนกลบจนมิดหรือ?
จึงได้แต่ปล่อยผ่านไป ฟังไปอย่างเงียบเชียบ ฟังจากความเคลื่อนไหวด้านนอก เห็นได้ชัดเลยว่ามีผู้คนมุงดูอยู่ไม่น้อย
“โธ่เอ๊ย ผิดทางแล้ว พวกเรามาผิดทางแล้ว ปากทางเมื่อกี้จะต้องเลี้ยวขวาถึงจะถูก แต่พวกเราเลี้ยวซ้ายมา!” น้ำเสียงของแม่สื่อ แทบจะร้องห่มร้องไห้แล้ว
“ข้าก็นึกว่าเรื่องใหญ่อะไร ถนนเส้นนี้ก็ไปจวนอ๋องฉินได้”
“ใช่ ใช่ แม่สื่อหวังเจ้านี่แก่จนเลอะเลือนไปแล้วใช่ไหม วันมงคลแบบนี้กลับมาพูดจาร้าย ๆ อะไร เมื่อกี้เจ้าเป็นคนชี้ทางให้เลี้ยวซ้ายเองไม่ใช่หรือ?”
……
คนหามเกี้ยวพากันพูดขึ้นมา แม่สื่อหวังกลับกระทืบเท้าติด ๆ กัน “ข้าแก่จนเลอะเลือนไปแล้วจริง ๆ! แย่แล้ว! จากทางนี้ไป อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลาหนึ่งชั่วยาม เจ้าสาวจะต้องพลาดฤกษ์งามยามดีไปแน่เลย! ”
คำพูดนี้ ทำให้เหตุการณ์เงียบสงัดไปทันที
เรื่องฤกษ์งามยามดี อย่าว่าแต่ยุคโบราณเลย แม้แต่ยุคปัจจุบันก็ยังมีคนมากมายที่ให้ความสำคัญ
ผ่านไปครู่หนึ่ง คนหามเกี้ยวคนหนึ่งก็ถามอย่างขี้ขลาดขึ้นว่า “งั้น……จะย้อนกลับไปเลี้ยวขวาหรือ?”
“พูดอะไรกัน?” แม่สื่อกระทืบเท้าขึ้นมาอย่างแรง แป้งหนาเตอะบนหน้าแตกออกเพราะความโมโห “เจ้าสาวห้ามหันหลังกลับ ยิ่งไม่อาจเดินย้อนกลับไปทางเดิม นี่เจ้าจะแช่งให้เจ้าสาวถูกหย่ากลับบ้านหรือ?”
คำพูดนี้ ทำให้คนหามเกี้ยวหมดคำพูดไปเลย
หานหยุนซีมองตาขาวอยู่ในเกี้ยวไปไม่หยุด เห็นได้ชัดเลยว่าแม่สื่อคนนี้ตั้งใจทำให้นางไปสาย จวนอ๋องฉินไม่มีญาติมารับเจ้าสาว เจ้าบ่าวก็ไม่มา ส่งแต่แม่สื่อคนนี้มา
นี่ยังไม่ทันได้แต่งเข้าบ้าน ก็เริ่มข่มขู่นางแล้ว พลาดฤกษ์งามยามดีไป วันหลังถ้าจวนอ๋องฉินเกิดเรื่องอัปมงคลอะไรขึ้นมา ก็ต้องผลักภาระมาที่ตัวนางแน่นอน?
หานหยุนซีแทบอยากจะลงจากเกี้ยวไปบอกว่าไม่แต่งแล้ว และสลัดเจ้าบ่าวทิ้งกลางถนนไปเลย แต่ว่า นางเข้าใจสถานะของตัวเองดี บ้านแม่มีเสือ บ้านสามีมีจระเข้ ในฐานะที่เป็นหญิงอัปลักษณ์ไร้ความสามารถของตระกูลหาน นางจะทำไปเรื่อยไม่ได้
ได้แต่เดินก้าวหนึ่งดูไปก้าวหนึ่ง อย่างน้อยก็เป็นงานแต่งพระราชทานจากไทเฮา ฮ่องเต้ประกาศราชโองการมา นางจะรอดูซิว่าจวนอ๋องฉินจะทำอะไรนางบ้าง?
แม่สื่อกับคนหามเกี้ยวปรึกษากันอยู่นาน สุดท้ายก็ได้แต่เดินทางต่อไป คนหามเกี้ยวสี่คนวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต จนทำให้หานหยุนซีถูกเขย่าแทบแย่
แต่ว่า สุดท้ายก็พลาดฤกษ์งามยามดีไปอยู่ดี แถมยังสายไปครึ่งชั่วยามเต็ม ๆ
ประตูใหญ่โอ่อ่าที่สูงหนึ่งจ้านของจวนอ๋องฉินปิดไว้อย่างแน่นหนา แม้แต่ประตูเล็กด้านข้างก็ปิดทั้งหมด หน้าประตูเต็มไปด้วยชาวบ้านในเมืองหลวง เริ่มซุบซิบนินทากันไปตั้งนานแล้ว
“ได้ยินมาว่าหานหยุนซีหน้าตาอัปลักษณ์มาก อ๋องฉินถึงไม่ยอมโผล่หน้าออกมาเลย”
“เหอะเหอะ สาวงามที่หนึ่งในหล้ายังอยากแต่งเข้าจวนอ๋องฉินเลย หานหยุนซีถือเป็นตัวอะไรกัน? ข้าว่าถึงได้แต่งเข้าไปแล้ว ก็คงต้องใช้ชีวิตเฝ้าห้องนอนเปล่าแน่นอน”
“อย่าพูดเลย คนเขาหน้าใหญ่มากเลยนะ มาสายตั้งครึ่งชั่วยาม โธ่เอ๊ย ให้ข้ารอจนเมื่อยขาเลย!”
……
ถ้าเป็นหานหยุนซีในอดีตคนนั้นได้ยินคำพูดพวกนี้เข้า คงจะร้องไห้ตายแน่? แต่น่าเสียดาย ตอนนี้หานหยุนซีไม่ใช่คนที่ขี้ขลาดในอดีต ไม่ใช่ตัวน่าสงสารที่เอาแต่โทษตัวเองคนนั้นแล้ว
นางไม่สะทกสะท้าน เกาตุ่มบนใบหน้าไปด้วย แล้วก็จ้องมองผ่านช่องว่างตรงหน้าต่างออกไป ก็เห็นแค่ประตูของจวนอ๋องฉินว่างเปล่า ไม่มีการประดับประดาอุปกรณ์มงคลใด ๆ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเกี้ยวเจ้าสาวมาถึงหน้าประตู ก็คงไม่มีใครรู้ว่าบ้านนี้มีงานแต่งในวันนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยสถานที่ที่เงียบเหงากำลังบอกกับหานหยุนซีว่า นางไม่เป็นที่ต้อนรับ มาส่งถึงหน้าประตูแล้วคนเขาก็ยังไม่อยากได้
แม่สื่อหวังกำลังเคาะประตู ก็กล้าใช้แรงมากแค่เคาะเบา ๆ ผ่านไปครู่หนึ่ง ประตูใหญ่ไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ประตูเล็กด้านข้างกลับเปิดออก มีบ่าวเฝ้าประตูชราคนหนึ่งยืนอยู่ด้านในประตู และไม่ได้คิดที่จะเดินออกมา
แม่สื่อหวังรีบวิ่งไปหา มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่การงานเป็นอย่างมาก ยิ้มหน้าระรื่นดูเป็นมงคลมาก “เจ้าสาวมาถึงแล้ว! เจ้าสาวมาถึงแล้ว!”
แต่ใครจะไปรู้ บ่าวชราคนนั้นเหล่มองเกี้ยวเจ้าสาวอย่างดูถูกแวบหนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า “ไท่เฟยมีคำสั่ง เลยฤกษ์งามยามดีไปแล้ว ให้พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่!”
พูดแล้ว ก็“ผลั๊ว”คำหนึ่งปิดประตูไปเลย
