บทที่7
เลือดกลบปากเพราะเขา
หลังจากฮ่องเต้จากไปแล้วชิงเยว่ที่มีท่าทีเขินอายก็ลอบยิ้มกริ่มก่อนจะจัดการคว้าชุดคลุมผ้าไหมสีขาวบางละเอียดมาสวมทับเรือนร่างที่ยังเปียกชื้นอย่างลวก ๆ หยาดน้ำที่เกาะตามผิวพรรณซึมผ่านเนื้อผ้าจนทำให้ผ้าไหมขาวนวลนั้นแนบสนิทไปกับทุกสัดส่วนโค้งเว้า ปลายผมดำขลับที่เปียกชุ่มทิ้งตัวลงเคลียแผ่นหลัง
ชิงเยว่ก้าวเดินออกมาจากหลังฉากกั้นด้วยท่าทีตื่นตระหนกที่ปั้นแต่งขึ้นมาอย่างพอเหมาะ พลางทรุดกายลงหมอบราบเบื้องหน้าเตียงกว้างที่ฮ่องเต้หนุ่มประทับนั่งอยู่
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันตายก็มิอาจชดใช้ความผิดนี้ได้ หม่อมฉันไม่ทราบจริง ๆ ว่าพระองค์จะเสด็จมา จึงมิได้เตรียมตัวรับเสด็จให้สมพระเกียรติ...” นางทำทีลนลานพลางใช้มือเรียวรวบสาบเสื้อเข้าหากันแต่กลับยิ่งเน้นให้เห็นร่องอกลึก “หม่อมฉันจะรีบไปสั่งคนให้จัดเตรียมน้ำชา...”
“ไม่ต้อง!” เยี่ยนหมิงเทียนตวาดเสียงต่ำ สายตาคมกริบดุจพยัคฆ์จ้องมองผ่านเนื้อผ้าบางเบาที่แนบเนื้อนางจนแทบจะเห็นไปถึงไหนต่อไหน ลำคอแกร่งขยับขึ้นลงยามเขาต้องกลืนน้ำลายอึกใหญ่เพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ “ข้ามิได้มาเพื่อดื่มชา... เดินเข้ามาหาข้าเดี๋ยวนี้”
ชิงเยว่ทำทีเป็นชะงักงัน แววตาสั่นระริกคล้ายคนทำตัวไม่ถูก แต่นางก็ค่อย ๆ คลานเข่าเข้าไปใกล้ขอบเตียงอย่างเชื่องช้า จนกระทั่งลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้ากับใบหน้างาม ทว่าทันใดนั้น มือหนาก็กระชากข้อมือเล็กนางเพียงรวดเดียว ร่างทั้งร่างของนางก็ลอยละลิ่วขึ้นไปนั่งเกยอยู่บนหน้าขาแกร่งของเขาในลักษณะหันหลังให้ทันที!
“อ๊ะ! ฝ่าบาท...”
เสียงอุทานแผ่วเบาหายไปในลำคอ เมื่อแผ่นหลังเนียนนุ่มสัมผัสเข้ากับแผงอกกว้างที่ร้อนระอุประหนึ่งเตาไฟ ชิงเยว่สัมผัสได้ถึงความสั่นไหวจากลมหายใจที่หอบกระชั้นของคนข้างหลัง นางแสร้งทำเป็นกระสับกระส่าย ขยับกายบดเบียดสะโพกมนลงบนหน้าขาที่เต็มไปด้วยกล้ามเนื้อแกร่งหมายจะลุกขึ้น ทว่าจังหวะการบดขยี้ที่ไม่ได้ตั้งใจนั้นกลับยิ่งส่งเสริมให้อารมณ์ของชายหนุ่มปะทุขึ้นจนถึงขีดสุด
“หากเจ้ากล้าขยับอีกเพียงนิด ข้าจะสั่งย้ายเจ้าไปอยู่ตำหนักเย็นเดี๋ยวนี้!” เสียงของเขาเข้มจัดจนเกือบเป็นเสียงตะคอกและสั่นพร่าอย่างควบคุมไม่อยู่
ชิงเยว่สะดุ้งสุดตัว ร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ คราวนี้นางไม่ได้แกล้งทำ ทว่ารัศมีอำนาจของโอรสสวรรค์ที่แผ่ออกมาพร้อมความดิบเถื่อนทำให้ใจนางสั่นรัวด้วยความกลัว ท่ามกลางความเงียบที่มีเพียงเสียงหัวใจเต้นโครมคราม นางรับรู้ได้ถึงบางสิ่งที่แข็งขึงและร้อนจัดเบื้องล่าง มังกรแกร่งที่เคยหลับใหลบัดนี้กลับตื่นตัวจนดุนดันอยู่ใต้สะโพกของนางผ่านเนื้อผ้าบางกั้นขวาง
เยี่ยนหมิงเทียนขบกรามแน่นจนสันนูนเด่นชัด เขาไม่ได้มาเพียงเพื่อจับผิดแผนการของนางเท่านั้น แต่วันนี้เขามาเพื่อพิสูจน์ความจริงที่น่าเหลือเชื่อและน่ารำคาญใจที่สุด...
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาพยายามไปหาฮองเฮาและสนมนางอื่นเพื่อทดสอบร่างกาย ทว่าไม่ว่าจะถูกปรนนิบัติเพียงใด หรือสตรีเหล่านั้นจะเปลือยเปล่าเพียงไหนมังกรของเขากลับยังคงสงบนิ่งประหนึ่งศิลาไร้ความรู้สึก
ทว่ายามที่อยู่ใกล้แม่มดตัวน้อยผู้นี้... เพียงแค่ได้กลิ่นหอมบางเบา หรือการบดเบียดเพียงเล็กน้อย ร่างกายเขากลับตอบสนองอย่างบ้าคลั่งราวกับพยัคฆ์ที่หิวกระหายมานับปี ความแข็งขึงหนึบแน่นที่บดเบียดสะโพกนางอยู่นั้นคือหลักฐานชั้นดีว่าโรคมังกรหลับของเขาพ่ายแพ้ต่อมารยาของสตรีจากต่างแคว้นอย่างย่อยยับ!
เยี่ยนหมิงเทียนรู้สึกถึงความพ่ายแพ้อันน่าอดสูที่ตีตื้นขึ้นมาในอก ความภูมิใจในฐานะโอรสสวรรค์ที่เคยควบคุมทุกอย่างได้กลับพังทลายลงเพียงเพราะแรงขับเคลื่อนทางกายที่มีต่อสตรีตรงหน้า ความโกรธขึ้งที่ตนเองเสียอาการพานทำให้เขาโยนความผิดทั้งหมดไปที่ชิงเยว่
มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปหมุนปลายคางของนางให้หันกลับมาปะทะสายตา ก่อนจะบดเบียดริมฝีปากลงไปอย่างรุนแรงและรวดเร็วราวกับพยัคฆ์ที่ขย้ำเหยื่อ!
มันมิใช่จุมพิตที่อ่อนหวาน แต่เต็มไปด้วยความโกรธและการเอาชนะ ลิ้นร้อนของฮ่องเต้หนุ่มรุกล้ำเข้าไปในโพรงปากหวานอย่างจาบจ้วง ตวัดพัวพันพยายามจะกวาดต้อนความหอมหวานอย่างบ้าคลั่งโดยไม่เปิดโอกาสให้นางได้พักหายใจ ชิงเยว่ที่แม้จะมีประสบการณ์โชกโชนจากชาติก่อนยังต้องเบิกตาคว้างด้วยความตระหนก ลิ้นที่ว่องไวและรุนแรงของเขาทำให้นางตั้งตัวไม่ติดจนแทบสำลักความต้องการที่โถมเข้าใส่
“อื้อ...”
เสียงครางแผ่วเบาถูกกลืนหายไปในลำคอ ชิงเยว่รู้สึกราวกับสติกำลังจะหลุดลอย ความซ่านสยิวแล่นพล่านไปทั่วไขสันหลัง มือเรียวเล็กที่เคยนิ่งสงบกลับขยำแขนเสื้อลายมังกรของเขาจนยับย่นโดยไม่รู้ตัว นางพยายามจะโต้ตอบทว่ากลับถูกจังหวะที่เหนือกว่ากดขี่จนร่างกายอ่อนระทวยปวกเปียกไป
เยี่ยนหมิงเทียนยิ่งได้ใจเมื่อเห็นนางไร้ทางสู้ เขาบดจุมพิตหนักหน่วงขึ้นจนได้กลิ่นคาวเลือดจาง ๆ จากกลีบปากนุ่ม ท่ามกลางความมืดสลัวในห้องบรรทม มีเพียงเสียงลมหายใจที่สอดประสานและเสียงดูดดึงที่ชวนให้หน้าแดงใจสั่น มังกรแกร่งที่ดุนดันอยู่เบื้องล่างบัดนี้ร้อนผ่าวราวกับจะเผาไหม้ทุกอย่างที่ขวางหน้า
เขาสั่งสมความแค้นที่ร่างกายทรยศตนเองมาเนิ่นนาน และบัดนี้เขาเลือกที่จะระบายมันลงบนร่างของสตรีที่ปลุกมันขึ้นมา... ด้วยความรุนแรงที่เร่าร้อนจนเกินจะต้านทาน!
ฮ่องเต้หนุ่มถอนริมฝีปากออกช้า ๆ ดวงตาคมกริบจ้องมองสตรีในพันธนาการด้วยสายตาแห่งผู้ชนะ เขาเหยียดยิ้มอย่างสะใจที่เห็นนางหอบหายใจจนอกกระเพื่อม และมีรอยเลือดซึมกบมุมปากจากการบดขยี้เมื่อครู่
ทว่าในเวลาที่สายตาประสานกัน ใจที่แข็งดั่งหินผากลับกระตุกวูบเพียงชั่ววาบหนึ่ง เมื่อเห็นดวงตาคู่สวยนั้นรื้นไปด้วยหยาดน้ำตา นางไม่ได้โวยวายหรือตัดพ้อออกมาเป็นคำพูด แต่สายตาที่มองเชยขึ้นมานั้นกลับเต็มไปด้วยความแง่งอนและตัดพ้อจนคนมองใจสั่น เยี่ยนหมิงเทียนรีบกระแอมไอแก้เก้อ สลัดความหวั่นไหวทิ้งไปทันควันก่อนรีบผุดลุกขึ้นยืนทันใดทำให้ร่างบางในสภาพหลุดลุ่ยหล่นลงบนเตียง
เขาสะบัดชายแขนเสื้อ เตรียมตัวจะเดินจากไปแต่ก็ไม่ลืมที่จะหันมาทิ้งท้ายด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“ครานี้ข้าจะเห็นแก่หน้าแคว้นชิงอวิ๋นไม่ลงโทษที่เจ้ากล้าหยิบฉวยงานของเสด็จแม่ใช้เป็นเครื่องมือแก้แค้นผู้อื่น แต่จำใส่หัวเจ้าไว้... คราหน้าข้าจะไม่ไว้หน้าเจ้าแน่ อย่าคิดว่ามารยาตื้น ๆ ของเจ้าจะตบตาข้าได้ตลอดไป”
ทว่าก่อนจากไปสายตาคมกริบก็ดันกวาดมองเครื่องเรือนรอบกายที่ดูเก่าคร่ำคร่ากว่าคราก่อนที่เขาเคยมาพอดี เยี่ยนหมิงเทียนแค่นยิ้มในใจ เขารู้ทันทีว่านี่คือแผนการของชิงเยว่ที่จงใจเปลี่ยนของพวกนี้เพื่อเรียกร้องความสงสาร และแม้จะรู้ทั้งรู้ว่านั่นคือหลุมพราง แต่ทันทีที่เท้าก้าวพ้นประตูตำหนักเป่าเยว่ออกมาก็เอ่ยปากทันที
“เกากงกง” ฮ่องเต้หนุ่มเอ่ยเรียกเสียงเรียบขณะเดินนำออกไป
“พ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท”
“สั่งกรมวังให้เปลี่ยนเครื่องเรือนในตำหนักเป่าเยว่ใหม่ทั้งหมด เอาให้สมฐานะนาง อย่าให้ใครเอาไปพูดได้ว่าแคว้นเราต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองได้ย่ำแย่ถึงเพียงนี้”
