บทที่ 2 เพียงฝัน
ร่างอรชรนอนดิ้นกระสับกระส่าย เหงื่อเม็ดใสเริ่มผุดพรายไปทั่วกรอบใบหน้าขาวผ่องใส คิ้วเรียวโก่งโค้งดั่งคันสรขมวดแทบเป็นปม ปากกระจับสีชาดนั้นเล่าค่อย ๆ ขยับเขยื้อนเอื้อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงร้อนรนกระวนใจ
“ปล่อยเถิดเจ้าค่ะ ข้าอยากกลับเรือน พาข้ากลับเรือนได้ฤๅไม่เจ้าคะ”
“พี่หมอ พี่หมอเจ้าขา โปรดอย่าหลอกล่อข้า ข้าอยากกลับเรือน”
เสียงของแม่หญิงดังลั่น พลอยทำให้ลำดวนผู้เป็นบ่าวซึ่งนอนอยู่ข้างเตียงรู้สึกตัวตื่น นางบ่าวคนสนิทแลไปยังเตียงกว้าง เห็นแม่หญิงคนงามนอนละเมอพร่ำเพ้อเสียงหลง นางบ่าวจึงเอ่ยเรียกขาน
“แม่หญิง แม่หญิงเจ้าขา เป็นกระไรไปเจ้าคะ”
แม่หญิงช่อฟ้ารู้สึกตัวตื่น สีหน้าเต็มไปด้วยความตระหนกตกใจ มิเคยเลย มิเคยใกล้ชิดกับชายใดเยี่ยงนี้มาก่อนเลย
“แม่หญิงเป็นกระไรไปเจ้าคะ”
ลำดวนเอ่ยถามอีกครั้ง
“อ่า... พี่ลำดวน พี่ลำดวนดอกรึ”
“เจ้าค่ะ พี่ลำดวนเอง แม่หญิงฝันร้ายรึเจ้าคะ”
สีหน้าและท่าทางตื่นตระหนกของแม่หญิง มิได้รอดพ้นแก่สายตานางบ่าว
“ข้าฝัน ใช่ข้าเพียงฝัน เพียงฝันเท่านั้นแลพี่ลำดวน”
เอ่ยปลอบใจตัวเองแม้รู้สึกว่าฝันนั้นมันมิเหมือนดั่งฝัน
“ฝันกระไรเจ้าคะ ฝันร้ายรึเจ้าคะ ขวัญเอ๋ยขวัญมา ฝันร้ายจักกลายเป็นดีหนาเจ้าคะ”
นางบ่าวคนดีเอ่ยปลอบ
“แต่ในฝันมันน่ากลัวเหลือเกินพี่ลำดวน”
สีหน้าแลแววตาแม่หญิงยังหวาดหวั่น อาการเช่นนั้นยิ่งทำให้นางบ่าวอยากรู้ว่าผู้เป็นนายฝันเยี่ยงไร
“ฝันว่ากระไรเจ้าคะ”
“ข้าฝัน..ฝันว่าจากเรือนแห่งนี้ไปไกลแสนไกล ทำอย่างไรก็มิอาจกลับมาได้”
เจ้าของนัยน์ตาหม่นแสงเอ่ยบอกทั้งสีหน้ากังวล
“หือ เช่นนั้นรึเจ้าคะ พี่ลำดวนว่าแม่หญิงสีฟัน ล้างหน้า แล้วไปหาแม่นายก่อนดีฤๅไม่เจ้าคะ อย่าเพิ่งวิตกกังวลไปเลย บางทีแม่นายอาจจักช่วยแนะนำกระไรดี ๆ ที่ทำให้แม่หญิงรู้สึกสบายใจขึ้นก็เป็นได้”
แม่นายเฟื่องฟ้าผู้เป็นมารดาของแม่หญิงช่อฟ้านั้นทั้งฉลาดและมีไหวพริบ ลำดวนคิดว่าบางครานางผู้เป็นแม่อาจจักช่วยคลายวิตกให้แก่แม่หญิงผู้เป็นลูกได้
ทันทีที่แม่หญิงผู้เป็นลูกย่ำเท้าเข้ามาหา แม่นายเฟื่องฟ้าผู้เป็นมารดาก็เอ่ยถามอย่างมิรอช้า ด้วยลำดวนนั้นได้เล่าให้นางฟังว่าบุตรสาวแสนรักนั้นฝันร้าย แล้วดูสีหน้าลูกของนางสิ เพลานี้ช่างดูทุกข์ตรมเสียจริง
“ได้ยินว่าลูกฝันร้ายรึแม่ช่อฟ้า ฝันว่ากระไรไยต้องทำหน้าตรมอมทุกข์เยี่ยงนั้นเล่า”
แค่เห็นใบหน้าของลูก แม่นายเฟื่องฟ้าก็ยิ่งอยากรู้ว่าความฝันนั้นมันเป็นเช่นไร
“ลูกทุกข์เพราะในฝันมันแสนเศร้าเจ้าค่ะคุณแม่ ลูกทุกข์ใจนัก ใจจักขาดเพียงเพราะต้องจากเรือนแห่งนี้ไปไกลแสนไกลเจ้าค่ะ”
“ไหน ฝันว่าเยี่ยงไร เล่าให้แม่ฟังสิ”
“ลูกฝันว่ามีคนเรียกหาลูกเจ้าค่ะ เสียงมันดังก้องอยู่ในหู จนลูกร้อนใจ ต้องลงจากเรือนไปตามหาที่มาของเสียง แต่ก็มิพบผู้ใด กระทั่งรู้ตัวอีกคราลูกก็อยู่ในป่าเสียแล้ว ป่าแห่งนั้นงดงามราวสรวงสวรรค์ อีกทั้งคืนนั้นเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวงท้องฟ้าก็มีดาวระยิบระยับมากมาย แลที่แห่งนั้นเสียงของเขาผู้นั้นก็ชัดเจนขึ้นเจ้าค่ะ”
“เขาผู้นั้นรึ”
สิ่งที่ได้ยินทำให้แม่นายเฟื่องฟ้าเขม้นมองลูกสาวเพียงคนเดียวมิวางตา
“เจ้าค่ะคุณแม่ ชายผู้นั้นเขาหลอกล่อลูก เขาเรียกลูกไปเจ้าค่ะ แม้คำที่เขาใช้เรียกขานนั้นจักแปลกนัก เรียกลูกว่าฟ้าเจ้าค่ะ เรียกว่าน้องฟ้า หาได้เรียกช่อฟ้าไม่ แต่ลูกรู้เจ้าค่ะคุณแม่ รู้ว่าเขาเรียกลูกเป็นแน่แท้”
“แล้วชายผู้นั้นเขาเป็นใครกันรึแม่ช่อฟ้า”
“เขา...ลูกมิทราบเจ้าค่ะ เพียงแต่รู้สึกคุ้นตานัก ทั้งน้ำเสียง แลรูปร่างหน้าตาดูคุ้นตาราวกับเคยเห็นเขาที่ใดมาก่อน อีกทั้งการพูดการเจรจาของเขาผู้นั้นเล่า หาได้เหมือนผู้ใดใน
อโยธยาไม่ การแต่งกายก็เฉกเช่นเดียวกัน เขาแต่งกายราวกับพวกฟะรังคีเจ้าค่ะคุณแม่”
“โอ้ พวกฟะรังคีรึ? แล้วชายผู้นั้นรูปร่างหน้าตาเป็นเยี่ยงไรเล่าแม่ช่อฟ้า รูปงามฤๅไม่”
แม่นายเฟื่องฟ้าเอามือทาบอก ก่อนจักหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์กับลำดวนผู้เป็นบ่าว
“เขาผู้นั้นรูปงามนักเจ้าค่ะ รูปงามมิเหมือนใครในอโยธยา ราวกับเขามีส่วนผสมระหว่างชาวอโยธยากับพวกฟะรังคี ลูกมิเคยเห็นใครรูปงามเหมือนเขามาก่อนเลย”
แม่หญิงพยายามอธิบาย พลันแม่นายผู้เป็นแม่ก็ตบเข่าฉาด ก่อนจะหัวร่อต่อกระซิกกับนางบ่าวเสียงดังลั่น
“นั่นประไรอย่างที่ข้าคิดไว้มิมีผิด ฝันดีเยี่ยงนี้ ข้าว่าลูกข้าคงจักได้เจอเนื้อคู่เป็นแน่แท้ เจ้าเห็นด้วยฤๅไม่ลำดวน ฮ้าฮ้าฮ้า”
“เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเจ้าค่ะแม่นาย แม่หญิงฝันดี๊ดีเจ้าค่ะ คริคริ”
แม่หญิงมองผู้เป็นแม่แลบ่าวคนสนิทอย่างตัดพ้อ ดูเอาเถิดทั้งสองหัวร่อราวกับชอบอกชอบใจกระไรนัก
“มิใช่ฝันดีเลยสักน้อย ไยคุณแม่กับพี่ลำดวนถึงได้ยิ้มหน้าระรื่นกับฝันร้าย ๆ ของลูกเล่าเจ้าคะ เนื้อคู่กระไรลูกมิอยากมีเจ้าค่ะ”
คนกำลังทุกข์ใจเอ่ยออกไปด้วยน้ำเสียงมิใคร่พอใจนัก
“โธ่เอ๋ยแม่ช่อฟ้า เนื้อคู่นั้นเล่าเพลามันจักมามันก็มา ผู้ใดจักปฏิเสธหาได้ไม่ อย่าคิดมากไปเลยหนาลูก ฝันนี้ย่อมดีนักแล ดูอย่างแม่สิก่อนจักได้เจอกับคุณพ่อ ยังเคยฝันคลับคล้ายคลับคลาราวฝันของลูกนี่แล”
ผู้เป็นแม่เอ่ยไปยิ้มไป มันรู้สึกคันยุบยิบในหัวใจเมื่อคิดว่าจักได้ลูกเขย
“คุณแม่เจ้าขา หาได้เหมือนกันไม่เจ้าค่ะ เพราะชายผู้นั้นเขาจักมาพรากลูกไปจากคุณแม่หนาเจ้าคะ พรากไปไกลนัก จักเป็นเนื้อคู่ได้เยี่ยงไรเจ้าคะ”
อย่างไรแม่หญิงก็ไม่เชื่อ เนื้อคู่ที่ไหนจะมาพรากเธอไปไกลถึงเพียงนั้น
“มิมีผู้ใดพรากเจ้าไปจากแม่ได้ดอกแม่ช่อฟ้า อย่าคิดมากไปเลยเจ้า”
คนเป็นแม่เหมือนจะเอ่ยปลอบแต่ก็แอบขบขันในท่าทีของแม่หญิง
“มีเจ้าค่ะ เขาผู้นั้นอย่างไรเล่า เขาเอาแต่เรียกหาลูก หลอกล่อลูกจนลูกต้องไปกับเขา แต่เมื่อลูกไปแล้ว ลูกจักกลับมาหาคุณแม่มิได้ คุณแม่เจ้าขาเพลานั้นลูกใจจักขาด มิรู้ว่าจักกลับมาหาคุณแม่ได้เยี่ยงไรเจ้าค่ะ”
“กลับมิได้ก็มิต้องกลับ อยู่กับบุรุษผู้รูปงามนั่นแลเจ้า แม่จักไปว่ากระไร คริคริ”
“คุณแม๊”
ดูเอาเถิดแม่ของเธอยังพูดเป็นเล่น คิดแล้วแม่หญิงก็อยากจะร่ำไห้ เป็นชายรูปงามแล้วอย่างไรเล่า มีสิทธิ์อันใดมาพรากเธอไปจากพ่อแลแม่ เรื่องราวในฝันนั้นช่างน่ากลัวนัก แม้เธอจักตื่นจากฝันแล้ว แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างที่ยังคอยรบกวนจิตใจ แค่คิดเธอก็ให้น้ำตารินไหลอาบสองแก้ม
“โถ..แม่ช่อฟ้า อย่าได้หม่นเศร้าไปเลยลูก เจ้าเป็นคนคิดมากตั้งแต่เมื่อใด เฮ้อ.. เอาอย่างนี้เถิดหนา วันนี้เจ้าจักไปค้างที่เรือนคุณย่ามิใช่รึ วันพรุ่งเจ้าก็ให้คุณย่าพาไปรดน้ำมนต์เพื่อความเป็นสิริมงคลดีฤๅไม่?”
แม่นายเฟื่องฟ้าเสนอ ในขณะที่มือคนเป็นแม่นั้นเฝ้าเช็ดน้ำตาให้คนขี้แย ลูกสาวนางนี่กระไร ปีนี้อายุย่างสิบแปดปีแล้ว แต่ยังร้องไห้เป็นเด็ก ๆ
“ดีเจ้าค่ะคุณแม่ ลูกจักให้คุณย่าพาไป เช่นนั้นเรารีบไปหาคุณย่ากันเถอะพี่ลำดวน”
“ไปเจ้าค่าแม่หญิง พี่ลำดวนจัดข้าวจัดของให้เรียบร้อยแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นก็รีบไปเถิด ประเดี๋ยวคุณย่าท่านจักคอย อ้อ ลำดวนเจ้าดูแลแม่หญิงให้ดีด้วยหนา”
ผู้เป็นแม่กำชับนางบ่าว
“เจ้าค่ะแม่นาย”
“จักไปไหนกันรึแม่ช่อฟ้า”
นายช่างแก้ว ช่างทองหลวงผู้มีฝีมือไม่เป็นสองรองใครในอโยธยาออกจากหอนอนมาพอดิบพอดี เพียงได้ยินว่าผู้เป็นบุตรสาวจักเดินทางไปไหนสักที่ คนหวงลูกสาวอย่างท่านจำต้องเอ่ยถามเอาความเสียหน่อย
“คุณพ่อ มาแล้วรึเจ้าคะ ลูกกำลังจักไปเยี่ยมคุณย่าเจ้าค่ะ จักไปค้างที่นั่นสักคืน รับปากท่านไว้แล้วเจ้าค่ะ”
“แม่ช่อฟ้าของพ่อช่างน่ารักแลกตัญญูนัก เช่นนั้นคุณย่าคงจักดีใจที่เจ้าไปหาท่าน ทำดีแล้วลูก”
เพียงได้ยินว่าลูกสาวจะไปหาแม่ของตน นายช่างแก้วก็ยิ้มด้วยความยินดี ท่านนั่งลงข้าง ๆ แม่หญิง ก่อนจะใช้มือลูบศีรษะเธอด้วยความรักแลเอ็นดู ลูกสาวช่างว่านอนสอนง่าย ภายนอกว่างดงามแล้วไซร้ จิตใจบุตรสาวนั้นเล่าก็งามไม่แพ้กัน
“มิต้องร่ำลากันนานดอกค่ะคุณพี่แก้ว ป่านนี้ฝีพายกับแม่ลำดวนรออยู่ที่ท่าน้ำแล้วกระมัง เช่นนั้นเราไปส่งลูกลงเรือกันเถิดเจ้าค่ะ”
“ไปสิแม่เฟื่อง”
ว่าแล้วผู้เป็นพ่อแลแม่ก็เดินลงท่าไปส่งแม่หญิงลงเรือด้วยตัวท่านเอง
เพียงแค่เท้าน้อย ๆ ก้าวลงลำเรือไป แม่หญิงช่อฟ้าก็รู้สึกใจหายวาบ ช่างประหลาดนัก! แม่หญิงหันกลับไปมองสบตาพ่อแลแม่ก็ให้รู้สึกเศร้า แต่ก็ยังฝืนยิ้มให้พวกท่านก่อนจักกล่าวคำลา
“ลูกกราบลาคุณพ่อคุณแม่เจ้าคะ วันพรุ่งลูกจักรีบกลับเรือน”
“ไปดีมาดีหนาลูกพ่อ แม่ลำดวน พ่อฝีพาย พวกเจ้าดูแลลูกข้าให้ดีด้วย”
“เจ้าค่ะ / ขอรับ”
นางบ่าวแลฝีพายรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะ
“แม่ช่อฟ้าวันพรุ่งอย่ากลับให้มืดค่ำนักนะลูก แล้วอย่าลืมให้คุณย่าท่านพาไปรดน้ำมนต์ด้วยเล่า เดินทางปลอดภัย โชคดีมีชัยหนาลูกแม่”
“เจ้าค่ะคุณแม่”
สิ้นคำนั้นฝีพายร่างกายกำยำก็ใช้มือที่จับไม้พายจ้วงลงไปในผืนน้ำ กระทั่งน้ำแตกกระจายเป็นคลื่นเล็ก ๆ ส่งให้เรือลำน้อยค่อย ๆ ลอยลำห่างออกไปจนไกลลับตา โดยผู้เป็นพ่อแลแม่นั้นหนามิได้รู้ว่าในวันข้างหน้าจักเป็นเช่นไร?
