บทที่ 13 เธอเป็นแม่ของเจียวจวิ้นเจี๋ยหรือไง?
ซูเนี่ยนเวยได้ยินดังนั้น ดวงตาก็พลันเผยแววอันตรายแวบหนึ่ง
เธอตอบกลับอีเมลอย่างไม่รีบร้อน จากนั้นก็เงยหน้าขึ้น “ฉันทำอะไร หนักหัวเธอหรือไง?”
“แล้วเธอเป็นใคร? แม่ของเจียวจวิ้นเจี๋ยหรือไง? กังวลเรื่องใหญ่ของบ้านเมือง ยังมีเวลาว่างมาสนใจเรื่องส่วนตัวของเขาด้วยงั้นเหรอ?”
แววตาที่เหยียดหยามนั่น ประหนึ่งว่าเจิ้งอิงก็คือขี้หนูก้อนหนึ่ง มองแวบหนึ่งแล้วไม่เพียงแค่รู้สึกโชคร้าย ซ้ำยังน่าขยะแขยงอีกด้วย
เจิ้งอิงอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็โมโหจนแทบคลุ้มคลั่ง “ซูเนี่ยนเวย เธอไม่มียางอายขนาดนี้ สักวันเวรกรรมจะตามสนองแน่ ๆ”
“กรรมตามสนอง? เหอะ!”
สายตาพลันมองไปที่ซูเสวี่ยอวิ่น ก่อนจะยิ้มเอ่ยว่า “กรรมก็ต้องตามสนองอยู่แล้ว แต่จะสนองใครนั้นก็ไม่รู้แล้ว”
ซูเสวี่ยอวิ่นใจกระตุกวูบหนึ่ง แล้วฝืนฉีกยิ้มเอ่ยอย่างน่าสงสารว่า “พี่คะ พี่เข้าใจหนูกับพี่จวิ้นเจี๋ยผิดแล้วจริงๆ เขาชอบพี่จริงๆถึงไประรานพี่ ไม่ใช่ฉัน......”
พูดยังไม่ทันจบ ก็เห็นดวงตาของซูเนี่ยนเวยเผยแววเย็นเยือกดุจน้ำแข็ง
“ซูเสวี่ยอวิ่น เธอคิดว่าฉันเป็นคนที่จะเชื่อคำพูดไร้สาระแบบนั้นหรือไง?”
“พี่คะ คนแบบนี้พี่จะยังเกรงใจมันอีกทำไม ขนาดน้องแท้ๆมันยังทำร้ายได้ลงคอ ยังมีความเป็นมนุษย์อีกสักที่ไหน” เจิ้งอิงดึงซูเสวี่ยอวิ่นมาหลบข้างหลัง พลางขึ้นเสียงอีกครั้ง
เมื่อกี้ตอนทีเธอตะโกนด่าว่าเหยียบเรือสองแคม ก็มีคนสังเกตเห็นทางนี้แล้ว ตอนนี้พอขึ้นเสียงแบบนี้อีก ก็กระทบไปถึงผู้จัดการร้านจนต้องมาดู
พวกคุณหญิงคุณนายที่ว่างจนเบื่อเองก็ตามมาดูเรื่องสนุก
ซูเนี่ยนเวยที่สูงส่งและเย่อหยิ่งกลั่นแกล้งคน กับซูเสวี่ยอวิ่นที่ต่ำต้อยและน้ำตาคลอเบ้า แทบจะทุกคนที่ต่างลำเอียงเข้าข้างซูเสวี่ยอวิ่น
“ผู้จัดการตู้ ทำไมที่ร้านพวกคุณไม่ว่าจะคนอะไรก็มีหมดเลย?” คุณนายที่กำลังดัดลอนผมคนหนึ่งเหยียดมองชุดลำลองที่ไร้ราคาบนตัวซูเนี่ยนเวยอย่างดูถูก
ชุดบนตัวเธอเป็นเสื้อที่เธอเอามาจากตระกูลซู ก็จริงที่ไม่มีค่าอะไร
ผู้จัดการตู้เองก็ย่อมสังเกตเห็นแล้ว จึงรีบปั้นหน้ายิ้มทันที “ขออภัยค่ะคุณหญิงหลี่ นี่เป็นความผิดพลาดของฉันเอง”
“คุณผู้หญิงคนนี้ รบกวนช่วยแสดงบัตรวีไอพีของทางร้านด้วยค่ะ”
ร้านเสริมสวยที่หรูหราแบบนี้รับบริการเพียงลูกค้าวีไอพี คนที่ไม่มีบัตรวีไปพีแม้จะจ่ายเงินสองเท่าก็จะไม่ได้รับการต้อนรับ
ซูเนี่ยนเวยขมวดคิ้ว
เธอไม่มีจริงๆ ทว่า ซูเสวี่ยอวิ่นกับเจิ้งอิง......
“พวกหล่อนมีไหม?”
ผู้จัดการตู้หันไปมองแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มตอบว่า “คุณซูเป็นลูกค้าประจำของเราแล้วค่ะ”
ซูเสวี่ยอวิ่นยืดอกหลังตรง รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาในพริบตา เธอยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย รอดูซูเนี่ยนเวยถูกไล่ออกไปเหมือนหมาตัวหนึ่ง
เจิ้งอิงเคยได้ยินมานานแล้วหลังแต่งงานซูเนี่ยนเวยก็แสร้งทำตัวสูงส่ง ไม่ยอมใช้ของทุกอย่างของเฟิงหนานซิว ตอนนี้ดูจากสีหน้าเธอก็รู้ว่าต้องไม่มีบัตรวีไอพีของที่นี่แน่ ๆ
เธอเชิดหน้าขึ้นอย่างเหิมเกริมและได้ใจ “มันจะต้องมีบางคนที่ชอบมาอวดเบ่งในสถานที่พรีเมี่ยมแบบนี้ คนที่ไม่มีบัตรก็ควรจะรีบไสหัวไปซะ”
“คุณผู้หญิง” ผู้จัดการตู้พูดต่อว่า “ถ้าไม่มีบัตรวีไอพีฉันก็ต้องเชิญคุณออกไปเท่านั้นแล้วค่ะ”
“ฉันถามว่า พวกหล่อนมีหรือไม่มี?”
ซูเนี่ยนเวยตวัดสายตามองมา ผู้จัดการตู้พลันสะดุ้งตกใจ
เมื่อกี้นี้ ผู้จัดการตู้เห็นความเย็นเยือกในสายตาของซูเนี่ยนเวยอย่างชัดเจน ทำให้เธอถึงกับต้องกลืนความมั่นใจทั้งหมดลงไป
ผู้จัดการตู้รู้สึกลำบากใจเล็กน้อย เธอไม่สะดวกจะเปิดเผยข้อมูลของลูกค้า ทว่าเหมือนว่าคุณผู้หญิงตรงหน้านี้เองก็รับมือยากเช่นกัน
เจิ้งอิงทนมองต่อไปไม่ได้ พลันก้าวไปข้างหน้า
“ซูเนี่ยนเวย ทำให้ผู้จัดการตู้ลำบากใจนี่นับว่าเก่งกาจยังไง ฉันกับพี่ใช้บัตรพี่อานฉีทุกครั้ง ทำไม? เธอมีปัญหาหรือไง?”
ในขณะที่เธอพูดออกมาอย่างได้ใจ คุณหญิงคุณนายที่ล้อมดูอยู่รอบๆก็ส่งสายตาเย็นชามาทันที
ในสายตาของสังคมชนชั้นสูง ไม่มีบัตรกับใช้บัตรของคนอื่น ตรงกลางนั้นคือเครื่องหมายเท่ากัน แม้กระทั่งคุณหญิงหลี่ที่ช่วยพูดเมื่อกี้นี้เองก็อดเบะปากไม่ได้
ซูเสวี่ยอวิ่นยังตกอยูในความดีใจที่อยู่เหนือซูเนี่ยนเวยหนึ่งขั้น ทว่าคำพูดของเจิ้งอิงกลับทำลายความได้ใจบนสีหน้าเธอในพริบตา ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่มองมา แม้แต่ริมฝีปากก็เผือดสีจนซีดเหมือนสีกระดาษ
“อิงอิง อย่าพูดอีกเลย”
“ทำไมถึงจะพูดไม่ได้ คนแบบมันไม่คู่ควรที่จะเข้ามาเหยียบในร้านด้วยซ้ำ ผู้จัดการตู้ ฉันว่าคุณรีบเรียกรปภ.มาเชิญคนออกไปจะดีกว่า ไม่งั้นเดี๋ยวถ้าเรื่องใหญ่โต ก็จะส่งผลกระทบกับร้านพวกคุณ”
“โจวอานฉีงั้นเหรอ” ซูเนี่ยนเวยหลุบตาลงเล็กน้อย ทวนชื่อนี้ซ้ำอีกครัง
ผู้หญิงที่เข้าใกล้เฟิงหนานซิวในฐานะเพื่อน แต่ในความเป็นจริงกลับกระหายร่างกายของเฟิงหนานซิว
ชาติก่อนเธอกับซูเสวี่ยอวิ่นร่วมกันวางแผนทำร้ายเธอไม่น้อย น่าขยะแขยงสุดๆ
“คุณผู้หญิงคนนี้ คุณ.......” ผู้จัดการตู้ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง
แม้เธอเองก็ดูแคลนซูเสวี่ยอวิ่นกับเจิ้งอิง แต่ก็ต้องเห็นแก่หน้าของโจวอานฉีด้วยเช่นกัน
คุณหญิงหลี่เองก็เคยได้ยินชื่อเสียงของโจวอานฉีมาก่อน ทีแรกก็ไม่อยากจะช่วยพูดแล้ว ทว่าก็อดผุดความคิดที่จะสานสัมพันธ์ไม่ได้
“ที่แท้ก็เป็นเพื่อนของคุณโจวนี่เอง งั้นผู้จัดการตู้ก็ยิ่งต้องดูแลดีๆแล้ว แต่ฉันว่านะ คนบางคนก็ควรจะรู้จักเจียมตัวซะบ้าง”
พูดจบ ก็เปลี่ยนไปมองซูเนี่ยนเวยด้วยสายตาเหยียดหยาม
ซูเนี่ยนเวยไม่ใส่ใจ ก่อนจะกลับไปนั่งอย่างไม่เกรงใจ
“แค่มีบัตรวีไอพี ก็ไม่ต้องไปแล้วใช่หรือเปล่า?”
“ใช่ค่ะ” ผู้จัดการตู้พยักหน้า
“เธอไม่ต้องคิดแล้วจะดีกว่า จะขอบัตรวีไอพีที่นี่ต้องรอตั้งหนึ่งเดือนเชียวนะ” คุณหญิงหลี่แค่นเสียงยิ้มขำ
พวกคุณนายคนอื่นๆที่กำลังดูเรื่องสนุกอยู่รอบๆเองก็มองเหยียดซูเนี่ยนเวยอย่างดูแคลน
ซูเสวี่ยอวิ่นเห็นซูเนี่ยนเวยถูกคนมากมายล้อมโจมตีขนาดนี้ อารมร์ก็พลันดีขึ้นมาทันตา อันที่จริงเพียงแค่เธอโทรหาเฟิงหนานซิวก็จบปัญหาแล้ว แต่ใครสั่งให้เธอไม่รู้จักใช้ประโยชน์ทรัพยากรข้างกายที่ดีขนาดนี้กันล่ะ
เจิ้งอิงเองก็ได้ระบายอารมณ์สมใจแล้วสักที ก่อนจะพูดตามน้ำคุณหญิงหลี่ว่า “คุณหญิงหลี่คงไม่รู้หรอกค่ะ ว่าคนบางคนน่ะ ไม่รู้จักเจียมตัวมาตั้งแต่เด็กแล้ว ทั้งที่เป็นแค่ไก่ป่า แต่ก็ยังคิดว่าตัวเองเป็นนกฟินิกซ์อยู่วันยังค่ำ”
พวกคุณนายที่ดูเรื่องสนุกอยู่ข้างๆเองก็อยากจะแตะแต้มบุญของโจวอานฉี จึงเล็งเป้าไปที่ซูเนี่ยนเวยอย่างเต็มที่
“ถ้าไม่มีบัตรก็รีบไปเถอะ อย่ามารบกวนความสงบของร้าน เสียอารมณ์คนอื่นเปล่าๆ”
“รีบไปแต่ตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังมีเศษหน้าเหลืออยู่”
“ถ้ายังไม่ไป ผู้จัดการตู้จะเรียกรปภ. .....แล้วนะ”
ซูเนี่ยนเวยตวัดมองด้วยสายตาเย็นเยือก ผู้หญิงที่เพิ่งปริปากเมื่อกี้ตกใจจนหุบปากในทันที
ผู้หญิงคนนั้นถอยหลังไปหนึ่งก้าว ไม่ค่อยกล้าพูดอะไรอีก จู่ ๆเธอก็รู้สึกว่าซูเนี่ยนเวยไม่ได้ง่ายดายเหมือนที่เห็น
ท่ามกลางสายตาของผู้คนที่จับจ้อง ซูเนี่ยนเวยเอาโทรศัพท์ออกมา เลื่อนถึงชื่อกงจื่อชิงก็พลันชะงัก ก่อนจะเลื่อนขึ้นไปจนเจอเบอร์มือถือของเฟิงหนานซิว
มุมที่ซูเสวี่ยอวิ่นยืนอยู่ทำให้เห็นการกระทำชองเธออย่างชัดเจน
“พี่คะ” เธอจับโทรศัพท์ของซูเนี่ยนเวยไว้อย่างร้อนรนเล็กน้อย พลางเอ่ยเสียงเบาว่า “พี่จวิ้นเจี๋ยไม่ชอบให้พี่ข้องเกี่ยวกับเฟิงหนานซิวมากที่สุดแล้ว ถ้าตอนนี้พี่โทรเรียกเขามาหนุนหลังให้พี่ พี่จวิ้นเจี๋ยก็จะโกรธแน่ ๆ ยังไงซะ พี่เปลี่ยนไปอีกร้านหนึ่งก็ได้นี่ ไม่เห็นต้องมาถือสากันที่นี่เลย”
“เธอก็รู้เหรอว่าฉันจะหาคนมาหนุนหลัง?” ซูเนี่ยนเวยยิ้มเย็น “เจียวจวิ้นเจี๋ย เขามีปัญญาเป็นแบคหรือไง?”
“ฉัน......”
“เป็นเด็กดีหน่อย อย่ารบกวนฉันกระชับความสัมพันธ์”
เมื่อคืนเผลอทำให้เขาไม่พอใจโดยไม่ระวังตัว พอดีเลย เธอจะได้สร้างบันไดให้ตัวเองเหยียบ
เธอผลักซูเสวี่ยอวิ่นออก ก่อนจะโทรหาเฟิงหนานซิว
อีกฝ่ายรับสายทันที มีเพียงเสียงทุ้มต่ำตอบกลับมาสั้นๆว่า ‘อืม’
“คุณสามี”
หญิงสาวอ้าริมฝีปากแดงออกเล็กน้อย น้ำเสียงหยดย้อยก้องกังวานในห้องโถง ประหนี่งยาชารุ่นใหม่ล่าสุด ที่ทำให้ทุกคนอ่อนปวกเปียกอยู่ชั่วณะหนึ่ง
ชายหนุ่มที่อยู่ ณ อีกด้านของโทรศัพท์เองก็ชะงักกึก