บทที่10
ความลับของฝ่าบาท
ท่ามกลางความสับสนและฝูงชนที่เบียดเสียด ชิงเยว่เริ่มรู้สึกถึงความเย็นเยียบที่เกาะกุมหัวใจ นางกวาดสายตามองไปรอบตัวอย่างสิ้นหวังจนขอบตาเริ่มร้อนผ่าว ทว่าในจังหวะที่นางกำลังจะถอดใจ เสียงห้าวหาญที่แฝงไปด้วยความหงุดหงิดก็ดังขึ้นจากทางด้านหลัง
“เจ้ามาทำบ้าอะไรตรงนี้!”
ชิงเยว่รีบหันขวับไปตามเสียง ทันทีที่เห็นว่าเป็นโจวจิ่งจื้อที่ยืนขมวดคิ้วจ้องนางอยู่ ความอัดอั้นและความกลัวที่มีก็พังทลายลง นางมองเขาราวมองผู้ช่วยชีวิต ดวงตาที่รื้นไปด้วยน้ำตามันวาว แววตาแห่งความดีใจที่ได้พบหน้าเขานั้นปิดไม่มิด
“ข้า... ข้าหลงทางเจ้าค่ะ” นางเอ่ยเสียงเบาหวิว
จิ่งจื้อที่ตั้งท่าจะพ่นคำด่าทอใส่สตรีต่างแดนให้สาสมถึงกับชะงักกึก คำพูดร้ายกาจที่เตรียมไว้ถูกกลืนลงคอไปจนหมดอย่างไม่รู้ตัว แสงจากโคมไฟสะท้อนหยาดน้ำตาในดวงตานางจนดูน่าเวทนา หัวใจของเด็กหนุ่มกระตุกวูบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
จิ่งจื้อรีบสะบัดหน้าหนีเพื่อซ่อนความประหม่า แต่กระนั้นน้ำเสียงของเขาก็ยังคงดุดันเพื่อรักษาท่าที
“ข้าบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าก่อเรื่องใหม่พี่สาวข้า แต่เอาเถอะเจ้าตามข้ามาให้ดี ไม่อย่างนั้นข้าจะทิ้งเจ้าไว้ให้พวกขอทานลักพาตัวไปเสีย!”
ชิงเยว่พยักหน้าอย่างว่าง่ายผิดหูผิดตา นางรีบก้าวเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วเรียวคีบชายแขนเสื้อของจิ่งจื้อไว้เบา ๆ ราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงเสี้ยวเวลา ร่างของเด็กหนุ่มตรงหน้าจะหายไปกับกลุ่มคนอีก
สัมผัสแผ่วเบาที่ชายเสื้อส่งผลรุนแรงยิ่งกว่าแรงดึงมหาศาล จิ่งจื้อรู้สึกเหมือนร่างกายแข็งทื่อไปชั่วขณะ หัวใจของเขารัวกลองรบจนแทบจะทะลุออกมานอกอก
“จะ... จับไว้ทำไม เดินตามมาเฉย ๆ ก็พอแล้ว!”
เขาบ่นอุบอิบเสียงค่อยลงกว่าเดิมมาก แม้จะทำเป็นรำคาญแต่เขากลับจงใจก้าวเท้าให้ช้าลง เพื่อให้สตรีที่เกาะชายเสื้อเขาอยู่นั้นเดินตามได้ทัน
ท่ามกลางแสงสีของเทศกาลหยวนเซียว จิ่งจื้อเดินนำทางด้วยแผ่นหลังที่เหยียดตรงกว่าทุกครั้งโดยมีชิงเยว่เดินตามหลังต้อยๆ
หลังผ่านพ้นความครื้นเครงของเทศกาลหยวนเซียว ชีวิตในวังหลังของชิงเยว่ก็กลับเข้าสู่กงล้อแห่งความจืดชืดฉายซ้ำเช่นเดิม
ช่วงสายของวันอันแสนเกียจคร้าน หลังจากเสร็จสิ้นการเข้าเฝ้าฮองเฮาตามธรรมเนียม ชิงเยว่กลับมาทอดกายเอกเขนกอยู่บนตั่งนุ่มในตำหนักเป่าเยว่ ดวงตาคู่สวยเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างไร้จุดหมาย โดยมีนางกำนัลคนสนิทอย่างเหมยฟางคอยปรนนิบัตินวดเฟ้นตามร่างกายให้ด้วยท่าทางเบามือ
ภายในหัวของนางยามนี้กลับไม่ได้ว่างเปล่าอย่างที่แสดงออก ภาพแผ่นหลังอันสง่างามของบุรุษในคืนเทศกาลยังคงติดตา ไม่ว่าจะเป็นส่วนสูง ท่วงท่าการเยื้องกราย หรือแม้แต่ความรู้สึกกดดันบางอย่างที่แผ่ออกมา... มันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับเยี่ยนหมิงเทียนจนน่าประหลาด
“เหมยฟาง... เจ้าว่ามันจะเป็นไปได้ไหม ที่คนสองคนจะมีทุกอย่างเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียว ทั้งรูปร่าง ท่าทาง หรือแม้แต่น้ำเสียง แต่กลับมีเพียงใบหน้าเท่านั้นที่ต่างกันสิ้นเชิง ราวกับเป็นคนละคน” นางเปรยถามออกไปโดยไม่หวังคำตอบนัก
เหมยฟางนิ่งคิดไปครู่หนึ่งก่อนจะตอบตามซื่อ “ทูลพระสนม แผ่นดินนี้กว้างใหญ่นักเพคะ บางทีอาจจะเป็นเพียงความบังเอิญที่ฟ้าประทานมา หรือไม่... หากมิใช่แฝดร่วมอุทร ก็คงเป็นการแปลงโฉมเพื่อจุดประสงค์บางอย่างกระมังเพคะ”
คำพูดแสดงความคิดเห็นของเหมยฟางเปรียบเสมือนแสงสว่างที่จุดประกายความคิดบางอย่างในหัวของชิงเยว่ให้สว่างวาบ นางดีดตัวลุกขึ้นนั่งจนเหมยฟางสะดุ้ง แววตาที่เคยหม่นแสงกลับเป็นประกายหมายมาดขึ้นมาทันที
“วันนี้ฝ่าบาททรงพลิกป้ายไปที่ตำหนักใด เจ้าพอจะรู้ความเคลื่อนไหวบ้างหรือไม่”
เหมยฟางรีบก้มหน้าตอบนอบน้อม “วันนี้เป็นวันพระจันทร์เต็มดวงตามปฏิทินหลวง ฝ่าบาทต้องเสด็จไปประทับที่ตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาตามราชประเพณีเพคะ”
ชิงเยว่กระตุกยิ้มที่มุมปากอย่างมีเล่ห์นัย หากข้อสันนิษฐานในหัวตอนนี้ถูกต้อง คืนนี้ที่ตำหนักฮองเฮานี่แหละที่จะเป็นที่พิสูจน์ชั้นดี
“ดี”
คืนนี้แหละ... ความจริงภายใต้หน้ากากนั้นจะต้องถูกเปิดเผยออก!
....
คืนนั้นเอง บรรยากาศภายในตำหนักเป่าเยว่เงียบสงัดลงหลังจากที่เหล่าบ่าวรับใช้แยกย้ายกันไปพักผ่อน ชิงเยว่ที่ทำทีเป็นหลับไปแล้วกลับลืมตาตื่นขึ้นมาในความมืด นางคว้าผ้าคลุมสีเข้มมาสวมทับเพื่อพรางกายและกันอากาศที่เริ่มเย็นเยียบ ก่อนจะอาศัยความชำนาญจากการลอบออกจากกองถ่ายในชาติก่อน ย่องผ่านพวกขันทีและทหารยามที่ยืนสัปหงกอยู่ตามมุมมืดได้อย่างไร้ร่องรอย
นางมุ่งหน้าไปยังตำหนักคุนหนิงของฮองเฮาด้วยหัวใจที่เต้นรัว จนกระทั่งมาถึงจุดที่สามารถซุ่มดูอยู่ห่าง ๆ ได้ รอเพียงไม่นานขบวนเสด็จของฮ่องเต้ก็หยุดนิ่งอยู่หน้าตำหนัก
ชิงเยว่เฝ้ารออย่างอดทนจนกระทั่งแสงไฟในห้องบรรทมของฮองเฮาดับวูบลง เวลาผ่านไปครู่ใหญ่จนทุกอย่างดูเหมือนจะเข้าสู่ห้วงนิทรา ทว่าสายตาของนางกลับเบิกกว้างเมื่อเห็นเงาร่างหนึ่งใช้วิชาตัวเบาพุ่งทะยานเข้าไปทางหน้าต่างห้องบรรทมอย่างแผ่วเบา ในเวลาเดียวกันนั้น กลับมีบุรุษอีกคนปีนสวนออกมาทางหน้าต่างบานเดิม
ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมา ใบหน้าที่ปรากฏชัดเจนต่อสายตานางคือเยี่ยนหมิงเทียนที่ปีบออกมาไม่ผิดแน่!
ชิงเยว่ถึงกับอึ้งจนตัวแข็งทื่อ นางรีบยกมือขึ้นปิดปากแน่นเพื่อสกัดกลั้นเสียงร้องตกใจกับความลับระดับแผ่นดินที่เพิ่งค้นพบโดยบังเอิญ
“เป็นไปได้อย่างไร...”
ความจริงอันน่าสะพรึงกลัวค่อย ๆ ผุดขึ้นมาเป็นฉาก ๆ แสดงว่าบุรุษที่ร่วมเรียงเคียงหมอนกับเหล่าสนมหรือแม้แต่ฮองเฮามาโดยตลอดไม่ใช่ฮ่องเต้ตัวจริง แต่เป็น ‘ตัวตายตัวแทน’ ที่นางเคยเจอบุรุษรูปร่างคล้ายกันคนนั้นในคืนเทศกาลหยวนเซียวแน่ ๆ! เยี่ยนหมิงเทียนตัวจริงกลับลอบออกจากห้องบรรทมในยามดึกสงัดเช่นนี้
ความหวาดกลัวเริ่มกัดกินใจ นางรู้ดีว่าหากถูกจับได้ว่าล่วงรู้ความลับนี้ ชีวิตน้อย ๆ ของนางคงไม่เหลือซาก ชิงเยว่พยายามรวบรวมสติที่กระเจิดกระเจิงและก้าวถอยหลังเพื่อจะหนีกลับตำหนักเป่าเยว่ให้เร็วที่สุด
ทว่าเพียงแค่ก้าวถอยหลังไปไม่กี่ก้าว แผ่นหลังของนางก็ชนเข้ากับกำแพงมนุษย์อย่างจัง!
ยังไม่ทันที่ชิงเยว่จะได้หันไปมองว่าเป็นใครก็ถูกมือหนาเปี่ยมไปด้วยพละกำลังก็พุ่งเข้าปิดปากนางพร้อมกับผ้าสีดำที่ตวัดมาปิดตาจนภาพตรงหน้ามืดสนิทลง ร่างของนางถูกรวบขึ้นเหนือพื้นอย่างรวดเร็วและถูกพาตัวออกไปจากบริเวณนั้นด้วยฝีเท้าที่เงียบกริบราวกับเงาปีศาจ