บทที่ 4 พี่หมอเจ้าขา
ณ โบราณสถานแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา บัณฑิตจบใหม่ในวัยยี่สิบสองปี ‘ฟ้ารดา มหานคร’ มาฉลองจบการศึกษาด้วยการกลับมาถ่ายรูปกับโบราณสถานเพื่อเป็นที่ระลึกอีกสักครั้ง
“ฟ้าๆ มาถ่ายรูปมุมนี้ให้เราหน่อย”
เธอและเพื่อนๆ ผลัดเปลี่ยนกันถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลิน กระทั่งพระอาทิตย์กำลังจะลาลับอับแสง ท้องฟ้าสีฟ้าเริ่มแซมไปด้วยสีเทาและสีส้มแสด และระหว่างที่ฟ้ารดากำลังถ่ายรูปพระอาทิตย์ตกดินอยู่นั้น จู่ ๆ ก็เกิดลมพัดแรง อีกทั้งยังหอบเอาสายฝนเทกระหน่ำลงมาอย่างไม่ทันได้ตั้งตัว เป็นเหตุให้ฟ้ารดาและเพื่อน ๆ ของเธอต้องวิ่งหลบฝนกันไปคนละทิศคนละทาง
ฟ้ารดาวิ่งเข้าไปในซากโบราณสถานที่พอจะกำบังฝนได้ เวลานี้ฝนตกหนักมากจนเธอแทบมองอะไรไม่เห็น ดวงตากลมโตเพ่งมองหามุมที่จะนั่งรอฝนหยุดตก แต่กลับเกิดเสียงดังโครมคราม อิฐหินค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาก้อนแล้วก้อนเล่า สติที่มีอยู่น้อยนิดบอกให้คนที่ติดอยู่ในนั้นก้าวขาวิ่งเอาตัวรอด แต่แค่ก้าวขยับ กลับมีหินก้อนหนึ่งตกลงมาทับขาจนเธอวิ่งต่อไปไม่ไหว แม้หินจะมีขนาดไม่ใหญ่นัก แต่มันสร้างความเจ็บปวดที่ข้อเท้าราวกับกระดูกกำลังแตกเป็นเสี่ยง ๆ เธอทำได้แต่ร้องโอดโอย และตะโกนขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียง กระทั่งหมดแรง และสลบไปในที่สุด
เวลาผ่านไปนานเท่าใดมิอาจรู้ แม่หญิงช่อฟ้า รู้สึกตัวตื่นขึ้นมาท่ามกลางสถานที่แปลกตา ราวกับว่าแม่หญิงอยู่ในซากปรักหักพังที่ไหนสักแห่ง ความรู้สึกเจ็บแปลบบริเวณข้อเท้าก็บังเกิดขึ้น แม่หญิงพยุงตัวขึ้นนั่ง ก่อนจักหันไปมองยังข้อเท้าของตน แลเห็นเศษอิฐเศษหินตกหล่นมากมาย และมีก้อนหนึ่งซึ่งใหญ่พอสมควร อยู่บนข้อเท้าที่กำลังระบม มือน้อยค่อย ๆ เอื้อมไปหยิบเอาเศษอิฐ แลหินออก กระทั่งเห็นข้อเท้าที่บวมเป่ง อีกทั้งแผลถลอกเป็นรอยแดงพอให้เลือดซึมออกมาเล็กน้อย
เพลานี้ในหัวแม่หญิงเต็มไปด้วยคำถาม ซึ่งเธอได้จดจารไว้ในใจ ความรู้สึกเจ็บแปลบกลับมาอีกครั้งเมื่อแม่หญิงเริ่มขยับตัว เธอจึงเปล่งเสียงร้องโอดโอยออกมาเบา ๆ
“โอ๊ย...”
“รู้สึกตัวแล้วรึแม่หญิง”
คนเจ็บหันไปมองตามเสียงนั้นด้วยความตกใจ ชายชราคนเดิมที่เคยช่วยชีวิตเธอไว้ บัดนี้ยืนยิ้มเย็นอยู่ไม่ไกลนัก
“ท่านลุง ท่านลุงเองรึ ที่นี่ที่ใดกัน มิใช่ว่าข้าอยู่ริมน้ำดอกรึ ไยเพลานี้ข้าถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
ดวงตากลมโตสอดส่ายมองไปบริเวณรอบกายด้วยความหวาดระแวง เพลานี้เธอรู้สึกมิใคร่ไว้ใจชายชราตรงหน้านัก
“อโยธยาหาใช่ที่ของเจ้าไม่ ที่นี่ต่างหากเล่าคือที่ของเจ้า แม่หญิงช่อฟ้า”
“นี่ท่านลุงรู้จักข้าด้วยรึ ท่านลุงเป็นใครกัน เหตุใดจึงพาข้ามาที่นี่”
“ข้าคือใครมิใช่สิ่งที่เจ้าควรจักรู้ เจ้าเพียงรู้ไว้ว่าที่นี่คือที่ที่เจ้าควรจักเกิดแลเติบใหญ่ ตอนนี้เจ้ากลับมายังที่ที่เจ้าควรจักอยู่แล้ว เจ้าจงอยู่ที่นี่ ใช้ชีวิตที่นี่ มีชีวิตที่ดี ปรับตัวให้ได้เถิดหนา แลจงใช้ชีวิตต่อไปอย่างมีความสุข”
ชายชราเอ่ยพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม แลดูช่างเป็นคนใจดีนัก แต่แม่หญิงหาได้รู้สึกเช่นนั้นไม่
“ไม่อยู่เจ้าค่ะ ข้าจักกลับเรือน ท่านลุงได้โปรดพาข้ากลับเรือนเถิดเจ้าค่ะ”
แม่หญิงอ้อนวอน กระทั่งคืบคลานไปกอดขาของชายชรา เขาเพียงมองด้วยสายตาแห่งความเมตตา แต่หาได้เอ่ยคำใดไม่
“ท่านลุง ท่านทำเกินไปแล้ว ท่านเป็นใครถึงมีสิทธิ์มากำหนดให้ข้าอยู่ที่โน่นที่นี่ ข้าบอกให้ท่านพาข้ากลับเรือนบัดเดี๋ยวนี้ ได้ยินฤๅไม่”
เมื่ออ้อนวอนแล้วชายชราก็ไม่ฟัง แม่หญิงจึงริอ่านใจกล้าออกคำสั่ง แต่ชายชราเพียงรับฟังด้วยท่าทางนิ่งเฉย เขาทำเพียงทิ้งกายลงมานั่งแล้วลูบศีรษะทุยของแม่หญิงราวกับเป็นคนดีมีเมตตา
“ไยมิเมตตาข้า เหมือนอย่างท่าทีที่ท่านแสดงออกมาเล่า”
แม่หญิงเอ่ยตัดพ้อทั้งน้ำตา
“แม่หญิงโปรดฟังข้า เพราะโชคชะตาฟ้าลิขิตทั้งนั้น เมื่อเส้นทางแห่งกาลเกิดผิดพลาดแล้วไซร้ ข้าย่อมต้องแก้ไขให้ถูกให้ควร การพบแลการพรากจากนั้น โชคชะตาได้กำหนดไว้แล้ว ขอให้แม่หญิงอยู่ที่นี่อย่างมีความสุขเถิดหนา แม่หญิงจักได้รับความรัก แลความเมตตา เพราะที่นี่คือบ้านของแม่หญิง มิมีสิ่งใดที่แม่หญิงต้องห่วงใยอีกแล้ว อีกมินานจักมีคนมาช่วยเหลือ เพลานี้เจ้าจงหลับพักผ่อนให้สบาย ข้าจักจัดการทุกอย่างให้เจ้าเอง จงหลับเสียเถิดหนา หลับให้สบายอย่าได้กังวลอีกเลย”
สิ้นคำนั้นแม่หญิงก็พลันหลับใหลไปอีกครา
เสียงเอะอะโวยวายที่ค่อย ๆ ดังใกล้เข้ามาทุกทีทุกที ส่งผลให้แม่หญิงผู้กำลังสลบไสลค่อย ๆ รู้สึกตัวตื่นขึ้นอีกหน เปลือกตาที่เคยปิดสนิทกลับขยับไหวระริก ก่อนจะพยายามปรือตามองด้วยความยากลำบาก ดวงตาของคนสะลึมสะลือเห็นเพียงแสงสว่างรำไรที่สาดส่องเข้ามา เสียงฝีเท้าราวกับมีคนกำลังย่างก้าวเข้ามาใกล้ ส่งผลให้เธอรู้สึกมีความหวังภายในใจ เพลานี้แม่หญิงเฝ้าบอกตัวเองให้คอย คอยคนผู้นั้น คนที่จักมาช่วยเหลือเธอจากสถานการณ์ประหลาดนี้
ความรู้สึกเจ็บปวดทั่วบริเวณร่างกาย กำลังบอกว่าเธอคงได้รับบาดเจ็บ ทั้ง ๆ ที่เธอแค่ตกน้ำ และเธอก็สามารถว่ายน้ำเข้าฝั่งได้แล้วแท้ ๆ แต่เพราะเหตุใดกัน ทำไมถึงรู้สึกปวดไปทั้งร่างเช่นนี้
“เจอคนเจ็บแล้วครับ ทางนี้ครับคุณหมอ ทางนี้”
เสียงชายหนุ่มคนหนึ่งที่อาสาเข้ามาช่วยคนเจ็บในซากปรักหักพังดังก้อง แม่หญิงค่อย ๆ ปรือตามองไปตามเสียงที่ดังกังวานราวกับว่าเธอกำลังอยู่ในอุโมงค์ เพลานี้เธอเห็นเพียงเงาดำทะมึนของชายผู้หนึ่งเท่านั้น กระทั่งพวกเขาเข้ามาใกล้เต็มที คนกลุ่มนี้ต่างพูดจาพาทีกันด้วยภาษาประหลาดนัก ฟังดูแล้วพวกเขาคงมิใช้ชาวอโยธยา
แสงจ้าที่ส่องเข้ามากระทบสายตา ทำให้เธอต้องเบือนหน้าหนี
“คุณครับ เจ็บตรงไหนรึเปล่า รอสักครู่นะครับ คุณหมอกำลังเข้ามาช่วย”
ชายผู้นั้นเอ่ยถาม ก่อนจะนั่งลงข้างร่างบอบบางที่กำลังนอนอยู่ท่ามกลางกองก้อนอิฐหินที่ร่วงหล่นลงมามากมาย เขาไม่กล้าแม้จะสัมผัสร่างของคนเจ็บ
แม่หญิงปรือตามอง มิได้ตอบโต้ เธอรู้สึกเหนื่อยอ่อน ราวกับตัวเธอเดินทางแรมรอนมาไกลแสนไกล เปลือกตาของแม่หญิงค่อย ๆ ปิดลงอีกครั้ง แต่หูเธอนั้นยังฟังเสียงรอบกาย
“คุณทำใจดี ๆ ไว้นะครับ รู้ไหมคุณโชคดีมาก ที่วันนี้มีหมอมาเที่ยวที่นี่พอดี คุณจะได้รับการช่วยเหลืออย่างปลอดภัย ไม่ต้องกังวลไปนะครับ”
โบราณสถานถล่มลงมาขนาดนี้ ไม่รู้ว่าผู้หญิงตัวเล็ก ๆ ตรงหน้ากระดูกจะแตกหักตรงไหนไปบ้าง
“ขอผมดูคนเจ็บหน่อยนะครับ”
ทันทีฝ่าซากปรักหักพังเข้ามาถึงตัวคนเจ็บได้ ผู้เป็นหมอก็นั่งลงใกล้คนเจ็บในทันที ชายหนุ่มคนเดิมที่นั่งรออยู่ก่อนหน้าอาสาช่วยส่องไฟให้ นิ้วเรียวยาวที่กำลังจะตบข้างแก้มเพื่อเรียกสติคนเจ็บให้ชะงักงัน เมื่อเห็นใบหน้าหวานนั้นอย่างชัดเจน
หัวใจคุณหมอหนุ่มกระตุกไหว แววตาสีสนิมพลันสั่นระริก ในขณะที่สติที่กำลังกระเจิดกระเจิงบอกให้เขาเอ่ยเรียกคนเจ็บ
“คุณครับ ได้ยินผมไหมครับ”
เสียงเรียกทำให้ดวงตาแม่หญิงเริ่มปรือมองอีกครั้ง แต่ก็ไม่สามารถฝืนมองได้ชัด เห็นเพียงเงาดำมืด ในขณะที่รู้สึกหายใจยากลำบากเหลือเกิน เรียวปากเล็กจิ้มลิ้มค่อย ๆ อ้าเผยอ เธอเริ่มหายใจทางปาก นั่นทำให้คนเป็นหมอรีบสำรวจร่างกายเธออย่างถ้วนทั่ว
“มีเพียงแผลฟกช้ำที่ข้อเท้า น่าจะโดนอิฐหล่นทับ คงต้องรีบส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดก่อนนะครับ ไม่ทราบว่ามีใครเรียกรถพยาบาลแล้วหรือยัง?”
“ผมโทรเรียก 1669 แล้วครับ เดี๋ยวอีกสักพักคงจะมา”
“ขอบคุณครับ งั้นผมจะพาคนเจ็บออกไปรอข้างนอก ในนี้อากาศไม่ค่อยถ่ายเท คนเจ็บจะหายใจไม่สะดวก อาจได้รับอันตรายได้ครับ”
ว่าแล้วคุณหมอหนุ่มก็ช้อนอุ้มเอาร่างบางขึ้นแนบอก ก่อนจะยืนนิ่งคล้ายรอให้คนอื่น ๆ นำทางไปก่อน
“คุณหมออุ้มคนเจ็บไหวไหมครับ ให้ผมช่วยรึเปล่า”
“ไม่เป็นไรครับผมไหว เดินส่องไฟนำไปเลยครับ ผมจะอุ้มเธอออกไปเอง”
“ครับ”
ว่าแล้วคุณหมอและเจ้าหน้าที่ก็ค่อย ๆ ออกไปจากซากปรักหักพังด้วยความทุลักทุเลพอสมควร โชคดีที่มันไม่ได้ทรุดลงมาอีก ทำให้ทุกคนออกมาอย่างปลอดภัย
เพียงแค่เห็นว่ามีคนเดินออกมาจากซากปรักหักพังของโบราณสถานเก่าแก่ที่เพิ่งจะทรุดพังลงมาเมื่อสักครู่ พร้อมกับอุ้มร่างบางของคนที่ติดอยู่ในซากนั้นออกมาได้สำเร็จ ก็สร้างความโล่งใจให้แก่คนที่ยืนรอลุ้นอยู่ข้างนอก โดยเฉพาะเพื่อน ๆ ของฟ้ารดา พวกเธอต่างร่ำไห้ก่อนจะเดินเข้าไปถามไถ่อาการของหญิงสาว
“ฮือ ๆ ยายฟ้า พี่คะเพื่อนหนูเป็นยังไงบ้าง”
น้ำรินเพื่อนคนหนึ่งของฟ้ารดาเอ่ยถามเมื่อเห็นคนที่เข้าไปช่วยอุ้มเพื่อนออกมาในสภาพไร้สติ
“ปลอดภัยครับ แต่ยังไงก็ต้องรีบส่งตัวเธอไปโรงพยาบาลให้เร็วที่สุด”
คุณหมอหนุ่มเอ่ยบอกก่อนจะก้าวเดินไปเบื้องหน้า เพราะดวงตาสีสนิมเห็นรถฉุกเฉินกำลังวิ่งฉิวเข้ามาพอดิบพอดี
เพื่อน ๆ ของฟ้ารดาต่างก็หลีกทางให้ ก่อนจะรีบวิ่งตามไปติด ๆ
“อื้อ...”
เมื่อร่างกายได้สูดรับอากาศเข้าไปมากขึ้น ทำให้แม่หญิงเริ่มรู้สึกดีขึ้นมาก เธอค่อย ๆ ปรือตามอง ก่อนจะเห็นเสี้ยวหน้าคมเข้มของคนที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้เพียงไม่กี่วัน เธอจำใบหน้าของเขาได้ดี ปากเล็กจิ้มลิ้มที่เริ่มซีดเซียว เอ่ยเรียกเขาเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ
“พี่หมอเจ้าขา..ช่วยข้าด้วย”
