ตอนที่ 12. ถิงมี่มี่
เมื่อแสงอาทิตย์มาเยือนขอบฟ้าหลานซืออินก็ลืมตาตื่นจากฝันอันยาวนาน รับรู้ถึงพลังในร่างกายที่เพิ่มขึ้นมากจนน่าตกใจ... คงเป็นพลังบุญกุศลที่ลอยจากเด็กน้อยมาหาเธอก่อนจะตื่นแน่...
นึกแล้วก็เหลือบมองเจ้าแมวที่นั่งนิ่งเก็บหางเหม่อมองกำแพงว่างเปล่า
“ฝันเหมือนกันเหรอ”
จือจือหันมาสบตาแล้วตอบ
“อืม... เห็นเธอ”
เขานึกถึงฝันที่เพิ่งผ่านพ้นไป ในฝันนั้นเขาจำเรื่องราวอะไรไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นหลานซืออินหรือเรื่องราวในอนาคต เขากลายเป็นเด็กน้อยที่เพิ่งเสียพ่อแม่ไปอย่างสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างที่เพิ่งเกิดไปกลับสมจริงเหมือนเกิดขึ้นจริง ทั้งอ้อมกอดของเธอ เสียงนุ่ม ๆ และความอบอุ่น...
“นั่นคือฝันร้ายของนายงั้นเหรอ” ร่างบางถามขณะที่ลุกขึ้นไปยืดเส้นยืดสายเตรียมตัวไปโรงเรียน
อันที่จริงจือจือไม่อยากตอบ แต่เรื่องนี้จำต้องหาเหตุผลและให้ความสำคัญ
“อืม ฝันร้าย...”
“หมายความว่าฉันเข้าไปในฝันร้ายของนายแล้วจะได้พลังบุญกุศลงั้นเหรอ” เธอพึมพำครุ่นคิด
“อีกอย่าง... ความจำฉันกลับมาแล้ว”
“ว่าไงนะ งั้นก็จำได้แล้วน่ะสิว่าทำไมนายถึงกลายมาเป็นแบบนี้”
“เปล่า จำได้ถึงตอนห้าขวบ ในงานศพพ่อกับแม่เท่านั้น”
หลานซืออินกะพริบตาปริบ ๆ ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรต่อ
“งั้นนาย มีฝันร้ายเรื่องอื่นอีกมั้ย”
หญิงสาวเอ่ยถามกลับไป เผื่อว่าจะได้เบาะแสสำคัญอะไรขึ้นมาบ้าง
“ไม่รู้ นี่เป็นฝันครั้งแรกของฉันเหมือนกัน”
เมื่อได้ยินประโยคตอบกลับมาคิ้วเรียวสวยก็ขมวดอยู่สักพัก หลานซืออินเดาว่า พลังวิญญาณของเธอที่ช่วยเชื่อมเขากับเจ้าแมวคงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการหลุดเข้าไปในฝันนี้แน่ ๆ แต่ก็ไม่แย่ ในเมื่อเธอได้กำไรมาเป็นพลังบุญกุศลอื้อซ่าขนาดนี้
“อยู่บ้านดี ๆ นะจือจือ เดี๋ยวฉันกลับมานอนด้วยตอนค่ำ เราไปทำลายฝันร้ายของนายด้วยกัน”
เจ้าแมวอยากจะค้านเรื่องชื่อ ติดอยู่แค่ว่าเขายังนึกชื่อตัวเองไม่ออก ท่ามกลางภาพอื่น ๆ ที่ชัดเจน มีเพียงชื่อเขาเท่านั้นที่เลือนราง แต่อย่างน้อยนี่ก็เป็นสัญญาณอันดีที่บอกว่าหลานซืออินช่วยเขาได้จริง ๆ
โรงเรียนมัธยมที่แปดเมือง S ยังคงมีเสียงซุบซิบประหลาดและสายตาหวาดกลัวเหมือนเดิม หลานซืออินที่จัดการผีซึ่งมีพลังบุญกุศลในโรงเรียนหมดไปนานแล้วเดินเข้าโรงเรียนไปอย่างสบาย ๆ ไม่ได้เก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจ
“ซืออินนน”
เสียงเรียกชื่ออย่างสนิทสนมดังแว่วมาแต่ไกล ก่อนร่างคุณหนูตระกูลจูจะเดินเข้ามาหาอย่างกระตือรือร้น เปลี่ยนสายตาหวาดระแวงของคนรอบข้างให้ตื่นตะลึง และเกิดเสียงซุบซิบใหม่ขึ้นมา
“นี่ ๆ ที่ว่าคุณหนูจูจิงโดนคนคนนั้นเล่นของใส่จริงงั้นเหรอ”
“ดูเอาเถอะ คุณหนูที่แทบไม่เห็นสามัญชนอยู่ในสายตามาตลอด เอาอกเอาใจคนคนนั้น ไม่แปลกหรือไง”
“เห็นว่าเสื้อผ้า กระเป๋า รองเท้าของคนคนนั้นเพิ่งเปลี่ยนใหม่ด้วยนี่... ไม่ใช่ว่าหลอกเอาเงินเหรอ” เอ่ยขึ้นมาพร้อมเบ้ปากอย่างไม่ถูกชะตา แต่ลึก ๆ ในใจของคนพูดก็รู้สึกอิจฉาไม่น้อย
“คุณหนูจูจิงหลายวันมานี้ยังทำตัวไม่เหมือนเดิม วิ่งไปประจบคนน่ากลัวนั่นทุกช่วงพักด้วยนะ”
“น่ากลัวมาก !”
“เราไปขอยันต์ที่วัดมากันเถอะ ป้องกันมนตร์ดำน่ากลัวไง” แม้จะพยายามลดเสียงพูดคุยขนาดไหน แต่คนที่เป็นเจ้าของประเด็นร้อนก็ยังคงได้ยินอยู่ดี
จูจิงที่ได้ยินเสียงแว่วมาก็หันกลับไปตวัดสายตาดุ ๆ เพื่อเป็นการปรามพวกคนพูดมาก ทำเอาคนเหล่านั้นแตกกระเจิดกระเจิง พอจะเดินตามไปเอาเรื่องก็ถูกห้ามไว้
“ช่างพวกเขาเถอะ”
“แต่พวกมันพูดไม่ดีกับผู้มีพระคุณของตระกูลฉันนะ ไม่จับมาฉีกปากให้เข็ดคงไม่สำนึกกันแน่ ๆ”
“เอาน่า เห็นว่ามีเรื่องจะคุยกับฉัน” เมื่อคืนนี้จูจิงส่งข้อความมาหาเธอว่าวันนี้มีเรื่องสำคัญจะขอคำปรึกษา “ที่บ้านยังไม่เรียบร้อยเหรอ”
“เปล่า ๆ บ้านฉันไม่มีเรื่องอะไรแล้ว หลังทำตามคำแนะนำของปรมาจารย์หลาน โชคร้ายก็หายเกลี้ยง สุขภาพแข็งแรงกันถ้วนหน้า เงินทองไหลมาเทมา ถ้าไม่ติดว่าถูกห้ามไว้คุณปู่คงเอารูปเธอไปทำแท่นบูชาส่งไปให้บ้านรองแต่ละหลังกราบไหว้บูชาแล้ว”
“ขอบคุณที่ช่วยห้ามนะ...”
หลานซืออินยิ้มเจื่อน ถ้าพวกเขาทำแบบนั้นจริงเกรงว่าเธอคงจะอายุสั้นไม่น้อย
“คนที่จะปรึกษาเธอไม่ใช่ฉัน แต่เป็นถิงมี่มี่ห้องหนึ่งต่างหาก”
“ถิงมี่มี่ ?”
“อืม เหมือนที่บ้านเธอจะเกิดเรื่องไม่ดีน่ะ พอได้ยินข่าวว่าบ้านฉันได้ปรมาจารย์ฝีมือดีมาช่วยคลี่คลายเรื่องราวให้ก็เลยอยากติดต่อเธอ แต่ฉันคิดว่าเธอคงไม่อยากให้คอนแท็กใครง่าย ๆ แล้วก็ไม่อยากรับงานแทนด้วย ก็เลยบอกให้มาคุยกับเธอเองที่โรงเรียน”
หลานซืออินพยักหน้ารับ ถูกใจเพื่อนใหม่คนนี้ไม่น้อย ที่คิดเผื่อเธอแทบจะทุกอย่างและอำนวยความสะดวกให้อย่างจริงใจแม้บางครั้งจะเกินเหตุไปหน่อยก็ตาม
เมื่อช่วงพักเที่ยงมาถึงพวกเธอก็นัดเจอกันที่ดาดฟ้า ‘ถิงมี่มี่’ เป็นเด็กสาวที่หน้าตาเรียบร้อย ถักเปียสองข้างสวมแว่นให้สไตล์นักเรียนดีเด่นขยันเรียนชัดเจน ดวงตาอ่อนล้าคู่นั้นมองมาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“ถิงมี่มี่ทักทายปรมาจารย์หลานสิ !”
จูจิงแนะนำผู้มีพระคุณอย่างภาคภูมิใจ ทำเอาเจ้าตัวอยากกุมขมับ
“ท่าน... ปรมาจารย์หลาน...”
เด็กสาวทักทายเสียงแผ่ว มองดูหลานซืออินในข่าวลืออย่างพิจารณา ทั้งบรรยากาศรอบตัวและภาพลักษณ์ชวนหลอนเหมือนในข่าวลือไม่มีผิด
“เรียกชื่อฉันเฉย ๆ เถอะ” อีกฝ่ายบอกปัดอย่างไม่ชิน ก่อนเดินเข้าไปหาคนที่หว่างคิ้วเต็มไปด้วยสีดำ “มาทันเวลาสินะ”
ถิงมี่มี่ยังไม่เข้าใจถ้อยคำนั้นก็ถูกแปะยันต์ใบหนึ่งบนตัว พริบตาเดียวความหนักอึ้งอ่อนล้าที่สูบพลังชีวิตเธออยู่ก็หายไปหมด ดวงตาเธอเป็นประกายขึ้นมาทันที
“ขอบคุ...”
“รีบโทรไปหาพ่อแม่เธอเร็วเข้า”
“ห้ะ”
“รีบโทร”
เห็นสีหน้าของหลานซืออินเคร่งเครียดจริงจัง ถิงมี่มี่ก็หยิบโทรศัพท์กดเบอร์โทรตามคำสั่งทันที
