บทที่5
ของกำนัลจากเพื่อนสนม
หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจหยั่งเชิงที่ตำหนักเต๋อเฟย ชิงเยว่ก็ก้าวเดินกลับสู่ตำหนักเป่าเย่วของตนทว่าทันทีที่ฝีเท้าเหยียบเข้าสู่เขตเรือน บรรยากาศอึดอัดขัดตาก็เข้าปะทะทันทีเหตุเพราะขันทีซิงอวี่รีบวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาคุกเข่าแจ้งข่าวด้วยน้ำเสียงสั่นพร่า
“พระสนม... เกิดเรื่องใหญ่แล้วพ่ะย่ะค่ะ! บรรดาพระสนมจากตำหนักต่าง ๆ ส่งของกำนัลมาให้ท่านในฐานะที่ได้ปรนนิบัติฝ่าบาทเมื่อคืนนี้พ่ะย่ะค่ะ”
จางมามาขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจเล็กน้อยด้วยเพราะสิ่งนี้ก็เป็นเรื่องธรรมดาไม่เห็นต้องให้วิ่งมาด้วยสีหน้าแตกตื่นอันใด แต่เมื่อก้าวเข้าไปเห็นกองสิ่งของที่วางระเกะระกะอยู่ในห้องรับรอง นางถึงกับสบถออกมาด้วยความเดือดดาล ของกำนัลเหล่านั้นมิใช่แพรพรรณล้ำค่าหรือเครื่องประดับใหม่เอี่ยมอย่างที่ควรทว่ากลับเป็นเครื่องเรือนไม้ที่มีรอยถลอก แจกันที่มีรอยร้าวซึม หรือแม้แต่ผ้าไหมที่สีซีดจางและมีรอยปะชุน ชัดเจนว่านี่คือการรวมหัวกันกลั่นแกล้งประกาศสงครามเพื่อเหยียดหยามศักดิ์ศรีองค์หญิงจากต่างแคว้นให้จมดิน
“บังอาจที่สุด! ของพวกนี้มันขยะที่โละทิ้งแล้วชัด ๆ!” จางมามาสั่นไปทั้งร่างด้วยความอัปยศแทนเจ้านาย “พวกพระนางเห็นตำหนักเป่าเย่วเป็นที่ทิ้งของเก่าหรือไร! ไม่ได้การ... เดี๋ยวหม่อมฉันจะไปร้องเรียนเรื่องนี้ต่อหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทเพคะ”
“หยุดก่อนมามา” ชิงเยว่เอ่ยขัดด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อย แววตาคมกริบจ้องมองกองขยะราคาแพงเหล่านั้นด้วยสายตาพิจารณาที่ยากจะคาดเดา “เจ้าคิดว่าคนอย่างฝ่าบาทจะแยแสคนต่างแคว้นอย่างเราหรือ? บางทีเขาอาจจะเป็นคนส่งนัยให้พวกนางทำเช่นนี้ด้วยซ้ำ... ในเมื่อเขาก็ไม่ได้พิสมัยสตรีจากชิงอวิ๋นอยู่แล้ว การที่ข้าโดนเหยียบย่ำเช่นนี้คงเป็นเรื่องบันเทิงสำหรับเขาเสียมากกว่า”
ชิงเยว่เดินเข้าไปหยิบปิ่นปักผมที่มุกหลุดหายไปชิ้นหนึ่งขึ้นมาดูพลางเหยียดยิ้มบาง แววตาฉายแววเล่ห์กลแบบที่นางร้ายตัวแม่ใช้สยบคนในวงการบันเทิงมานักต่อนัก
“มามา... สั่งคนของเราให้ยกเครื่องเรือนงาม ๆ ในตำหนักออกไปเก็บให้หมด แล้วเอาของมือสองพวกนี้เข้ามาจัดวางแทนที่เสีย”
“พระสนม! ท่านจะยอมให้พวกนางหัวเราะเยาะหรือพ่ะย่ะค่ะ?” ซิงอวี่ถามอย่างไม่เชื่อหู
“ก็ประมาณนั้นกระมัง... จัดวางให้เห็นเด่นชัดที่สุดเลยนะ” ชิงเยว่ทอดถอนใจแสร้งทำเป็นรันทดทว่ามุมปากกลับยกยิ้มร้าย “ส่วนเครื่องประดับพวกนี้ ข้าก็จะใส่มันไปในงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของไทเฮาในอีกสิบวันข้างหน้าด้วย”
ทุกคนในห้องต่างยืนนิ่งงันด้วยความมึนงง ทว่าเจ้าของคำสั่งกลับหมุนปิ่นในมือเล่นอย่างใจเย็น
...ในเมื่อพวกนางอยากร่วมใจกันหยิบยื่นบทสนมผู้อาภัพให้ชิงเยว่นัก นางก็จะน้อมรับบทนี้ด้วยความยินดีและจะแสดงให้สมบทบาทจนพวกนางต้องร้องขอชีวิตเมื่อถึงเวลาเลยล่ะ!
และแล้วก็เข้าสู่วันงานฉลองพระราชสมภพของไทเฮาของแคว้น ทั่วทั้งวังหลวงถูกประดับประดาด้วยโคมไฟสีมงคลสว่างไสวราวกับกลางวัน บรรยากาศในโถงจัดเลี้ยงดูวิจิตรตระการตาและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความโอ่อ่าสมพระเกียรติ
ชิงเยว่ในตำแหน่งสนมขั้นผิน ก้าวเดินเข้าสู่ลานพิธีตามลำดับชั้นท่ามกลางขบวนสนมฝ่ายใน ทันทีที่ร่างบางปรากฏกาย สายตาทุกคู่ต่างก็จับจ้องมาที่นางเป็นจุดเดียว มิใช่เพียงเพราะความงามสะคราญที่โดดเด่นล้ำหน้าผู้ใด ทว่ากลับเป็นชุดอาภรณ์ที่นางสวมใส่ แม้จะถูกตัดเย็บด้วยฝีมือประณีตแต่เนื้อผ้ากลับดูหมองและสีซีดจางอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งเครื่องประดับที่สวมใส่มานั้น หากสังเกตเพียงนิดจะเห็นรอยถลอกและมุกที่หลุดหายไปบางส่วน ทำให้ภาพรวมของนางดูขัดตาและซอมซ่ออย่างยิ่งเมื่อเทียบกับความงามของใบหน้า
เหล่าสนมที่เดินเคียงข้างต่างพากันลอบยิ้มเยาะและส่งสายตาสมน้ำหน้าให้กันอย่างสนุกสนาน พวกนางต่างสะใจที่เห็นผลงานการกลั่นแกล้งของพวกตนสัมฤทธิ์ผล
ทว่าท่ามกลางสายตาดูแคลนเหล่านั้น เต๋อเฟยที่เดินอยู่ในตำแหน่งหน้ากว่ากลับชะลอฝีเท้าลง พระนางลอบมองสภาพของชิงเยว่ด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อนก่อนจะเอื้อมมือมาดึงรั้งข้อมือของชิงเยว่ให้หยุดเดินครู่หนึ่ง
“นี่เจ้า... เหตุใดถึงแต่งกายเช่นนี้มางานสำคัญ!” เต๋อเฟยกระซิบถามเสียงหลง แววตาแฝงความร้อนรนอย่างไม่ทราบสาเหตุ “ตามนางกำนัลของข้าไปที่ตำหนักข้างเสียเถิด ข้าจะให้คนเตรียมชุดใหม่และเครื่องประดับให้เจ้าเปลี่ยน ขืนเจ้าเข้าไปนั่งสภาพนี้ มีหวังได้อับอายไปจนตายแน่”
ชิงเยว่ชะงักฝีเท้า นางไม่ได้มีท่าทีตระหนกหรืออับอายแม้แต่น้อย กลับกันนางกลับคลี่ยิ้มบางเบาที่ดูเยือกเย็นจนน่าขนลุก มือเรียวตบหลังมือของเต๋อเฟยเบา ๆ ราวกับจะปลอบโยน
“ขอบพระคุณพี่หญิงที่เมตตาเพคะ... ทว่าหม่อมฉันตั้งใจไว้แล้ว” ชิงเยว่โน้มตัวเข้าไปกระซิบใกล้ใบหูของเต๋อเฟย แววตาสว่างวาบด้วยประกายเล่ห์กล “คืนนี้พี่หญิงไม่ต้องเป็นห่วงหม่อมฉันหรอกเพคะ เตรียมตัวรอดูเรื่องสนุกที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ก็พอ”
พูดจบ ชิงเยว่ก็ย่อกายคารวะอย่างงดงามก่อนจะผละตัวเดินเข้าไปประจำตำแหน่งที่นั่งของตนเองอย่างสง่าผ่าเผย นางนั่งหลังตรงเชิดหน้าขึ้นอย่างไม่สะทกสะท้านต่อสายตาเหยียดหยามรอบข้าง ปล่อยให้พิธีการดำเนินไปท่ามกลางเสียงซุบซิบที่เริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ โดยมีนางเป็นหัวข้อสนทนาที่เผ็ดร้อนที่สุดในค่ำคืนนี้
บรรยากาศภายในงานเลี้ยงดำเนินไปอย่างครึกครื้น เสียงมโหรีขับกล่อมสลับกับการแสดงร่ายรำที่อ่อนช้อย เหล่าขุนนางต่างพากันนำของขวัญล้ำค่าออกมาน้อมถวายแด่ไทเฮาเพื่อประจบสอพลอ จนกระทั่งถึงช่วงเวลาสำคัญที่เหล่าพระสนมฝ่ายในจะต้องออกมามอบของกำนัลตามลำดับยศ
ชิงเยว่รู้สึกเหมือนตนเองยืนอยู่บนเกาะร้างท่ามกลางมหาสมุทรแห่งความเกลียดชัง นางก้าวเดินในขบวนสนมด้วยท่วงท่าสง่างาม เมื่อถึงเวลาถวายพระพร ไทเฮาผู้ประทับเด่นเป็นสง่าทรงกวาดสายตาคมปลาบมองร่างบางที่คุกเข่าอยู่เบื้องล่าง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยันระคนสมเพช
“สนมจากแคว้นชิงอวิ๋น ...ช่างงดงามสมสายเลือดเก่าแก่เสียจริง” ไทเฮาพูดจบก็หรี่ตาพิจารณาชุดที่สีจืดจางประหนึ่งผ้าขี้ริ้วในกองไหม “นั่นคือชุดจากแคว้นชิงอวิ๋นของเจ้าหรือ? ช่าง... เป็นเอกลักษณ์ที่น่าอัศจรรย์ใจนัก ดูเก่าคร่ำคร่าประหนึ่งของสะสมเก่าแก่เสียจริง”
สิ้นคำเสียดสี เสียงหัวเราะคิกคักจากเหล่าสนมลำดับขั้นน้อยก็ดังขึ้นประปราย ชิงเยว่ก้มหน้านิ่ง สองมือกำชายอาภรณ์ที่ซีดจางนั้นไว้แน่นจนสั่นเทา... ทว่านั่นมิใช่ความกลัวแต่มันคือการกลั้นขำอย่างสุดความสามารถ ก่อนที่นางจะค่อย ๆ เงยหน้าที่เปื้อนด้วยรอยยิ้มใสซื่อทว่านัยน์ตากลับอ้างว้างจนน่าสงสาร
“ขอบพระทัยไทเฮาที่ทรงพระเมตตาเอ่ยชมเพคะ...”
