ตอนที่ 2. เริ่มอีกครั้ง
“ใช่แล้ว... เป็นคำสาปที่จะทำให้พวกเรายิ่งใหญ่ที่สุดในโลกยังไงล่ะ ฮ่า ๆ ๆ และตอนนี้ถึงเวลาของแกแล้ว... ขอรับวิญญาณไปล่ะนะทายาทตระกูลหลานคนสุดท้าย”
“ไม่.. มี... วัน”
วิญญาณของเธอ ไม่มีวันยกให้เดรัจฉานอย่างพวกมันเด็ดขาด !
“นี่แกจะทำอะไร !”
ฮุนอู๋เซิงหน้าซีดเผือดรีบท่องคาถาใช้พลัง แต่ไม่ทันแล้ว เพราะหญิงสาวผู้นั้นอันเป็นเป้าหมายสำคัญได้ใช้แรงเฮือกสุดท้ายพลิกร่างส่งตัวเองลงหุบเหวมรณะไปเรียบร้อย
“เวรเอ๊ย ! ลงไปตามหาศพเร็วเข้า !”
แว่วเสียงร้อนรนของศัตรูทำให้หลานซืออินยิ้มได้ในช่วงเวลาสุดท้าย เสียงลมหวีดหวิวผ่านข้างหูมาพร้อมกับความรู้สึกร่วงหล่นไร้น้ำหนักกลางอากาศ ก่อนทุกอย่างจะกลายเป็นความเงียบสงัด น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกเจ็บปวดเลยสักนิดและจำช่วงเวลาที่ตนเองกระแทกพื้นไม่ได้เลย
รู้ตัวอีกทีก็ตกอยู่ในห้วงแสงสว่างอันน่าประหลาดแล้ว
หรือนี่คือทางไปสวรรค์ ?
“เจ้านายโง่ ! ฮืออ ตายแล้ว ตายกันหมดแล้ว”
เสียงเล็ก ๆ แสนคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนร่างโปร่งแสงของเต่าน้อยจะปรากฏตรงหน้า
“ซิ่วซิ่ว ?”
“แง จนตายแล้วข้าก็ยังได้ยินชื่อน่าอายนี่อยู่อีกเหรอ แง”
เต่าน้อยร้องไห้งอแง มันไม่ชอบชื่อนี้เลยจริง ๆ แต่ไม่มีทางเลือกเมื่อเจ้านายได้ผูกมัดมันกับชื่อนี้ไปแล้ว ‘ซิ่วซิ่ว’ ที่แปลว่าสง่างาม เป็นชื่อที่ความหมายดี... แต่มันเป็นชื่อหวาน ๆ น่ารัก ๆ ของเต่าตัวเมีย ส่วนมันเป็นตัวผู้ !
“ชื่อน่ารักดีจะตาย เลิกบ่นเรื่องชื่อเถอะ ตายแล้วยังแค้นฉันเรื่องนี้อยู่อีกเหรอ ว่าแต่นี่ทางไปสวรรค์หรือนรกกันล่ะเนี่ย”
หลานซืออินมองรอบด้านด้วยความสงสัย
“ไม่ถูกทั้งคู่”
เสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น ก่อนจะปรากฏร่างวิญญาณอันคุ้นหน้าร่างแล้วร่างเล่า
“ท่านทวด ! ท่านทวดของทวด ! ท่านผู้อาวุโส ! ท่านผู้นำตระ กูล !”
ทุกตนล้วนเป็นผีบรรพบุรุษที่คอยสั่งสอนมอบความรู้ให้เธอมาตลอดหลายปีนี้
“ในที่สุดวันนี้ก็มาถึงสินะ”
ท่านปู่ผู้ก่อตั้งตระกูลก้าวมาข้างหน้าพูดกับทายาทคนสุดท้ายด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย หลานซืออินมองหน้าพวกเขาอย่างรู้สึกผิด
“ขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้ผิดหวัง หนู... ไร้ความสามารถจริง ๆ ค่ะ ยังแก้แค้นไม่สำเร็จก็ได้มาอยู่เป็นเพื่อนทุกคนซะแล้ว”
มือใหญ่ของผู้นำตระกูลลูบศีรษะเล็กเบา ๆ ส่งผ่านความอบอุ่นและความรักเต็มเปี่ยม เหล่าบรรพบุรุษมองหญิงสาวที่พวกเขาเฝ้าฟูมฟักมาตั้งแต่เด็กด้วยรอยยิ้มเอ็นดู ต่างคนต่างเข้ามารุมล้อมมอบกอดปลอบใจ
“ไม่ต้องห่วง เจ้ายังมีโอกาส”
“โอกาสครั้งใหญ่เลยล่ะ !”
“ทีนี้พวกเราก็ไม่ได้สอนซืออินเสียเปล่าแล้ว”
“ช่างเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ”
“ข้าทำนายไม่ผิดจริงด้วย ! เจ้าตัวเล็กนี่เป็นความหวังสุดท้ายของพวกเรา !”
เห็นท่าทางกระตือรือร้นของพวกเขาแล้ว หลานซืออินก็แปลกใจเช่นเดียวกับซิ่วซิ่วที่เกาะอยู่บนหัวเธอ คุณปู่ผู้ก่อตั้งตระกูลเอ่ยถามอย่างอารมณ์ดี
“รู้สึกถึงอะไรในตัวที่แปลกไปรึเปล่า”
หลานซืออินกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนลองตรวจสอบร่างกายตัวเอง ดวงตาคู่สวยเบิกโตขึ้นช้า ๆ เช่นเดียวกับปากที่อ้ากว้าง หัวใจเต้นรัวไปหมดอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ประตู... ประตูแห่งจิตวิญญาณเปิดออกแล้ว...”
ประตูนี้เป็นเขตกั้นระหว่างนักพรตเต๋าธรรมดาและระดับปรมาจารย์ กล่าวได้ว่าผู้ที่เปิดประตูจิตวิญญาณนี้ออกได้ล้วนแล้วแต่สามารถฝึกวิชาบำเพ็ญได้สูงส่งกว่าเป็นร้อยเท่าพันเท่า อีกทั้งประตูนี้ยังเปิดกว้างจนน่าตกใจ
“ตะ... แต่ว่าหนูตายแล้วนะคะ”
หลานซืออินไม่เข้าใจ ประตูจิตวิญญาณเปิดตอนเธอตายงั้น เหรอ ? ไหนจะท่าทางตื่นเต้นของบรรพบุรุษทั้งหลายอีก...
“เจ้ายังมีโอกาสหนูน้อย หวังว่าครั้งนี้จะทำสำเร็จนะ”
“พวกเราขอฝากทุกอย่างไว้ที่เจ้า”
“สู้ ๆ นะยายหนู”
“ฝากกลับไปไหว้หลุมศพพวกเราด้วยล่ะ !”
“เผาเงินกลับมาให้ข้าเยอะ ๆ หน่อยนะ !”
“หมายความว่ายังไงคะ !?” หลานซืออินยังไม่เข้าใจ
“นี่ ๆ อย่าลืมตามหาเนื้อคู่ แต่งงานแล้วมีหลานให้พวกเราเร็ว ๆ ด้วยล่ะ !”
“ใช่ ๆ การสืบทอดสายเลือดตระกูลหลานก็สำคัญนะ”
“โชคดีนะซืออิน !”
หลานซืออินประมวลผลคำพูดพวกนั้นยังไม่กระจ่าง ก็มีแรงดึงดูดลึกลับมาจากด้านหลังกระชากเธอเข้าไปในห้วงอันว่างเปล่า ภาพสุดท้ายที่เห็นคือรอยยิ้มและการโบกมือลาของเหล่าบรรพบุรุษ
อืม... ยังมีเสียงแหกปากของซิ่วซิ่วที่เกาะหัวเธออยู่ด้วย
“ว้ากกกกกกก”
พรึ่บ !!
เฮือก !!
ร่างบางลุกพรวดขึ้นนั่งหอบหายใจแรง ทั้งตัวชื้นไปด้วยเหงื่อและไอร้อน หลานซืออินมองรอบด้านด้วยสายตาพร่าเบลอ รู้สึกถึงลมหายใจของตัวเองและเสียงหัวใจที่กำลังเต้น
เธอยังไม่ตาย...
และที่นี่... คือบ้านเดิมที่เธอเคยอาศัยอยู่กับคุณป้านอกสายเลือด หลังจากที่ตระกูลหลานล่มสลายและเหลือเธอเพียงคนเดียว
“เจ้านาย ! เจ้านาย ! พวกเรายังไม่ตาย ! วู้ววว ยาฮู้ !!” เสียงเจื้อยแจ้วของซิ่วซิ่วที่ลอยกระโดดโลดเต้นทำให้เธอปวดหัวจี๊ด
“เงียบ ๆ หน่อย”
ดวงตาหงส์กวาดมองไปทั่วห้องนอนเก่าของตัวเอง แต่เดิมบ้านหลังนี้ถูกเธอขายไปเพื่อหาเงินกินข้าวแล้วนี่นา... ทันใดนั้นเธอก็สะดุดตากับปฏิทินข้างฝา ปี 2015 นี่มัน สิบกว่าปีที่แล้วเหรอ ?
ดูจากวันที่ที่กาไว้ ช่วงนี้เป็นช่วงที่เธอเพิ่งเสียคุณป้าไปแล้วเริ่มใช้ชีวิตตัวคนเดียวอย่างเป็นทางการ หลังงานศพเธอป่วยหนักอยู่ครั้งหนึ่ง นี่คงเป็นตอนนั้นสินะ...
เธอยังไม่ตาย... เธอกลับมาแล้ว... หลานซืออินยกมือขึ้นสัมผัสใบหน้าของตัวเอง ความรู้สึกอุ่นร้อนของเลือดที่ไหลเวียนใต้ผิวหนังช่างสมจริงจนน่าตื่นเต้น ความเจ็บปวดจากลูกกระสุนที่ฉีกร่างเธอยังคงเป็นเหมือนภาพหลอนติดอยู่ในความทรงจำ
เธอยังจำความรู้สึกยามร่วงหล่นจากหน้าผาได้ดี... แต่นี่คือห้องนอนเก่าของเธอ กลิ่นอับจาง ๆ ของหนังสือที่คุณป้าชอบอ่านยังคงลอยอบอวลอยู่ แสงแดดยามเช้าส่องผ่านม่านลูกไม้ลายเดิมที่เธอเคยบ่นว่ามันเชย นี่ไม่ใช่ความฝัน... แต่มันคือโอกาสครั้งที่สองที่แลกมาด้วยอะไรกันแน่?
ความเสียสละของเหล่าบรรพบุรุษ? น้ำตาไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว มันไม่ใช่น้ำตาแห่งความดีใจ แต่เป็นน้ำตาแห่งภาระอันหนักอึ้งที่เธอต้องแบกรับนับจากนี้ไป การล้างแค้นไม่ใช่แค่เป้าหมายอีกต่อไป... แต่มันคือทุกสิ่ง
เธอได้กลับมาตอนอายุสิบเก้า
กลับมามีชีวิตเพื่อเริ่มทุกอย่างใหม่อีกครั้ง
