บท
ตั้งค่า

บทที่4

โรคมังกรสงบ

ยามดึกสงัด ณ ตำหนักบรรทมส่วนพระองค์ของฮ่องเต้แคว้น เยี่ยนหมิงเทียนก้าวเดินกลับมาด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบจนผิดสังเกต เมื่อก้าวพ้นธรณีประตูเขาไม่รอช้าที่จะสั่งการด้วยสุ้มเสียงเฉียบขาดทันใด

“เกาเต๋อเฉิง... ให้คนข้างนอกออกไปให้หมด และห้ามใครเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด!”

ทันทีที่ความเงียบเข้าปกคลุมห้องบรรทม ฮ่องเต้หนุ่มก็หันกลับมาประจันหน้ากับกงกงคนสนิท แววตาคมกริบฉายวาวความสับสนและเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

“เกากงกง เจ้าตรวจสอบในตำหนักเป่าเย่วถี่ถ้วนแล้วใช่หรือไม่? ในห้องนั้นมีควันกำยานหรือกลิ่นที่กระตุ้นกามอารมณ์ซ่อนอยู่ตรงไหนไหม... แล้วในน้ำชานั่นล่ะ มีร่องรอยของยาปลุกกำหนัดหรือไม่!”

เขาถามย้ำด้วยน้ำเสียงกดต่ำ แม้จะรู้ดีว่าขบวนการตรวจสอบของเกากงกงนั้นไร้ที่ติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับร่างกายเมื่อครู่มันช่างประหลาดจนยากจะเชื่อ เกาเต๋อเฉิงที่คุกเข่าอยู่นิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนจะทูลตอบอย่างหนักแน่น

“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมตรวจสอบทุกซอกทุกมุมด้วยตนเอง ทั้งถ่านในเตาผิง กำยาน หรือแม้แต่คราบในถ้วยชา ทุกอย่างสะอาดหมดจดไร้ซึ่งสิ่งแปลกปลอมพ่ะย่ะค่ะ”

คำตอบนั้นทำให้เยี่ยนหมิงเทียนยิ่งขมวดคิ้วแน่นยิ่งขึ้นอีก มือหนากำหมัดเข้าหากันจนเส้นเลือดปูดโปน ความลับที่น่าอัปยศที่สุดของโอรสสวรรค์ที่มีเพียงเกากงกงและหัวหน้าหมอหลวงเท่านั้นที่ล่วงรู้ คือการที่เขาสูญเสียความรู้สึกทางเพศมาเนิ่นนาน ไม่ว่าสตรีที่มาปรนนิบัติจะงดงามเพียงใด หรือแม้แต่จะเปลือยเปล่าต่อหน้าเขาเพียงใด ‘มังกรใต้ร่มผ้า’ ก็ไม่เคยแม้แต่จะขยับเขยื้อน ราวกับร่างกายนี้ได้ตายด้านไปจากเรื่องนั้นเสียสิ้น

ทว่า... เพียงแค่การสัมผัสแผ่วเบาที่เหมือนจะจงใจและกลิ่นหอมบางเบาจากตัวนางผู้นั้น กลับทำให้สิ่งที่หลับใหลมานานปีตื่นตัวขึ้นมาอย่างรุนแรงจนปวดหนึบไปทั่วเช่นนี้

“ประหลาดนัก... แค่นางเข้าใกล้ข้าเพียงนิด ข้ากลับมีอารมณ์ขึ้นมาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาหลายปี....”

“ฝ่าบาท หรือว่า...ทรงจะหายจากประชวรแล้ว” เกากงกงอึกอักเสนอความคิดเห็นทันใด น้ำเสียงแทบปกติความดีใจไม่ไหว

“ไปตามหัวหน้าหมอหลวงมาพบข้าในวันพรุ่งนี้...” เยี่ยนหมิงเทียนตัดบทเสียงแข็ง แววตาเปลี่ยนกลับมาเป็นเหี้ยมเกรียมดุจเดิมก่อนเอ่ยต่อ “และให้คนจับตาดูนางไว้ทุกฝีก้าว มีอะไรผิดปกติให้มารายงานข้าทันที”

เมื่อกงกงคนสนิทรับคำอย่างเข้าใจความนัยที่เจ้านายเหนือหัวต้องการจะสื่อก็ถอยออกไป ฮ่องเต้หนุ่มก็ได้แต่ยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ ใจหนึ่งเขาสงสัยว่านางอาจจะใช้วิชามืดหรือยาพิษลึกลับที่ตรวจสอบไม่ได้จากแคว้นชิงอวิ๋น แต่อีกใจหนึ่งที่แฝงไปด้วยความหวังอันริบหรี่ก็ผุดขึ้นมา... หรือว่าโรคมังกรสงบที่รักษาไม่หายนี้ กำลังจะถูกรักษาด้วยสตรีที่เขาคิดว่าเป็นเพียงหมากทางการเมือง?

“ชิงเยว่... เจ้าทำอันใดข้ากันแน่”

แสงแดดอ่อนยามเช้าทอแสงลงบนสวนส่วนตัวของตำหนักเต๋อเฟย กลิ่นหอมของมวลดอกไม้กำจายอบอวลช่วยสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย บนเตียงนวดสองหลังที่ตั้งเคียงกันมีร่างงามสองนางนอนคว่ำกายลงอย่างสบายอารมณ์ โดยมีผ้าแพรบางเบาคลุมทับช่วงล่างไว้หมิ่นเหม่ แผ่นหลังเนียนละเอียดของทั้งคู่ถูกชโลมด้วยน้ำมันหอมสูตรพิเศษที่ชิงเยว่นำติดมือมาบรรณาการ เพื่อใช้เป็นใบเบิกทางในการเข้าหาพยัคฆ์ตัวเมียแห่งวังหลัง

ชิงเยว่ลอบสังเกตท่าทีของเต๋อเฟยผ่านหางตา เมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มเคลิบเคลิ้มไปกับรสสัมผัสของการนวดเฟ้นจนไร้ซึ่งความระแวง นางจึงเริ่มเดินหมากตัวแรกด้วยการเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงใสซื่อทันที

“พี่หญิงเต๋อเฟยเพคะ... น้ำมันสูตรนี้ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งนักนะเพคะ” ชิงเยว่เปรยพลางซบหน้าลงกับท่อนแขนอย่างอ่อนช้อย “หม่อมฉันเพิ่งเข้าวังมาใหม่ยังประหม่านัก เมื่อคืนฝ่าบาทเสด็จมาก็ทรงมีราชกิจด่วนจนมิได้ร่วมหอ... ไม่รู้ว่าเป็นเพราะหม่อมฉันทำอันใดไม่ถูกพระทัยหรือไม่ หม่อมฉันเลยอยากรู้ว่า พี่หญิงผู้เป็นที่โปรดปรานเช่นท่านนั้น เคยปรนนิบัติฝ่าบาทมาหลายคราแล้วใช่ไหมเพคะ?”

เต๋อเฟยที่กำลังหลับตาพริ้มยิ้มกริ่มอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่าก่อนเอ่ยตอบ “ก็... หลายครั้งอยู่ แต่ส่วนใหญ่พระองค์ย่อมต้องไปที่ตำหนักของฮองเฮามากกว่าอยู่แล้ว”

“เช่นนั้นหรือเพคะ?” ชิงเยว่แสร้งกระซิบถามอย่างใคร่รู้ราวกับน้องสาวถามพี่สาวต่อมา “แล้วฝ่าบาททรง... แข็งแรงมากไหมเพคะ ทรงชำนาญการหรือดุดันเพียงใดกัน หม่อมฉันกลัวนักว่าหากถึงเวลาของตนเองแล้วจะรับมือพระองค์ไม่ไหว”

คำถามที่ค่อนข้างเปิดเผยทำเอาเต๋อเฟยขัดเขินในตอนแรก ทว่าเมื่อเห็นท่าทางอ่อนหัดของคนตรงหน้า ความรู้สึกของรุ่นพี่ที่อยากสอนรุ่นน้องก็พลุ่งพล่านทันใด นางจึงอดไม่ได้ที่จะวางท่าข่มขวัญเล็กน้อย

“ฝ่าบาทน่ะทรงเป็นชายชาตรี แรงดีมิมีตกหรอก... แต่ทุกครั้งที่ทรงเรียกข้าไปปรนนิบัติ มักจะสั่งให้ดับไฟจนมืดมิดเสมอ ข้าเองก็จำอะไรได้ไม่มากนัก รู้เพียงว่าพระองค์ทรงดุดันนัก”

“ดับไฟทุกคราเลยหรือเพคะ?”

“อืม ทุกครา”

คำตอบนั้นทำให้ชิงเยว่ขมวดคิ้วฉับไว ความสงสัยในตอนแรกเริ่มหลอมรวมจนเกือบได้ข้อสรุปที่คาดไม่ถึงเกี่ยวกับความลับอันยิ่งใหญ่ของโอรสสวรรค์ ด้วยอารมณ์ที่พลุ่งพล่านจนลืมตัว ชิงเยว่จึงผุดลุกขึ้นนั่งพรวดโดยลืมไปว่าตนเองไม่ได้สวมใส่อาภรณ์ส่วนบน ผ้าคลุมไหล่ที่พาดไว้หมิ่นเหม่เลื่อนหลุดลงไปกองที่เอว เผยให้เห็นทรวงอกอวบอิ่มชูชันและยอดปทุมถันสีหวานงดงามราวกับประติมากรรมหยกขาวสลัก ผิวพรรณนวลลออตาของนางกระทบแสงแดดจนเป็นประกายล่อตา

เต๋อเฟยที่หันมามองถึงกับตาค้าง ใบหน้าแดงซ่านรีบเบือนหนีไปทางอื่นด้วยความขัดเขิน แม้ตนเองก็มีสิ่งเดียวกันนั้นแต่กลับไม่งามล้ำเท่า แทนที่จะรู้สึกอิจฉา นางกลับใจเต้นแรงอย่างประหลาด ไม่ต่างจากเหล่านางกำนัลที่หมอบกราบพลางลอบมองความงามนั้นอย่างหลงใหล

“แคว้นเจ้าสอนให้หน้าหนาเช่นนี้เสมอหรือไร?!” เต๋อเฟยแหวใส่เสียงสั่น

“อ๊ะ!” ชิงเยว่เพิ่งรู้สึกตัว นางรีบหยิบผ้าขึ้นมาห่มกายอย่างรวดเร็ว แต่แววตายังคงจริงจังไม่สนคำด่าเมื่อครู่ เจ้าตัวกลับถามย้ำเพื่อความมั่นใจในข้อสรุปมากขึ้นแทน “พี่หญิง... ท่านกับฝ่าบาททรงถึงจุดสุขสมทุกคราเลยหรือไม่เพคะ?”

เจอคำถามที่ตรงไปตรงมาจนน่าไม่อายเช่นนี้เข้าไป เต๋อเฟยถึงกับไปไม่เป็น นางหน้าแดงก่ำไปถึงใบหู สุดท้ายจึงแสร้งหลับตาปี๋แกล้งทำเป็นหลับลึกเพื่อหนีความอายก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนาไปอย่างไม่คิดตอบคำถามนั้น

“เจ้าอย่ามัวแต่สนใจเรื่องของข้าเลย การที่เจ้าเสียโอกาสเมื่อคืน คิดหรือว่าฝ่าบาทจะเสด็จไปหาเจ้าอีกในเร็ว ๆ นี้... ข้าว่าทางที่ดีเจ้าควรคิดเสียนะว่าทำอย่างไรให้ฝ่าบาทสนใจเจ้าในคืนวันงานเลี้ยงฉลองวันพระราชสมภพของไทเฮาที่จะจัดขึ้นในอีกสิบวันข้างหน้ามากกว่า ข้าเตือนเจ้าด้วยความหวังดี...”

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel