บทที่8
จางมามาเริ่มเปลี่ยนไป
พอลับหลังฮ่องเต้จอมเผด็จการ ชิงเยว่ถอนหายใจทิ้งตัวลงนั่งบนเตียง พลางขยับสาบเสื้อที่หลุดลุ่ยให้เข้าที่ รสสัมผัสจาบจ้วงเมื่อครู่ยังทิ้งรอยช้ำไว้ที่มุมปาก แต่นางยังไม่ทันจะได้สำรวจตัวเองให้ดีประตูตำหนักก็ถูกผลักเปิดออกอย่างแรงเสียแล้ว
จางมามาพรวดพราดเข้ามาด้วยท่าทางรีบร้อน สายตาจ้องเขม็งมาที่นางพลางโพล่งถามเสียงหลง “พระสนม! เหตุใดฝ่าบาทถึงเสด็จกลับเร็วปานนี้เพคะ!”
ชิงเยว่เลิกคิ้วมองอย่างสงสัยในท่าทีลนลานนั้น ทว่าพอมามาเฒ่าเห็นว่านางยังอยู่ในชุดครบถ้วน ไร้ร่องรอยการหลับนอน แววตาที่เคยดูนอบน้อมก็เปลี่ยนเป็นความฉุนเฉียวทันควัน นางถึงกับเท้าเอวใส่เจ้านายอย่างลืมตัวทันที
“นี่พระองค์ยังไม่ได้ร่วมเตียงกับฝ่าบาทอีกหรือเพคะ!”
ชิงเยว่ขมวดคิ้วจ้องตอบ ความรู้สึกขัดใจพุ่งปรี๊ดขึ้นมาตามสัญชาตญาณสาวมั่นยุคใหม่ที่ถูกคนแปลกหน้ามาชี้นิ้วสั่ง นางตอบกลับไปเสียงเรียบแต่ติดรำคาญ
“ก็เห็นอยู่นี่ว่าไม่ได้ทำอะไร ฝ่าบาทเขามีธุระมั้ง เลยรีบไป”
จางมามาแค่นเสียงเหอะอย่างขัดใจ สะบัดหน้าหนีราวกับนางทำความผิดมหันต์ก่อนจะหันมาเอ่ยเสียงเข้ม “เช่นนั้นก็รีบบรรทมเถิดเพคะ อย่าให้เสียเรื่องไปมากกว่านี้!” พูดจบก็เดินปึงปังออกไปทิ้งให้ชิงเยว่นั่งอึ้งอยู่เพียงลำพังอย่างไม่เข้าใจกับจางมามาผู้นี้คราแล้วคราเล่า
“...สรุปนี่ใครเป็นเจ้านายกันแน่?”
นางพึมพำมองตามแผ่นหลังจางมามาไปด้วยความไม่เข้าใจ เหตุใดจางมามาดูเหมือนอยากจะจับนางใส่พานถวายฮ่องเต้จนตัวสั่น ยิ่งคิดก็ยิ่งปวดหัวราวกับมีปมปริศนาพันกันยุ่งเหยิงไปหมดทำให้ตัดสินใจพักผ่อนอย่างอีกฝ่ายว่าและพยายามสลัดความวุ่นวายทั้งหมดออกไปจากหัวเพื่อข่มตาหลับ...
เช้าวันต่อมา บรรยากาศในการเข้าเฝ้าฮองเฮายังคงเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความอึดอัด เหล่าสนมที่เคยรุมล้อมจิกกัดชิงเยว่ต่างพากันสงบปากสงบคำ ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากนินทาให้ได้ยินต่อหน้า ทว่าสายตาที่มองมานั้นยังคงเต็มไปด้วยความหวาดระแวงและเว้นระยะห่างราวกับมีกำแพงล่องหนกั้นกลางเฉกเช่นเดิม
ทว่าเมื่อเสร็จสิ้นพิธีและเหล่าสนมเริ่มทยอยแยกย้าย ฮองเฮากลับเอ่ยรั้งชิงเยว่ไว้ด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“ชิงเยว่ อยู่คุยกับข้าต่ออีกสักครู่เถิด”
ชิงเยว่ชะงักฝีเท้า นางคาดคิดไว้ว่าอาจจะถูกตำหนิเรื่องที่ทำให้ฮ่องเต้พิโรธฮองเฮาต่อหน้าผู้คนเมื่อคืน แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ฮองเฮาชวนนางสนทนาด้วยท่าทีที่ดูสงบและใจกว้างอย่างยิ่ง ทั้งถามไถ่ถึงความสะดวกสบายในตำหนักเป่าเยว่ และแสดงความห่วงใยว่านางต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมหรือไม่ ราวกับเหตุการณ์บาดหมางเมื่อคืนไม่เคยเกิดขึ้น
“ชานี้รสชาติดีนัก เราเห็นว่าเหมาะกับเจ้าจึงตั้งใจเตรียมไว้ให้ลองชิมดู” ฮองเฮาเอ่ยพลางเลื่อนจอกชาอุ่นกรุ่นมาตรงหน้า
“ขอบพระคุณฮองเฮาเพคะ”
นางยิ้มรับด้วยกิริยานอบน้อม มือเรียวยกจอกชาขึ้นอาศัยจังหวะที่แขนเสื้อกว้างบดบังใบหน้าตามธรรมเนียมปฏิบัติ ชิงเยว่ขยับข้อมืออย่างรวดเร็วและแนบเนียนเพื่อเทน้ำชาให้ซึมลงไปในแขนเสื้อตัวในแทนการดื่มจริง ทักษะการตบตาที่ติดตัวมาจากอดีตดารานางร้ายทำให้ทุกอย่างดูเป็นธรรมชาติจนไม่มีใครผิดสังเกต
เมื่อกลับถึงตำหนักเป่าเยว่ นางรีบถอดชุดคลุมที่มีคราบน้ำชาซึมอยู่ออกทันที ก่อนจะสั่งการขันทีคนสนิทด้วยสีหน้าจริงจัง
“ซิงอวี่ เอาเศษผ้าที่เปียกชานี้ไปให้หมอหลวงตรวจดูอย่างละเอียด ว่ามีสิ่งใดแปลกปลอมผสมอยู่หรือไม่”
ชิงเยว่ไม่ได้หวาดระแวงอย่างไร้เหตุผล ประสบการณ์จากชาติก่อนที่เคยถูกคนใกล้ชิดหักหลังเรื่องเงินทองทำให้นางตระหนักดีว่า สตรีที่ดูนิ่งสงบและไม่ถือสาหาความนั้นน่ากลัวกว่าคนที่แสดงอาการเกรี้ยวกราดออกมาตรง ๆ หลายเท่า
ไม่นานนักขันทีซิงอวี่ก็กลับมาพร้อมรายงานจากหมอหลวง
“ทูลพระสนม หมอหลวงแจ้งว่าในน้ำที่ชุดนี้ไม่มีพิษหรือสิ่งผิดปกติใด ๆ พ่ะย่ะค่ะ เป็นเพียงชาชั้นเลิศทั่วไปเท่านั้น”
คำยืนยันนั้นทำให้นางลอบผ่อนลมหายใจออกมา ความตึงเครียดที่แบกไว้เริ่มมลายไปจนนางรู้สึกโล่งอก ดูเหมือนว่านางอาจจะประเมินสถานการณ์แง่ร้ายจนเกินไป และฮองเฮาอาจจะเป็นสตรีที่เรียบง่ายอย่างที่เห็นจริงก็เป็นได้
หลังจากจัดการเรื่องน้ำชาจนเบาใจลงแล้ว ชิงเยว่ก็นั่งพักผ่อนอยู่ภายในห้อง สายตาของนางเหลือบมองไปทางจางมามาที่กำลังนั่งปักผ้าอยู่มุมห้องด้วยท่าทางนิ่งสงบ นางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถามเรื่องที่เคยกำชับไว้
“เรื่องที่ข้าให้เจ้าไปติดต่อองครักษ์หูเหวินหมิง เป็นอย่างไรบ้าง ได้ความว่าอย่างไร”
...หูเหวินหมิงคือองครักษ์ที่ตามร่างเดิมมาจากแคว้นชิงอวิ๋นนั่นเอง
จางมามาหยุดมือที่กำลังปักผ้าทันทีก่อนจะช้อนสายตาขึ้นมองเจ้านายสาวก่อนจะส่ายหน้าเบา ๆ “ติดต่อไม่ได้เลยเพคะ บ่าวกำลังตามหาองครักษ์หูอยู่แต่อาจจะยากหน่อยนะเพคะ ว่าแต่พระองค์จะตามหาเขาไม่ทำไมหรือเพคะ”
ชิงเยว่ปรายสายตามองมามาเฒ่าที่พักนี้ดูจะก้าวก่ายเรื่องของนางมากเป็นพิเศษ นางรู้ดีว่าจางมามามีความลับบางอย่างซ่อนอยู่ และหากอยากรู้ความจริงขององค์หญิงสามผู้นี้ก็จำเป็นต้องติดต่อคนจากแคว้นชิงอวิ๋นอีกคนที่ตามมาด้วยอย่างองค์ องครักษ์หู หูเหวินหมิงแทนที่จะรู้จากปากจางมามาเพียงผู้เดียว แต่นั่นแหละช่างยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก ข้าเพียงแค่รู้สึกว่าในวังที่กว้างใหญ่เช่นนี้ การมีคนจากแคว้นเดียวกันที่พอจะไว้ใจได้อยู่ใกล้ ๆ ย่อมทำให้อุ่นใจกว่าก็เท่านั้น”
“บ่าวจะเร่งมือติดต่อให้เพคะ” จางมามาพยักหน้ารับคำแบบขอไปทีแล้วกลับไปสนใจผ้าปักในมือต่อ
...
อีกด้านหนึ่ง ณ ห้องทรงพระอักษณของฮ่อเงต้แคว้นในเวลาเดียวกัน ภายในห้องเต็มไปด้วยบรรยากาศเงียบขรึมและด้วยความกดดัน เยี่ยนหมิงเทียนประทับอยู่หลังโต๊ะทรงงาน ดวงตาคมปลาบกวาดมองฎีกาในมือ ทว่าสมาธิของเขากลับถูกรบกวนด้วยรายงานความเคลื่อนไหวจากสายสืบที่เขาส่งไปเฝ้าจับตาดูตำหนักเป่าเยว่
เกากงกงก้าวเข้ามาในห้องด้วยท่าทีนอบน้อม ก่อนจะโน้มตัวลงกระซิบรายงานด้วยเสียงเบา
“ทูลฝ่าบาท คนของเราแจ้งมาว่า เมื่อวานนี้เห็นจางมามา บ่าวผู้ที่ติดตามของพระสนมชิงเยว่ไปพบและสนทนากับองครักษ์ที่ชื่อหูเหวินหมิงพ่ะย่ะค่ะ”
มือที่กำลังถือพู่กันของฮ่องเต้หนุ่มชะงักกึกทันที เขาเงยหน้าขึ้น สายตาเย็นเยียบจ้องมองกงกงคนสนิท “พวกเขาคุยเรื่องอะไรกัน?”
“กระหม่อมไร้ความสามารถพ่ะย่ะค่ะ พวกนั้นระวังตัวกันยิ่งนัก คนของเราจึงไม่อาจเข้าใกล้พอที่จะได้ยินเนื้อหาการสนทนา”
เยี่ยนหมิงเทียนแค่นยิ้มเย็นที่มุมปาก ความระแวงในใจที่มีต่อชิงเยว่ว่าจะคือสายของคนแคว้นชิงอวิ๋นเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง
“หูเหวินหมิง... องครักษ์ที่ติดตามนางมาจากชิงอวิ๋นสินะ” เขาเปรยขึ้นมาเบาๆ ก่อนจะวางพู่กันลงด้วยแรงที่มากกว่าปกติ “นางคงคิดจะใช้คนของตัวเองสร้างรากฐานหรือคิดจะทำอะไรบางอย่างในวังข้าเป็นแน่”
ฮ่องเต้หนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดต่อมา
“เกากงกง สั่งการลงไป ให้ย้ายองครักษ์ผู้นั้นไปเฝ้ายามที่ชายแดนหรือส่วนนอกที่ห่างไกลที่สุด เอาให้เป็นเขตที่พวกนางในหรือคนจากตำหนักในติดต่อได้ยากลำบาก หากไม่มีคำสั่งจากข้า ห้ามให้มันก้าวเท้าเข้าเขตพระราชฐานชั้นในเด็ดขาด”
“รับด้วยเกล้าพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท”
เกากงกงรับคำสั่งแล้วรีบถอยออกไปจัดการตามพระประสงค์ เยี่ยนหมิงเทียนมองตามไปพลางหรี่ตาลงอย่างเย็นชา หากนางคิดจะเดินหมากเพื่อสร้างแผนการใดละก็เขาจะเด็ดปีกและตัดเส้นทางของนางให้สิ้นซาก อยากรู้นักว่าหากไร้แขนขาที่ไว้วางใจได้ ชิงเยว่จะยังแสดงงิ้วตบตาเขาด้วยบทบาทใดอีก
