ตอนที่ 8. วิญญาณสวรรค์
“เดิมทีคุณผู้หญิงคนนี้ต้องตายไปแล้ว ที่ยังหายใจได้เพราะจี้หยกช่วยไว้ แต่คนแขวนจี้หยกก็ไม่ได้มีเจตนาดี เพราะทำให้เป้าหมายแค่พอมีลมหายใจเพื่อดูดโชคลาภไปเรื่อย ๆ เท่านั้น หากหยกพลังงานชั่วร้ายถูกทำลายมันก็จะถูกทำลายเหมือนกัน”
หลานซืออินพูดจบจี้หยกที่ห้อยคอเวินซินอยู่ก็แตกออก ราวกับว่าเธอมีวาจาศักดิ์สิทธิ์
“แล้ว... แล้วแม่ฉันจะฟื้นเมื่อไหร่เหรอ” จูจิงถามด้วยเสียงสั่น ๆ เข้าไปจับมือแม่ของเธอด้วยดวงตาฉ่ำน้ำ เพียงแค่คิดว่าเกือบจะเสียแม่ไปแล้ว เธอก็แทบทนไม่ไหว
“ฉันจะช่วยพาวิญญาณเข้าร่างก่อน หากฟื้นแล้วสติไม่มีปัญหา แต่เรื่องร่างกายต้องพึ่งหมอตัวจริงกับการบำรุงร่างกายนะ”
หลานซืออินคีบกระดาษยันต์สีเหลืองขึ้นมาสะบัดพู่กันแต้มชาดวาดกลางอากาศอีกครั้ง แล้วแปะไปบนตัวคนป่วย พริบตาเดียวยันต์ก็เรืองแสงวาบแล้วเผาไหม้ตัวเองไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน
เวินซินที่นอนไม่ได้สติมาเป็นปีกระตุกเบา ๆ เฮือกหนึ่ง ก่อนเปลือกตาจะขยับแผ่วเบา แล้วเปิดขึ้นช้า ๆ สามคนที่เฝ้ารอการตื่นขึ้นของเธอยิ่งกว่าใครกรูเข้าไปเกาะหน้าเตียงด้วยสีหน้าดีใจ
“เวินซิน !”
“แม่ !”
หลานซืออินขยับก้าวออกมาให้สมาชิกครอบครัวได้พบหน้ากัน ฉากตรงหน้าช่างชวนซาบซึ้งน้ำตาไหล แต่เธอกลับยกยิ้มจางมองอยู่ ข้าง ๆ นิ่ง ๆ คนอื่นมองว่าเธอช่างมีจิตใจสูงส่งไม่หวั่นต่ออารมณ์ทางโลก แต่ใครจะรู้ว่าเธอกำลังฉลองผ่านจิตกับเจ้าซิ่วซิ่วที่ได้รับพลังบุญกุศลมาเพิ่มอยู่ ยิ่งนึกถึงเงินค่าจ้างในวันนี้ หลานซืออินก็บังคับตัวเองให้เศร้าไม่ได้จริง ๆ
“วู้ว ! สุดยอดไปเลยเจ้านาย”
“ฉันเองก็เพิ่งเคยใช้พลังวิญญาณได้ตามใจนึกแบบนี้ครั้งแรก ความรู้สึกที่ผีบรรพบุรุษทั้งหลายเคยบอกมันเป็นแบบนี้สินะ”
เธอตั้งมั่นในใจแล้วว่าจะเอาเงินค่าจ้างไปซื้อของเซ่นไหว้บรรพบุรุษทุกคนอย่างดี จะว่าไปชาตินี้พวกเขายังไม่มาปรากฏตัวให้เธอเห็นเลย ไม่ว่าจะเรียกยังไงก็ไม่มีใครมา ถ้าไปที่สุสานของตระกูลอาจจะเจอเบาะแสอะไรบ้าง
“ขอบคุณท่านปรมาจารย์มากจริง ๆ นะครับ !”
“ตระกูลจูของพวกเราจะไม่ลืมบุญคุณนี้แน่นอน !”
“หลานซืออิน... ฮืออ ขอบคุณเธอมากนะ...”
“เรียกท่านปรมาจารย์สิจิงจิง !”
ผู้เป็นพ่อแก้ไขคำเรียกของลูกสาว หลานซืออินมองพินิจคุณหนูจูจิงตรงหน้าเล็กน้อยก็เห็นโชคชะตาบางอย่าง
“ไม่เป็นไรค่ะ จูจิงกับฉันยังไงก็เป็นเพื่อนนักเรียนกัน เรียกชื่อกันเฉย ๆ ก็ได้จะได้สนิทกันค่ะ”
เพียงเท่านั้นทุกคนก็ตาวาววับ ถ้าได้ผูกมิตรกับปรมาจารย์ฝีมือเยี่ยมขนาดนี้จะดีแค่ไหนกัน !
“ดี ๆ ๆ งั้นฝากจิงจิงของพวกเราด้วยนะครับท่านปรมาจารย์ ถ้ามีเรื่องต้องการความช่วยเหลือก็บอกเด็กคนนี้ได้เลย ตระกูลจูพร้อมช่วยเหลือเต็มที่ครับ !”
หลังจากนั้น สองคนที่ทำความผิดก็ถูกลากตัวไปจัดการที่คุกใต้ดินของตระกูลจู หลานซืออินมองตามด้วยใจที่ดำดิ่งเล็กน้อย เพราะเห็นว่าพวกเขาสองคนเริ่มถูกไอมรณะปกคลุมแล้ว อีกไม่นานผลสะท้อนกลับคงออกฤทธิ์เต็มที่ วิญญาณบาปทั้งสองมียมทูตมารอรับแล้ว
หมอและพยาบาลฝีมือดีถูกเรียกตัวเข้ามาดูอาการนายหญิงอย่างเร่งด่วน หลานซืออินแนะนำให้เปลี่ยนห้องรักษาเพราะที่แห่งนี้ปนเปื้อนด้วยพลังชั่วร้ายมาหนึ่งปีจึงมีพลังงานไม่ค่อยดีนัก ตระกูลจูก็เชื่อฟังจัดการย้ายห้องผู้ป่วยทันที ต่อมาเธอแนะนำให้เปลี่ยนห้องนี้เป็นห้องบูชาบรรพบุรุษ ให้เหล่าบรรพบุรุษช่วยชำระล้างที่แห่งนี้และปกป้องตระกูลต่อไป พวกเขาก็ไม่อิดออดสั่งการรวดเร็ว
ตระกูลจูอยากให้ค่าตอบแทนเธอมหาศาล แต่หลานซืออินรับได้แค่ราคาที่คุยกันไว้ตอนแรก ใครเล่าจะรู้ว่าหัวใจเธอหลั่งน้ำตาอย่างเจ็บปวดแค่ไหน เพราะเป็นกฎของตระกูลที่สอนกันมาว่าต้องรับเงินค่าจ้างอย่างสมเหตุสมผลเท่านั้น และยังต้องแบ่งส่วนหนึ่งไปบริจาคสร้างบุญกุศลด้วย
หญิงสาวปั้นหน้ายิ้มอย่างสุดความสามารถจนกระทั่งนั่งรถของตระกูลจูกลับมาถึงบ้านหลังน้อยของเธอกับป้า วินาทีที่รถคันนั้นลับหายไปร่างบางก็ห่อเหี่ยวลงทันที
“เฮ้ออ กฎของตระกูลหลาน... ซิ่วซิ่ว... เห็นทองแท่งเต็มตู้เซฟที่พวกเขายกให้เรามั้ย”
“อย่างน้อยก็มีเงินกินข้าวแล้วไม่ใช่เหรอ ดีกว่าชีวิตที่แล้วตั้งเยอะ ทำงานเหนื่อยแทบตาย ยังต้องวิ่งหนีเจ้าหนี้อีก”
“ที่ซิ่วซิ่วพูดก็ถูก”
พอเปรียบเทียบกับชีวิตที่แล้วหลานซืออินก็ฟื้นคืนชีพทันที วันนี้เธอจะกินของอร่อยให้พุงกางเลย
และในตอนที่หันไปจะเปิดประตูรั้วบ้าน ปลายหางตาก็เห็นแสงสีทองม่วงแวบผ่านเข้ามา เธอจึงชะงักมือแล้วหันไปมองให้เต็มตา แล้วสิ่งที่เห็นก็ทำให้ตกตะลึงจนตาค้าง
ห่างจากบ้านเธอไม่ไกล ตรงนั้นมีวิญญาณชายหนุ่มตนหนึ่งยืนอยู่ ทั่วทั้งร่างเปล่งรัศมีสีม่วงทองจนแสบตา บ่งบอกว่าวิญญาณดวงนี้เป็นผู้มีบุญมากแค่ไหน ในใจหลานซืออินสั่นระรัวไปหมด
นั่น... วิญญาณเทพเจ้าจากไหนกัน !
สองขารีบก้าวเร็วเข้าไปหาเขาทันที ยิ่งเข้าใกล้ก็ยิ่งเห็นชัดเจน ร่างสูงโปร่งงดงามมองมนุษย์ที่กำลังเข้ามาใกล้ด้วยท่าทีนิ่งสงบ
“คือว่า... มีอะไรให้ช่วยมั้ย”
หลานซืออินถามด้วยน้ำเสียงสุภาพที่สุด ถ้าเธอช่วยวิญญาณตนนี้ได้ละก็ ตระกูลฮุนอะไรนั่นก็แค่ลูกไก่ในกำมือเท่านั้นแหละ !
