บทที่11
เดิมพันสวาท
ภายในห้องหนึ่งที่อบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานหรูหราแต่ไม่ฉุนทำให้เดาได้ว่าคงเป็นห้องของบุรุษสักคนหนึ่ง ด้วยเพราะนางถูกใครบางคนจับมาหลังจากล่วงรู้ความลับเข้านั่นทำให้นางรู้สึกถึงความเย็นเฉียบของพื้นที่บาดลึกเข้าไปในผิวเนื้อกระจายสู่ขั้วหัวใจ นางถูกพันธนาการทั้งมือและเท้า ดวงตาถูกปิดสนิทเหลือเพียงความมืดมน นางดิ้นรนมาพักใหญ่กลัวว่าจะตายเพราะหัวใจเต้นแรงไปด้วยซ้ำ ทว่าบัดนี้ผ้าปิดตาและผ้าอุดปากถูกกระชากออกอย่างแรงเสียก่อน
ภาพแรกที่ปรากฏแก่สายตาคือบุรุษผู้สง่างามบนบัลลังก์ทอง เยี่ยนหมิงเทียนประทับอยู่ตรงนั้นด้วยท่วงท่าที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจ แววตาของเขาโหดเหี้ยมและเย็นชาจนนางรู้สึกเหมือนถูกแช่แข็ง นางรู้ว่าเขาคงทราบเรื่องที่นางไปเจอความลับเขาเข้าแล้ว
“ดูท่า... องค์หญิงแคว้นชิงอวิ๋นจะไม่อยากมีชีวิตอยู่นักนะ”
ความกลัวแล่นพล่านไปทั่วกายแต่ถึงอย่างนั้นชิงเยว่ก็พยายามใช้ทักษะการแสดงที่สั่งสมมาทั้งชีวิตข่มสีหน้าให้ดูนิ่งเฉยแต่ร่างกายกลับทรยศนางอย่างร้ายกาจ ริมฝีปากบางสั่นระริกและมือที่ถูกมัดอยู่สั่นเทาจนสังเกตเห็นได้ชัด เพราะความอยากรู้ของนางแท้จริงเชียวบัดนี้นางจึงเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นตาย
...แต่ก่อนตายอย่างน้อยชิงเยว่ก็ขอใช้ทุกความสามารถที่มีเพื่อหาทางรอดชีวิตไปจากขุมนรกแห่งนี้
“หม่อมฉัน... หม่อมฉันจะไม่บอกใครเพคะ ความลับนี้จะตายไปพร้อมกับหม่อมฉัน ฝ่าบาททรงไว้ชีวิตหม่อมฉันเถิด!จะแลกกับให้หม่อมฉันทำอันใดก็ตามหม่อมฉันทำทั้งสิ้น”
ชิงเยว่ละล่ำละลักบอกเสียงสั่นพร่าจนแทบฟังไม่เป็นภาษา ทว่าเยี่ยนหมิงเทียนกลับนิ่งเฉยทำเพียงปรายตามองราวมองมดปลวกไร้ประโยชน์เท่านั้น
“ข้าให้เจ้าเลือก... ว่าอยากจะตายแบบใด ระหว่างตายอย่างสบายด้วยการดื่มยาพิษในจอกนั้นเสีย หรือจะเลือกไปแห้งเหี่ยวตายอย่างช้า ๆ ในตำหนักเย็น... เลือกมาเสียก่อนที่ความอดทนของข้าจะหมดลง...และเลือกให้เจ้าเอง”
คำขู่นั้นทำให้นางรู้ซึ้งว่าเขาไม่มีวันปล่อยคนที่รู้ความลับระดับแผ่นดินนี้ไปแน่ สมองของนางทำงานอย่างหนักท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด นางจ้องมองบุรุษบนบัลลังก์ที่ต้องทนสวมหน้ากากหลอกลวงคนทั้งวังหลัง และในเสี้ยวเวลานั้นเอง ความคิดบางอย่างก็วูบเข้ามาในหัวดุจสายฟ้าฟาด
ชิงเยว่ค่อย ๆ สงบอาการสั่นเทาลงก่อนคลี่ยิ้มบางที่ดูเหนือกว่า แววตาที่เคยสั่นไหวกลับนิ่งสงบจนน่าประหลาดใจ
“ฝ่าบาท... ที่ท่านต้องพึ่งพาตัวตายตัวแทนให้ไปปฏิบัติภารกิจบนเตียงแทนเช่นนี้ เป็นเพราะมังกรของพระองค์ทรงมีปัญหาใช่หรือไม่เพคะ?”
สิ้นประโยคนั้น บรรยากาศในห้องบรรทมพลันหนักอึ้งขึ้นหลายเท่าตัว ใบหน้าหล่อเหลาของเยี่ยนหมิงเทียนดำทะมึนลงจนดูน่ากลัว รังสีฆ่าฟันแผ่ออกมาหนาแน่น ชิงเยว่ใจกระตุกวูบแต่นางรู้ว่าเดินหมากมาถูกทางแล้ว หากไม่รุกต่อตอนนี้ นางอาจไม่มีโอกาสได้หายใจอีก
“หม่อมฉันขอเสนอเดิมพันเพื่อแลกกับลมหายใจเพคะ ในเมื่อพระองค์ก็เคยเห็นฝีมือของหม่อมฉันมาบ้างแล้ว หม่อมฉันจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาโรคนั้นให้ฝ่าบาทเอง”
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแฝงความมั่นใจ แม้ความจริงนางกับเขาจะยังไม่เคยล่วงล้ำข้ามเส้นกันจริงก็ตาม แต่ความทรงจำที่นางเคยเร้าอารมณ์เขาจนมังกรตื่นตัวในวันนั้นยังคงชัดเจน “หม่อมฉันขอเวลาเพียงหนึ่งชั่วยาม หากหม่อมฉันไม่อาจทำให้พระองค์สุขสมจนหลั่งรินออกมาได้ หม่อมฉันยอมรับความตายทุกรูปแบบโดยไม่โอดครวญแม้แต่คำเดียว”
เยี่ยนหมิงเทียนนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ สายตาที่เขามองนางนั้นเต็มไปด้วยความเหยียดหยามผสมปนเปไปกับความประหลาดใจในความหน้าหนาของสตรีตรงหน้า แต่แล้วเขาก็แค่นยิ้มเย็นที่ดูอำมหิตยิ่งกว่าเดิม
“หนึ่งชั่วยามนั้นนานเกินไปสำหรับสตรีเช่นเจ้า...” เขาขยับกายลุกขึ้นจากบัลลังก์ เดินย่างสามขุมเข้ามาหานางดุจพยัคฆ์ร้ายที่กำลังจะตะครุบเหยื่อ “ข้าให้เวลาเจ้าเพียงครึ่งชั่วยามเท่านั้น หากเจ้าทำไม่ได้อย่างที่ปากว่า ข้าจะเป็นคนเลือกวิธีตายที่ทรมานที่สุดให้เจ้าเองกับมือ!”
เยี่ยนหมิงเทียนปรายตามองไปยังองครักษ์เงาที่ยืนนิ่งอยู่ในมุมมืดเพียงวาบเดียว เป็นสัญญาณสั่งการที่รู้กันดี พันธนาการที่ข้อมือและข้อเท้าของชิงเยว่ถูกปลดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างในชุดดำจะเร้นกายหายไปทิ้งให้ภายในห้องทรงอักษรลับเหลือเพียงเขากับสตรีที่บังอาจล่วงรู้ความลับเบื้องหลังม่านมุ้ง
“เวลาของเจ้าเริ่มนับแล้ว...” เยี่ยนหมิงเทียนเอ่ยเสียงเย็นพลางปรายตาไปทางกระถางกำยานที่ควันธูปเริ่มขยับเขยื้อน “หากธูปก้านนั้นมอดไหม้จนหมด และเจ้ายังทำไม่สำเร็จอย่างที่โอ้อวดไว้ ลมหายใจของเจ้าจะมอดไหม้ไปพร้อมกับมัน”
ชิงเยว่ที่ยังรู้สึกชาหนึบตามข้อมือรีบสูดลมหายใจเข้าปอด นางขยับกายลุกขึ้นจากพื้นอย่างทุลักทุเลแต่ยังคงความอ่อนช้อยไว้ในท่วงท่า สายตาของนางจ้องมองบุรุษที่นั่งนิ่งดุจรูปสลักน้ำแข็งบนแท่นบรรทม แววตาของเยี่ยนหมิงเทียนยามนี้ช่างว่างเปล่าและเยือกเย็นจนน่าใจหาย แต่นั่นกลับเป็นความท้าทายที่ปลุกสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของนางร้ายเจ้าบทบาทให้ลุกโชน
นางคลานเข้าไปหาเขาอย่างเชื่องช้า เส้นผมดำขลับทิ้งตัวสยายเต็มแผ่นหลังบางลู่ข้างแก้ม ชิงเยว่เอื้อมมือเรียวเล็กที่ยังคงสั่นน้อยๆ ไปสัมผัสที่หัวเข่าแกร่งของเขา ก่อนจะลูบไล้ขึ้นมาตามหน้าขาอย่างแผ่วเบาเน้นย้ำน้ำหนักในจุดที่ชวนให้วาบหวาม
“ฝ่าบาท... หม่อมฉันอาจจะหน้าหนาในสายตาพระองค์” นางกระซิบเสียงพร่าพลางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา แววตาคู่นั้นฉายชัดถึงความยั่วยวนที่ผ่านการเจียระไนมาอย่างดี “แต่มังกรที่หลับใหลอยู่ใต้ผ้าไหมลายมังกรนี้... หม่อมฉันรู้ดีว่ามันกระหายหม่อมฉันเพียงใด...”
