บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 10. ว่าด้วยเรื่องชื่อ

“เอาหน่า ๆ อย่าโมโหไปเลย ดีแล้วที่ตัวที่วิ่งมาเป็นแมว นายคิดดูสิว่าถ้าเป็นกบเป็นเขียดเป็นแมลงสาบขึ้นมาจะทำยังไง”

เสียงหวานปลอบใจเจ้าแมวที่ทำหน้าเซ็งโลกอยู่บนเบาะนุ่ม

“ไม่ต้องเสียใจไปหรอกที่ไม่ได้อยู่ในร่างอันน่าสรรเสริญอย่างข้า” ซิ่วซิ่วเองก็ร่วมวงด้วย มันมองสมาชิกในบ้านตัวใหม่ด้วยสายตาวิบวับ ต่อจากนี้ไปมันเป็นรุ่นพี่แล้ว !

คำปลอบของแต่ละคนดูเหมือนจะยิ่งทำให้เจ้าตัวเซ็งเข้าไปใหญ่ แม้ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครมาจากไหน แต่เขารู้ดีว่าตั้งแต่เกิดไม่เคยรู้สึกอัปยศขนาดนี้มาก่อนแน่นอน แบบที่บางครั้งก็ควบคุมตัวเองไม่ได้จนต้องทำท่าเลียขนหรือยกขาเกาหู สัญชาตญาณแมวในตัวมันรุนแรงเกินสติสัมปชัญญะอย่างน่าอนาถ...

“ฉันว่าแมวดีกว่าเต่านะ”

“นี่เจ้านายเหยียดสัตว์วิญญาณที่ท่านคลอดออกมาเองงั้นเหรอ!”

“ไม่เรียกว่าคลอดสักหน่อย”

“ออกมาจากตัวท่านก็เรียกว่าคลอดทั้งนั้นแหละ”

“งั้นแกก็เป็นลูกเต่าอกตัญญู”

“เพ้ย ! ข้านี่แหละสัตว์วิญญาณที่นิสัยดีที่สุดในโลกแล้ว !”

แมวจอมหยิ่งมองหนึ่งคนหนึ่งผีเต่าเถียงกันด้วยความปลง เขาคงต้องพึ่งพาอาศัยคนคนนี้ไปอีกพักใหญ่ กว่าจะเรียกความทรงจำของตัวเองคืนกลับมาได้

ถ้าพวกเขาพึ่งพาได้จริง ๆ น่ะนะ...

“อ้อ จริงสิ ต้องมีชื่อเรียกให้นายด้วยสินะ... อืม...”

เจ้าซิ่วซิ่วลอยตัวมาตรงหน้าแมวขาวทันทีแล้วกระซิบเตือนอย่างจริงใจ

“ข้าขอแนะนำนะ ว่าให้เจ้ารีบตั้งชื่อตัวเองขึ้นมาเดี๋ยวนี้ อย่าปล่อยให้เจ้านายเป็นคนตั้งให้เชียว”

เดิมทีเขาก็ไม่เข้าใจจนได้ยินชื่อที่ออกมาจากปากผู้หญิงน่าตายคนนั้น

“เสี่ยวมี่ดีมั้ย ! หรือจะชื่อไป๋ไป๋ ถังหยวน เหมยลี่ เจียวเจียว...”

แต่ละชื่อช่างหวานเลี่ยนน่ารักจนสร้างโรงงานน้ำตาลได้ กระทั่งเขามองกลับไปด้วยสายตาอาฆาตก็ยังไม่สามารถหยุดรายชื่อเลี่ยน ๆ นั่นได้เลย

“ให้ตายฉันก็ไม่ยอมใช้ชื่อพวกนั้นเด็ดขาด !”

“อ้อ ตาเจ้าแมวเป็นสีม่วงสวยจัง งั้นชื่อ ‘จือจือ’ แล้วกัน”

เจ้าของบ้านเคาะชื่ออย่างมุ่งมั่นตั้งใจเรียบร้อย ก็หนีไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าหลังผ่านเรื่องวุ่นวายมาทั้งวัน จือจือ (ที่กัดฟันยอมรับชื่อเพราะแย้งไม่ได้) เองก็ขดตัวหลับด้วยความอ่อนเพลีย ไม่รู้ว่าเพราะถูกโจมตีจากยันต์นั่นรึเปล่า ทำให้เจ้าแมวตัวน้อยหลับใหลยาวนานถึงสามวันสามคืน

หลานซืออินก็คอยมาตรวจสอบดูอยู่เสมอ ทั้งยังมั่นใจว่าผู้ชายที่เต็มไปด้วยแสงบุญคนนี้ยังไม่ตายแน่นอน หากเป็นดวงวิญญาณอันเป็นที่รักของสวรรค์แบบนี้วินาทีที่สิ้นลมต้องมีผู้นำทางปรากฏตัวแล้ว ไม่มีทางปล่อยให้เขาเร่ร่อนจนเกือบสูญสิ้นแบบนี้หรอก นึก ๆ ดูแล้วเมื่อชาติก่อนตอนที่เธอไม่ได้ช่วยเขาไว้จะเป็นยังไงนะ มีใครช่วยแทนรึเปล่า หรือเขาสูญสิ้นไปตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อกี้แล้วกันนะ

ไม่กี่วันต่อมาหลานซืออินก็ได้ฤกษ์ไปสุสานประจำตระกูลที่อยู่อีกฟากของเมืองสักที สองมือเธอหิ้วของพะรุงพะรังเดินมุ่งหน้าไปยังมุมหนึ่งของสุสานแห่งนี้

งานหนักของวันเริ่มจากการทำความสะอาดหลุมศพมากมายที่นี่ ทั้งกวาดใบไม้ ตกแต่งด้วยดอกไม้และทำความสะอาดป้ายชื่อของพวกเขาเธอบรรจงเช็ดป้ายหลุมศพแต่ละป้ายอย่างแผ่วเบา ราวกับกำลังสัมผัสใบหน้าของผู้ที่จากไป นิ้วเรียวไล่ไปตามตัวอักษรที่สลักชื่อของท่านทวด ท่านปู่... ครอบครัวที่เธอเคยมี

“ไม่อยู่กันสักคนเลยสินะคะ...”

เสียงหวานรำพึงแผ่วเบา รู้ถึงคำตอบดี... ครั้งนั้นที่พวกเขาลาเธอคงเป็นครั้งสุดท้ายที่จะเจอกันได้แล้ว โอกาสที่บรรพบุรุษผู้เป็นดั่งอาจารย์และครอบครัวพูดถึง คงแลกมาด้วยชีวิตหลังความตายของพวกเขาเอง

ในใจหลานซืออินเต็มไปด้วยความหม่นหมองแต่กลับไม่ได้เศร้าใจนัก การจากลาเป็นเรื่องธรรมดาที่ทุกคนต้องพบเจออยู่แล้ว และพวกเขาก็ดูมีความสุขดีที่ได้เป็นอิสระ

สองมือสาละวนจุดธูปเทียน วางของเซ่นไหว้ แล้วเผากระดาษเงินกระดาษทองอย่างตั้งใจ เจ้าซิ่วซิ่วเองก็ยอมสงบเสงี่ยมเป็นพิเศษ

“ท่านบรรพบุรุษทั้งหลาย หนูมาเยี่ยมแล้วนะคะ ชีวิตใหม่ครั้งนี้ที่ทุกคนให้มาหนูเริ่มต้นได้ดีมาก เพิ่งไปรับงานใหญ่มาหนึ่งงานที่ตระกูลจูค่ะ ทุกคนคงรู้จักใช่มั้ยคะ เศรษฐีของเมืองเราน่ะ เป็นครั้งแรกที่ได้สัมผัสถึงพลังที่ท่านบรรพบุรุษทั้งหลายบอกเลยค่ะ

แถมยังได้ใช้วิชาที่ทุกคนสอนอย่างเต็มที่ด้วย ความทุ่มเทจ้ำจี้จ้ำไชและความทรมานของหนูที่ต้องอดนอนมาร่ำเรียนทุกคืนไม่เสียเปล่าแน่นอนค่ะ เงินค่าจ้างก็เอาไปจ่ายค่าเทอมแล้ว น่าจะเรียนจบได้ไม่มีปัญหา อ้อ ไม่ลืมแบ่งไปทำบุญด้วยแล้วส่วนหนึ่งแน่นอนค่ะ ถ้าไม่ทำแบบนั้นทุกคนต้องตามมาบ่นถึงในฝันแน่ ๆ”

สายลมพัดมาจาง ๆ ราวกับตอบรับคำพูดของเธอ

“คนร้ายที่ทำกับพวกเราแบบนี้... หนูจะหามันให้เจอค่ะ ครั้งนี้จะต้องแก้แค้นให้ทุกคนสำเร็จให้ได้”

คำสัญญาแสนหนักแน่นนั้นหลานซืออินพูดกับทุกคนที่นี่และย้ำหนักกับตัวเองให้สลักลึกเข้าไปในใจ ได้เวลาที่เธอจะต้องตามหาข่าวของลูกพี่ลูกน้องด้วยเหมือนกัน เขามีชื่อว่า ‘หลานจือหาว’ เป็นญาติผู้พี่ที่อายุมากกว่าเธอถึงห้าปี ที่ตลอดทั้งชีวิตเคยพบกันแค่ครั้งเดียวตอนแปดขวบ

ตอนนั้นตระกูลอยู่ในช่วงวิกฤต พวกลูกหลานที่มีสายเลือดตระกูลหลานอยู่ในตัวต่างมารวมตัวกันที่คฤหาสน์เพื่อทำพิธีตัดสายเลือดไม่ให้โดนคำสาปไปด้วย ภาพพี่ชายที่เดินถือกระดองเต่าทำหน้ากลัว ๆ ยังชัดเจน เขากับเธอถูกทิ้งให้อยู่ในห้องเดียวกันประมาณครึ่งชั่วโมง บทสนทนาจากกันในวันนั้นคือ การอวยพรให้ต่างคนต่างรอดชีวิต

ซึ่งหลานซืออินได้พิสูจน์ในชีวิตที่แล้วแล้วว่า สุดท้ายก็ไม่มีใครรอดไปได้...

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel