ตอนที่ 13. งานที่สอง
ตรู๊ดด
‘ฮัลโหลลูกพ่อ มีอะไรรึเปล่า ?’
อีกฝ่ายรับสายอย่างรวดเร็ว ถิงมี่มี่เงยหน้ามองคนที่บอกให้โทร
“ถามว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน”
“พ่อกับแม่อยู่ไหนคะ”
‘พวกเราอยู่ย่านการค้าน่ะ กำลังรอข้ามถนนไปลานจอดรถ’
“อย่าให้พวกเขาข้ามถนนเด็ดขาด รีบหน่อย เร็วเข้า ! ถ้าข้ามถนนพวกเขาต้องตายแน่” เสียงที่นิ่งเรียบมาเสมอสั่งอย่างร้อนรนเมื่อเห็นไอดำในจุดบิดามารดาของอีกฝ่ายเข้มขึ้นจนสุดแล้ว
“พ่ออย่าเพิ่งข้ามถนนนะคะ ! แม่ก็ด้วย ! อย่าเพิ่งข้ามนะ !” แม้ไม่รู้ว่านี่มันเรื่องอะไรแต่ถิงมี่มี่ก็รู้สึกไม่ดีขึ้นมาแล้ว แค่คำว่าตายก็ทำเธอแทบสติแตก
‘มีเรื่องอะไรรึเปล่าลูก ? อีกเดี๋ยวพ่อกับแม่ไปรับที่โรงเรียนดีมั้ย’
ตอนนั้นเสียงแว่วของแม่ที่บอกว่าไฟเขียวแล้วให้รีบข้ามก็ดังลอดมา
“ห้ามข้ามนะ ! ห้ามข้ามถนนนะคะ !” เสียงแผดร้องของเด็กสาวดังจนน่าตกใจ
‘มีอะไรรึเปล่าลูก ? เป็นอะไรไป ?’
คราวนี้ผู้เป็นแม่เอาโทรศัพท์ไปคุยเองแล้ว เสียงลูกสาวที่ดังทะลุมาทำเธอสงสัยงงงวย แต่ไม่ทันจะได้สนทนาอะไรต่อเสียงกึกก้องบางอย่างก็เกิดขึ้น
เอี๊ยดดดดดด
โครมมมม !!!
‘กรี๊ดด !!’
อีกฟากหนึ่งของสายตกอยู่ในความวุ่นวายชั่วขณะ
“แม่ ! พ่อ ! เกิดอะไรขึ้นคะ !” ถิงมี่มี่แทบจะเป็นลมต้องให้จูจิงช่วยประคองไว้
‘เมื่อกี้... เมื่อกี้มีรถบรรทุกสองคันชนประสานงา... ถ้าลูกไม่ห้ามไว้ พวกเราคง...’ เสียงพ่อถิงสั่นเครือ สติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว หากพวกเขาไม่ฟังลูกสาว ป่านนี้คงเป็นเนื้อบดไปแล้ว
หลานซืออินเห็นเงามรณะนั้นจางไปแล้วจึงพยักหน้าให้ คนที่เพิ่งเกือบเสียคนในครอบครัวไปถอนหายใจยาว ทรุดตัวลงพื้นอย่างหมดแรงทันที พ่อถิงคุยสายกับลูกสาวยืนยันว่าพวกเขาปลอดภัยอยู่พักหนึ่งก็ขอตัววางสายเพื่อไปให้ปากคำกับตำรวจ
“ขอบคุณจริง ๆ นะคะ ถ้าไม่ได้คุณ ฉันไม่รู้เลยว่า... ว่า...” น้ำตาแห่งความกลัวหยดลงมาในที่สุด
ยันต์สงบใจถูกเผาไหม้ลงน้ำดื่มแล้วยื่นมาให้ ถิงมี่มี่จิบน้ำไปก็รู้สึกว่าความวุ่นวายในหัวสงบลงเช่นเดียวกับอารมณ์ด้านลบที่พลุ่งพล่าน
โต๊ะเก้าอี้เบาะนั่งถูกบอดี้การ์ดของจูจิงนำมาตั้งบนดาดฟ้าอย่างรวดเร็วเพื่ออำนวยความสะดวกในการพูดคุยกัน ไม่รู้ว่าเธอไปเตรียมทุกอย่างมาตอนไหนและโรงเรียนอนุญาตให้คนพวกนี้เข้ามาในโรงเรียนได้ยังไง
“ทีแรกฉันจะให้พวกเขาเอาโซฟามาด้วยซ้ำ แต่มันใหญ่เกินจะผ่านประตูดาดฟ้าขึ้นมาได้น่ะสิ” จูจิงกระซิบบอกไว้แบบนั้น หลานซืออินจึงเลิกคิดจะถามเหตุและผลจากเพื่อนใหม่คนนี้ทันทีแล้วหันมาพูดคุยกับผู้ว่าจ้างคนใหม่แทน
“ฉันคิดว่าในบ้านจะต้องมีวิญญาณร้ายอยู่แน่นอนค่ะ”
ถิงมี่มี่เริ่มเล่าถึงเหตุการณ์ประหลาดในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาของครอบครัวเธอ เริ่มจากการฝันร้ายถึงที่แคบของคนในบ้าน ทุกคนต่างฝันวนเวียนกัน และมีความฝันแบบเดียวกัน คือถูกกดทับไว้ในที่แคบจนกระดิกตัวไม่ได้ตลอดทั้งคืน ก่อนจะตื่นมาเหงื่อโชกเต็มตัวตามมาด้วยอาการอ่อนเพลีย
เดิมทีถิงมี่มี่กลัวตั้งแต่ตอนนี้และพูดถึงเรื่องเชิญนักพรตหรือปรมาจารย์มาช่วยปัดเป่าสิ่งชั่วร้ายแล้ว แต่บ้านของเธอล้วนเป็นหมอและยึดถือเรื่องวิทยาศาสตร์กันเกือบทั้งบ้านจึงไม่เชื่อเรื่องงมงาย คิดเพียงว่าเป็นเพราะโหมงานมากไปจนเกิดความเครียดสะสมและอุปทานหมู่ ต่อมาโครงการแลกเปลี่ยนต่างประเทศที่พี่ชายเธอได้รับเลือกมีปัญหาจนถูกระงับ โครงการวิจัยของอาสะใภ้ถูกปฏิเสธทั้งที่ได้รับอนุมัติแล้ว คนไข้ของอากับพ่อที่เป็นหมอใหญ่ในโรงพยาบาลยืนฟ้องร้องในเรื่องที่จับมือใครดมไม่ได้ จึงต้องรับเป็นแพะจ่ายค่าชดเชยไปก้อนโต ยังมีเรื่องที่น้าสะใภ้เพิ่งตกบันไดจนขาหัก กับญาติผู้พี่เพิ่งตกเขาเจ็บหนักจนต้องนอนโรงพยาบาลทั้งที่เขาปีนเขามาสิบปีไม่เคยเกิดอุบัติเหตุแท้ ๆ
ถิงมี่มี่ยิ่งรู้สึกว่าบ้านเธอต้องมีปัญหา เพราะถ้าไม่นอนที่บ้านก็จะไม่ฝันร้าย และช่วงนี้แค่เหยียบเข้าไปในบ้านเธอก็จะรู้สึกปวดหัวไม่สดชื่นจนตั้งสมาธิอ่านหนังสือไม่ได้เลย
“บ้านเธออยู่กันกี่คน”
“เจ็ดคน บ้านฉันเป็นบ้านใหญ่ค่ะ คุณปู่ไม่อนุญาตให้ขายไปซื้อบ้านหลังใหม่เพราะอยากให้ลูกหลานสนิทกัน ครอบครัวฉันมีพ่อแม่พี่ชายและฉัน กับครอบครัวคุณอา มีอาสะใภ้กับญาติผู้พี่ค่ะ”
เด็กสาวก้มหน้าเล่าเรื่องพลางนึกถึงสถานการณ์ที่บ้าน อันที่จริงพวกเธอสองครอบครัวก็อยู่กันได้ด้วยดี ไม่ได้ก้าวก่ายอะไรกันมากเพราะบ้านหลังใหญ่โต ห้องหับมากมาย พื้นที่ก็กว้างขวาง ชนิดที่ถ้าไม่ตั้งใจก็คงเดินมาไม่เจอกัน
หลานซืออินเปิดดวงตาฟ้าดินของเธอตรวจสอบพลังงานบนร่างกายผู้ว่าจ้างแล้วฟันธง
“บ้านเธอมีของอาถรรพ์อยู่ เป็นของที่มีไอวิญญาณอาฆาตมากจนทำให้คนในบ้านต้องรับไอแค้นจนโชคร้าย... วิญญาณตนนี้ยังคิดจะเอาชีวิตคนด้วย...”
จูจิงและถิงมี่มี่ได้ยินคำพูดเรียบเฉยเยือกเย็นนั้นก็นิ่งงันไป ทั้งสองสาวขนลุกพร้อมกันโดยไม่ทราบสาเหตุ
“ฉัน... ฉันมีค่าจ้างนะคะ... คุณช่วยพวกเราหน่อยได้มั้ย” ถิงมี่มี่อ้อนวอนน้ำตาคลอ
“วันพรุ่งนี้ให้ทุกคนในบ้านเธออยู่พร้อมหน้า แล้วฉันจะไป”
“ฉันไปส่งด้วย ! ฉันไปส่งเอง !” จูจิงเสนอตัวอย่างกระตือรือร้น
ซิ่วซิ่วที่เกาะหัวเจ้านายอยู่ ลุกยืนยืดขาสั้น ๆ ทั้งสี่หาวออกมาทีหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยปากขึ้นว่า
“ได้เวลาทำงานหาเงินกับเจ้านายแล้ว !”
