บทที่ 3 ชะตาฟ้าลิขิต
วันรุ่งขึ้น ณ ศาลาท่าน้ำของเรือนหญิงชราผู้เป็นมารดาของนายช่างทองหลวง
“หลานกราบลาคุณย่าเจ้าค่ะ”
แม่หญิงช่อฟ้า ค่อย ๆ ก้มลงกราบไปยังหน้าตักของผู้เป็นย่าด้วยกิริยาท่าทางที่แสนอ่อนช้อยงดงาม มือเหี่ยวย่นเฝ้าลูบศีรษะของแม่หญิงผู้เป็นหลานอย่างแสนรักใคร่ นัยน์ตาอันฝ้าฟางมีน้ำตาคลอหน่วยตา ท่านรู้ว่ามิอาจจักฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้ แม้หัวใจจักเจ็บปวดเพียงใดแต่ท่านก็พร้อมที่จักยอมรับมัน
“แม่ช่อฟ้าของย่า ย่าขอให้เจ้าไปดีมีชัย อย่างไรเสียก็โปรดดูแลรักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี มิว่าเจ้าจักไปอยู่ที่ใด ย่าก็ขอให้ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ เป็นที่รักของทุกคนนะลูก”
คนเป็นย่าอวยพรอวยชัย ทั้งนัยน์ตาแฝงไปด้วยความโศกาอาดูร
“ขอบพระคุณค่ะคุณย่า เอ่อ ตั้งแต่กลับจากวัดมา หลานว่าหน้าตาคุณย่าดูจักหม่นเศร้านัก เจ็บไข้ฤๅไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวบ้างฤๅไม่เจ้าคะ หากคุณย่าเจ็บไข้ หลานจักได้อยู่ต่อเพื่อดูแลหาหยูกหายา”
แม่หญิงเอ่ยถามผู้เป็นย่าด้วยความเป็นห่วง เพราะเพลานี้สีหน้าแลแววตาของหญิงชรานั้นดูหม่นหมอง ช่างแตกต่างจากเมื่อวานที่เธอมาหาท่านอยู่มากโข ตอนนั้นท่านมีแต่สีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส ดูสดใสกว่านี้มากมายนัก
“ย่ามิได้เจ็บไข้ดอก ย่าเพียงรู้สึกใจหาย คนแก่ก็เป็นเช่นนี้แลลูก แม่ช่อฟ้าอย่าได้กังวลใจไปเลย ย่าจักดูแลตัวเองเป็นอย่างดี ไม่ว่าอย่างไรขอให้เจ้ารู้ไว้ว่าย่านั้นรักเจ้า ขอให้หลานของย่าเดินทางโดยปลอดภัย รีบกลับเรือนเถิดหนาแม่คุณของย่า ประเดี๋ยวเจ้าจักถึงเรือนมืดค่ำไปเสียก่อน พ่อฝีพาย แม่ลำดวน ฝากดูแลแม่ช่อฟ้าด้วย”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ”
ฝีพายและนางบ่าวผู้ติดตามรับคำเป็นมั่นเช่นขามา ส่วนแม่หญิงช่อฟ้าก็โผเข้ากอดผู้เป็นย่าอีกครา ด้วยเธอนั้นหนารู้สึกเป็นห่วงหญิงชราเหลือเกิน ต่อไปเธอคงจักต้องมาเยี่ยมเยียนท่านให้บ่อยกว่าที่ทำอยู่แล้วกระมัง
“หลานจักดูแลตัวเองเป็นอย่างดี คุณย่าอย่าได้เป็นห่วงเลยเจ้าค่ะ คุณย่าเองก็โปรดรักษาตัวด้วย ไว้หลานจักมากราบคุณย่าอีก คราวหน้าหลานสัญญาว่าจักขอคุณพ่อมาค้างที่เรือนนี้หลาย ๆ วัน หลานลาหนาเจ้าคะ”
แม่หญิงเอ่ยลาอีกครั้ง ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วก้าวเท้าลงเรือลำน้อย แลเมื่อแม่หญิงนั่งพับเพียบเรียบร้อย ฝีพายก็ทำหน้าที่จ้วงพายเพื่อนำพาแม่หญิงคนงามกลับสู่เรือนนายช่างทอง
หญิงชรามองเรือลำน้อยที่ค่อย ๆ ลอยลำห่างออกไปด้วยความอาลัยอาวรณ์ยิ่ง ท่านรู้ดีว่าการจากไปของหลานสาวในครั้งนี้จักมิมีสิ่งใดเหมือนเดิม ดั่งที่หลวงพ่อท่านได้บอกเอาไว้ เมื่อตอนที่นางพาแม่หญิงช่อฟ้าหลานสาวเพียงคนเดียวไปรดน้ำมนต์ที่วัดนั่นแล
เมื่อรดน้ำมนต์แล้วเสร็จ ผู้เป็นย่ายังนั่งอยู่กับหลวงพ่อเพื่อสนทนาธรรมตามประสาคนมากวัย แต่หลวงพ่อท่านกลับเอ่ยทักขึ้นมา พาให้ใจหญิงชรากระตุกไหว เพลานี้คำบอกนั้นยังดังก้องอยู่ในหู
“เรามิอาจจักฝืนชะตาฟ้าลิขิตได้ อาตมาหวังว่าโยมจักเข้าใจ ความฝันนั้นได้มาเตือนแล้ว เมื่อถึงเพลาต้องจากไปก็มิมีผู้ใดยื้อไว้ได้”
“หมายความว่าเยี่ยงไรเจ้าคะหลวงพ่อ”
หญิงชราแค่ได้ยินคำที่พระท่านบอกก็ให้ร้อนใจ ในอกเต็มไปด้วยความสงสัยแลกังวลนัก
“ทำใจเถิดหนา เมื่อต้องจากไปก็จักมีใหม่มาแทนที่ เรียกว่า ‘เก่าไปใหม่มา’ อย่างไรเล่า”
“แม่ช่อฟ้าย่าห่วงเจ้านัก ห่วงเจ้านักลูกเอ๋ย”
หญิงชรากระซิบบอกไปตามสายลม
เพลาผันผ่านไปจวบจนเย็นย่ำ แต่เรือลำน้อยยังล่องลอยลำอยู่กลางแม่น้ำสายหนึ่ง เสียงหรีดหริ่งเรไรร้องดังระงมตามสองฟากฝั่งแม่น้ำ บนลำเรือนั้นมีเพียงแสงจากตะเกียงจ้าวพายุ แลคบไฟดวงน้อยที่พอจะให้ความสว่างแก่ทุกคนบนเรือได้ ฝีพายเร่งมือสุดกำลัง เพราะแค่ผ่านโค้งน้ำเบื้องหน้านั้น ก็จักถึงยังเรือนที่เป็นจุดหมายปลายทาง
“แม่หญิงเจ้าขา แม่หญิงใช้ผ้าแพรคลุมไหล่ไว้สักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ ลมแรงนัก เดี๋ยวจักเจ็บไข้ไปเสียก่อน”
ลำดวนผู้เป็นบ่าวเอ่ยพร้อมหยิบเอาผ้าแพรฝืนงามมาคลุมไหล่ให้แม่หญิงผู้เป็นนาย ช่อฟ้ามองบ่าวคนสนิทอย่างนึกเอ็นดู ตั้งแต่จำความได้กระทั่งล่วงเลยมาจนเธออายุเข้าสิบแปดปี ลำดวนดูแลเธออย่างดีเสมอมา
“ขอบน้ำใจจ้ะ พี่ลำดวนเล่ามีผ้ามาด้วยฤๅไม่ หากมิมีก็ขยับเข้ามาใกล้ ๆ ข้าจักกอดให้ได้อุ่นไปด้วยกัน”
แม่หญิงว่าพลางอ้าแขนข้างหนึ่งออกกว้าง นางบ่าวผู้จงรักแลภักดีจึงได้ขยับเข้าไปก่อนที่ผู้เป็นนายจักใช้แขนโอบกอดอย่างมิคิดรังเกียจ
“ขอบน้ำใจเจ้าค่ะแม่หญิง จริง ๆ แล้วพี่ลำดวนทนหนาวได้ แต่ทนเอ็นดูแม่หญิงไม่ไหวเจ้าค่ะ อยากกอดก็ต้องได้กอดหนาเจ้าคะ น่าเอ็นดูนัก แม่หญิงของพี่ลำดวนอดทนอีกสักประเดี๋ยว แค่ผ่านโค้งน้ำเบื้องหน้าไปพวกเราก็จักถึงเรือนแล้วเจ้าค่ะ”
ลำดวนเอ่ยบอกก่อนจักยิ้มจนตาหยี รู้สึกอิ่มเอมเปรมปรีดิ์ที่ผู้เป็นนายเมตตา ไม่เสียแรงที่นางเฝ้าเลี้ยงดูแม่หญิงมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย
แม่หญิงพยักหน้ารับรู้ ดวงตากลมโตมองไปเบื้องหน้าอย่างเฝ้าคอย
สองนายบ่าวกอดกันกลม พลางส่งสายตามองไปยังฝีพายราวกับจักให้กำลังใจ เพราะฝีพายผู้นี้พายเรือมาไกลเต็มที แต่มิเห็นท่าทีจักเหน็ดจักเหนื่อย
“เหน็ดเหนื่อยบ้างฤๅไม่พ่อฝีพาย อดทนหน่อยหนา ประเดี๋ยวถึงเรือนแล้วข้าจักจัดข้าวปลาอาหารให้อย่างอิ่มหนำ”
“มิได้ขอรับพี่ลำดวน ข้ามิได้เหน็ดเหนื่อยเลยขอรับ อีกแค่ประเดี๋ยวก็จักถึงเรือนแล้ว ขอบน้ำใจพี่ลำดวนแลแม่หญิงนักขอรับ”
ผู้เป็นฝีพายเอ่ยตอบในขณะที่แขนอันแข็งแกร่งจ้วงพายต่อไปอย่างไม่ลดละ เขาเองก็หวังจักกลับให้ถึงเรือนนายช่างทองแต่โดยไว
เรือแล่นฉิวไปตามแรงฝีพาย กระทั่งกำลังจักผ่านโค้งน้ำไปได้ แต่พลันเมฆก้อนใหญ่สีดำทมึนมาจากไหนหารู้ไม่ จู่ ๆ กลับหอบเอาพายุฝนห่าใหญ่ตกกระหน่ำลงมาราวกับฟ้าพิโรธ นั่นทำให้เรือลำน้อยหมุนติ้ว ๆ วนอยู่กลางแม่น้ำเป็นนานสองนาน แม้ฝีพายผู้แข็งแกร่งก็มิอาจจักต้านทานแรงลมฝนนั้นได้ ในที่สุดเรือลำน้อยก็เกิดพลิกคว่ำ สตรีสองนางแลอีกหนึ่งฝีพายตกลงไปในลำน้ำอย่างช่วยไม่ได้ แต่ละคนพยายามตะเกียกตะกายว่ายน้ำเข้าหาริมฝั่งเพื่อเอาชีวิตรอด
ฝีพายที่เพิ่งขึ้นจากน้ำมาได้รีบเรียกหาผู้เป็นนายแลนางบ่าวคนสนิททันที
“พี่ลำดวน แม่หญิงช่อฟ้า ได้ยินกระผมฤๅไม่ขอรับ”
“ข้าอยู่นี่”
ลำดวนขานรับทั้งหอบเหนื่อย ในขณะที่กำลังปีนป่ายขึ้นจากน้ำ แล้วเดินไปหาพ่อฝีพายร่างกายกำยำอย่างเร็วรี่
“แล้วแม่หญิงช่อฟ้าเล่า พ่อฝีพายเจอแม่หญิงฤๅไม่”
เมื่อเห็นฝีพายลำดวนก็เอ่ยถามหาผู้เป็นนายทันที
“ข้ายังมิเห็นแม่หญิงช่อฟ้าขอรับ พวกเราไปช่วยกันตามหาตามริมน้ำเถิดพี่ลำดวนเผื่อแม่หญิงจักว่ายน้ำเข้าฝั่งมาแล้ว”
จากนั้นฝีพายแลลำดวนก็เดินสอดส่ายสายตาแลหาไปทั่วบริเวณ พร้อมตะโกนเรียกหาแม่หญิงผู้เป็นนายไปตลอดริมน้ำ แต่กลับไม่พบแม้แต่เงาของผู้เป็นนาย
ด้านแม่หญิงช่อฟ้า เมื่อพลัดตกน้ำนั้น เธอพยายามควบคุมสติแลว่ายน้ำเข้าริมฝั่ง แต่กลับเหมือนมีมือของใครบางคนพยายามดึงรั้งขาเธอไว้ เธอพยายามดิ้นแต่ดิ้นไม่หลุดเสียที กระทั่งลมหายใจเฮือกสุดท้ายใกล้จักหมดลง เธอออกแรงดิ้นจนสุดแรง แต่ก็ไม่เป็นผลจนเธอหมดแรงและสติเริ่มหลุดลอย ระหว่างนั้นมีชายชราผู้หนึ่งได้ฉุดมือเธอเอาไว้ แลพาเธอกลับเข้าฝั่งอย่างปลอดภัย
“ขอบน้ำใจท่านลุงที่ช่วยข้าเอาไว้ มิเช่นนั้นข้าคงได้ตายเป็นผีเฝ้าแม่น้ำแห่งนี้เป็นแน่”
แม่หญิงประนมมือกราบชายชราผู้ช่วยชีวิต ก่อนจักหันไปมองแม่น้ำผืนกว้างที่อยู่เบื้องหลัง
“ที่ของแม่หญิงหาใช่ใต้น้ำแห่งนี้ดอกหนา เจ้ามาอยู่ผิดที่ผิดทางเสียนาน ข้าจักเป็นผู้พาเจ้าไปอยู่ในที่ทางของเจ้าเอง กาลเวลาจักพาเจ้าไปในที่ที่เป็นของเจ้า”
“ข้ามิแจ้งใจในคำของท่านเจ้าค่ะ”
คำพูดแสนกำกวมแลแฝงไปด้วยความหมายอันชวนสงสัย ทำให้แม่หญิงช่อฟ้ารู้สึกเคลือบแคลงใจแลวิตกกังวลเป็นยิ่งนัก
“มินานดอกหนา เจ้าจักเข้าใจ ข้าผู้กำหนดกาลเวลาแห่งชีวิตทุกสรรพสิ่ง จักจัดแจงทุกอย่างให้เข้าที่เข้าทางบัดเดี๋ยวนี้ ถึงเพลานั้นแล้วแม่หญิง เพียงแค่ปรับตัวแลดำเนินชีวิตไปอย่างปกติสุขก็เพียงพอ แม่หญิงจงหลับเถิดหนา พักผ่อนให้สบายกายแลใจ ข้าจักจัดการทุกอย่างให้เจ้าเอง”
