ตอนที่ 7. ขโมยโชคลาภ
“จิงจิงอย่าเล่นแบบนี้ ถ้าแม่เป็นอะไรขึ้นมาจะทำยังไง !”
จูจิงเมินเสียงตะโกนของพ่อ มองพ่อบ้านที่ทำเหมือนเล่นละครใบ้ทุบกำแพงที่มองไม่เห็นตาปริบ ๆ
“ที่แท้ตระกูลจูก็มีความจริงใจเพียงเท่านี้ เราไต้ซือชุนได้เห็นแล้ว วันนี้ไม่ขอทำพิธี !” ไต้ซือชุนสะบัดแขนเสื้อหันหน้าหนีอย่างโมโห
“จิงจิงหยุดเพื่อนเดี๋ยวนี้ !”
เสียงตะคอกของปู่ทำเอาเด็กสาวสะดุ้งได้สติ ก่อนจะแปรความรู้สึกทุกอย่างเป็นความโมโห
“ไม่หยุด ! ถ้าไต้ซือชุนหัวโล้นนี่ช่วยแม่ได้จริงทำไมแม่ยังไม่ฟื้นล่ะคะ ! หนึ่งปีเชียวนะ ! หมอก็บอกว่าร่างกายแม่อ่อนแอลงทุกวัน หนูทนเห็นแม่เป็นอะไรไปไม่ได้หรอกค่ะ !”
และก่อนที่สองฝ่ายจะได้ถกเถียงกันต่อนั้น หลานซืออินก็มัดรวบผมเธอขึ้นไปเป็นทรงหางม้าเรียบร้อยแล้ว ใบหน้างดงามละเอียดเปิดเผยออกมาชวนให้คนจ้องมอง ผมหน้าม้าที่ปกปิดดวงตาคู่สวยมาตลอดแหวกออกเป็นปอยผมคลอเคลียหน้า ปานรูปผีเสื้อนั้นสะดุดตาและให้กลิ่นอายสูงส่ง มือเรียวสวยหยิบธูปขึ้นมาสะบัดเพียงหนึ่งครั้ง ควันสีเทาก็ลอยออกมาราวเล่นมายากล
หญิงสาวกล่าวถ้อยคำในใจแล้วปักลงบนกระถางธูป สะบัดมืออีกครั้งคีบแผ่นยันต์ให้ลอยกลางอากาศตวัดปลายพู่กันจุ่มชาดวาดยันต์ด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง ยันต์ใบนั้นถูกนำไปจ่อกับธูปก็เผาไหม้ ส่งกลิ่นหอมกระจายไปทั่วห้อง พลันเกิดแสงเจิดจ้าจนทุกคนต้องหลับตา
ปานกลางหน้าผากที่เดิมเป็นสีน้ำตาลเรืองรองแสงสีขาวออกมาชั่ววูบเช่นเดียวกับนัยน์ตาสีดำที่ดุจดั่งมีดวงดาวนับล้านบรรจุไว้ด้านใน
เพียงพรึ่บเดียวแสงสว่างจ้าก็หายไปพร้อมไอมรณะด้านในที่หายเกลี้ยง ทั่วทั้งพื้นที่ถูกชำระล้างแล้ว ทั้งที่ห้องเป็นห้องเดิมแต่กลับดูสว่างสะอาดขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์ ทุกคนได้แต่ยืนอึ้งตรงนั้น
ไต้ซือชุนใจสั่นแล้ว พลังวิญญาณที่พัดวูบเข้ามาทำให้แน่ใจว่าเด็กสาวคนนี้เป็นผู้มีวิชาตัวจริง เขาที่มีพลังปลายหางอึ่งไม่นับเป็นตัวอะไรเลย ! สิ่งที่ทำไว้จะต้องถูกเปิดโปงแน่ !
เมื่อคิดได้เช่นนั้นจึงตั้งใจจะวิ่งหนีออกไปเต็มที่ พอเห็นท่าทีลนลานของไต้ซือชุนผู้นั้นจูเจิ้งไห่ก็ขมวดคิ้วถามเสียงเข้มทันที
“ไม่ทราบว่าท่านไต้ซือชุนจะไปไหน”
“ฉัน... ฉัน...”
“จับตัวไว้ !”
เหล่าบอดี้การ์ดที่รู้งานเข้าไปจับตัวเขาไว้ทันที
“ผมจะไปตามคนมาเพิ่มนะครับ !” พ่อบ้านวัยกลางคนทำหน้าขึงขังพุ่งออกมาจากห้องหลังไร้เกราะของซิ่วซิ่วทันที
“จับเขาไว้ด้วยค่ะ” หลานซืออินชี้นิ้วบอก
พ่อบ้านสะดุ้งเร่งฝีเท้าด้วยใบหน้าซีดเซียว
“รีบจับคนไว้สิ !!” จูจิงตวาดซ้ำบอดี้การ์ดถึงตามจับพ่อบ้านกลับมาได้
เพราะท่าทางมีพิรุธของทั้งสองคนและการเปลี่ยนบรรยากาศในห้องให้กลับมาสดใสไม่หนักอึ้งได้ในพริบตา ทำให้สองพ่อลูกตระกูลจูเปลี่ยนสายตาที่มองเด็กสาวผู้มาเยือนใหม่อีกครั้ง แต่ไม่ทันจะได้อ้าปากถามอะไร ร่างบางก็ก้าวตรงไปยังเตียงหนึ่งเดียวในห้องเสียก่อน จูจิง จูซื่อหมิงและจูเจิ้งไห่จึงเดินตามหลังเธอไปอย่างกระตือรือร้น
“แม่ฉัน... ยังพอจะช่วยได้มั้ย” จูจิงกำมือแน่นถามอย่างประหม่า เมื่อเห็นหลานซืออินมองร่างผอมบนเตียงด้วยสายตาเรียบเฉย
“ช่วยได้” เธอตอบ พลางเหลือบสายตามองวิญญาณโปร่งแสงที่ยืนเหม่อข้างเตียงเข้าร่างไม่ได้อย่างพิจารณา รอยยิ้มน้อย ๆ ประดับที่มุมปากหมอผีสาวทันที... เพราะนายหญิงตระกูลจูผู้นี้มีพลังบุญกุศลอยู่ประมาณหนึ่งกำปั้นเลยทีเดียว
“นี่เรียกว่าการสะกดวิญญาณขโมยโชคลาภ”
แค่ชื่อพิธีที่หลานซืออินบอกก็ทำเอาทุกคนขนลุกไปหมด
“เป็นการเลือกเป้าหมายที่มีจิตใจอ่อนแอที่สุดในบ้านนี้แล้วทำการสะกดวิญญาณเอาไว้ คือบังคับวิญญาณออกจากร่างให้ไม่อาจรับรู้ร่างกายตัวเอง แล้วใช้ร่างกายนี้เป็นทางผ่านส่งมอบโชคลาภของคนในตระกูลจูนี้ให้ใครอีกคน โดยปกติพิธีนี้จะต้องใช้ของเป็นสื่อกลางเพื่อสะกดดวงวิญญาณ”
เพียงคำบอกเล่าผ่านน้ำเสียงเรียบง่ายนั้นก็ทำให้ไต้ซือชุนและพ่อบ้านตัวสั่นไปหมดแล้ว
หลานซืออินหยิบกระบี่ไม้ท้อออกมาด้วยความคิดถึง สิ่งนี้เป็นสมบัติตระกูลอย่างสุดท้ายที่เธอมี เมื่อชาติที่แล้วเพราะความจนจึงต้องถูกขายเพื่อซื้อข้าวกิน
“หากทำลายสิ่งของที่เป็นต้นตอสะกดวิญญาณแล้วล่ะก็... คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นคะ ?”
สองคนที่ถูกจับตัวไว้ดิ้นพล่านทันที โดยเฉพาะไต้ซือชุนที่หน้าซีดเผือด ก้มหัวคารวะแทบโขกศีรษะกับพื้นแล้ว เขารู้ผลของสิ่งนั้นดีที่สุดและไม่อยากจะรับรู้มันแม้แต่นิด
“ปรมาจารย์โปรดไว้ชีวิตด้วย ! อย่าทำเช่นนั้นเลย ! ผมสำนึกผิดแล้ว ! สำนึกผิดแล้วจริง ๆ ไม่ทำแล้ว !”
เธอไม่เหลือบมองสองคนนั้นด้วยซ้ำ แต่พิจารณากำไลข้อมือหยกมันแพะสีขาวที่ข้อมือคนป่วยและจี้หยกที่ห้อยคอร่างบนเตียงด้วยสายตาเย็นชา
“ใช้วิชาเต๋าทำร้ายคนย่อมต้องได้รับผลตอบแทนที่สาสม สิ่งใดที่ทำไว้จะสะท้อนกลับสู่ตัวผู้กระทำ”
พูดจบกระบี่ไม้ท้อแสนประณีตก็ถูกแตะเบา ๆ ที่กำไลหยกมันแพะ เพียงเท่านั้นมันก็แตกกระจายออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
เปรี้ยง !
ราวกับมีอสนีบาตฟาดลงข้างกกหูของไต้ซือชุน เขากระอักเลือดตาเหลือกล้มลงหมดสติไปในทันที
“และผู้ที่ขโมยโชคลาภของผู้อื่น... ยอมต้องชดใช้สิ่งเหล่านั้นกลับมาคืน”
ครืนนน
พ่อบ้านที่อยู่ข้างไต้ซือชุนพริบตาเดียวก็ดูแก่ลงไปอีกสิบปี เขาทรุดตัวลงร้องโอดโอยออกมาอย่างทรมาน เป็นอันระบุตัวคนร้ายได้ทันที ชัดเจนว่าพ่อบ้านผู้นี้คือคนที่จ้างไต้ซือชุนมาทำร้ายนายหญิงของเขาเอง !
คนตระกูลจูทั้งสามมองคนที่ตัวเองไว้ใจมาตลอดด้วยความโกรธแค้น แต่ยังไม่กล้าลงมือเพราะเกรงใจปรมาจารย์ที่กำลังช่วยคลี่คลายเรื่องทุกอย่างตรงหน้า
