บท
ตั้งค่า

บทที่ 2 แสร้งจมน้ำ

ด้านหลังของเรือนมีห้องเล็กอยู่หลายห้อง ซูเยว่อิงเลือกห้องที่ไม่สะดุดตามากที่สุดพาชายหนุ่มที่นางจูงมาเข้าไปในห้องนั้น ความต้องการจากฤทธิ์ของยาทำให้นางไม่อาจจะรักษาสติของตนเองได้แล้ว นางผลักร่างของเสี่ยวจื่อไปบนเตียงไม้อันที่เต็มไปด้วยฝุ่นผงแล้วจึงได้ติดตามไปดึงทึ้งเสื้อคลุมของเขาออกจุมพิตริมฝีปากของเขาอย่างหิวกระหาย

“คุณหนู” เสี่ยวจื่อพึมพำออกมาฝ่ามือของเขาโอบกอดร่างของซูเยว่อิงเอาไว้ ความใคร่ที่ต้องการระบายออกมาทำให้คนทั้งสองไม่อาจจะยับยั้งสติของตนเองเอาไว้ได้อีก

ฝ่ามือของคนทั้งคู่ต่างก็วนเวียนลูบไล้ร่างกายของฝั่งตรงข้าม ริมฝีปากก็บดขยี้ดูดชิมความหอมหวานที่ต่างคนก็ต่างไม่เคยได้ลิ้มรส กลิ่นคาวเลือดจางๆ จากอุ้งมือของซูเยว่อิงทำให้อารมณ์ของเสี่ยวจื่อยิ่งพลุ่งพล่าน ยามนี้เขาไม่สนใจแล้วว่าจะมีผู้ใดมาพบเห็น และไม่สนใจแล้วว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใดความสนใจทั้งหมดที่เขามีมอบให้สตรีตรงหน้าไปจนหมดสิ้นแล้ว ยามนี้ซูเยว่อิงได้ใช้มือน้อยๆ ของตนเองคลายสายรัดเอวของเขาออกเรียบร้อยแล้ว

เขาเองก็ไม่ยอมแพ้ดึงเสื้อคลุมของนางออกแล้วก้มหน้าลงไปดูชิมผิวเนื้ออันอวบอิ่มและหอมกรุ่น ความเย้ายวนทำให้เขาอดใจไม่ไหวยกฝ่ามือของตนเองขึ้นมาสัมผัสและโอบประคองเอาไว้เพื่อให้ลิ้มรสได้อย่างถนัดมากยิ่งขึ้น เสี่ยวจื่อดึงเสื้อคลุมของนางออกมาปูลงบนพื้นไม้ทางด้านหลัง รั้งร่างของนางให้นอนลงไปบนเสื้อคลุมแล้วทิ้งร่างของตนเองลงไปทาบทับบนร่างของนางในทันที

“อ๊ะ!” เสียงร้องของนางทำให้ร่างที่กำลังรุกรานของเขาหยุดชะงัก เยื่อปราการที่ขวางกันทำให้เขาเองก็เจ็บปวดไม่แพ้กันเพียงแต่ความต้องการเพราะฤทธิ์ยาทำให้เขาไม่อาจจะเหนี่ยวรั้งตนเองเอาไว้ได้อีก เขาประกบริมฝีปากจุมพิตนางอย่างรุ่มร้อนอีกครั้งแล้วหลงลืมตนเองอยู่ในร่างของนางครั้งแล้วครั้งเล่า จวบจนความอัดอั้นที่กักเก็บเอาไว้ถูกระบายออกมาในที่สุด...

หลังผ่านพ้นช่วงเวลาอันเร่าร้อนไปนานแล้วซูเยว่อิงก็ขยับกายลุกขึ้น ค่อยๆ หยิบเสื้อผ้าของตนเองขึ้นมาสวมใส่ แม้ว่าร่างกายจะสูญเสียเรี่ยวแรงไปจนเกือบหมดสิ้นแต่นางรู้ดีว่าหากนางไม่รีบกลับจะต้องมีคนออกตามหานาง ถึงยามนั้นคงได้เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมาแน่

“คุณหนู เรื่องในวันนี้...”

“เจ้าไม่พูด ข้าไม่พูดก็จะไม่มีผู้ใดล่วงรู้” ซูเยว่อิงเอ่ยพลางหยิบเสื้อคลุมที่สกปรกไปแล้วขึ้นมาถือเอาไว้แล้วหันไปมองเขา

“เจ้าไม่ผิด คนผิดก็คือข้า เป็นเพราะข้าไว้ใจสาวใช้ของตนเองมากจนเกินไปจึงไม่ได้เฉลียวใจเลยว่ากำลังถูกคนวางแผนเล่นงานเข้าแล้ว” ซูเยว่อิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือนางพยายามก้มหน้าเอาไว้เพื่อไม่ให้เขาได้เห็นใบหน้าของนาง

ซูเยว่อิงรู้ดีว่าแสงจันทร์ขาวคือรักแรกที่บริสุทธิ์และงดงาม สิ่งสำคัญคือต้องอยู่สูงเกินเอื้อมเหมือนแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาแต่กลับจับต้องไม่ได้ ยามนี้ร่างกายของนางถูกเขาจับต้องไปจนเกือบทั้งเรือนร่างแล้วไม่มีส่วนไหนที่เขาไม่เคยแตะต้องอีก หากเป็นไปตามเนื้อหาของนิยายเรื่องนี้ ยามนี้นางจะต้องถูกคนพบเห็นแล้วหลังจากนั้นก็จะต้องฆ่าตัวตาย ความรู้สึกที่ว่าไม่อาจจะครอบครองได้นั้นทำให้หยางจื่อโม่จดจำนางได้ไปตลอดชีวิต แต่ยามนี้นางไม่ได้มีความคิดที่จะตาย สิ่งที่ทำได้ก็คือทำให้เขารู้สึกว่าสตรีที่อยู่ตรงหน้าทั้งแสนดีและยากจะได้ไปครอบครอง

การร่วมรักท่ามกลางสถานที่รกร้างที่เต็มไปด้วยฝุ่นผง ซูเยว่อิงมั่นใจว่ายามนี้ใบหน้าของนางคงจะสกปรกและมอมแมมเต็มทีแล้ว นางไม่อาจจะปล่อยให้เขาได้เห็นสภาพใบหน้าของนางในตอนนี้ได้ นางจึงอาศัยการก้มหน้าลงแสร้งบีบน้ำตาแล้วความหาผ้าเช็ดหน้าที่น่าจะอยู่ในแขนเสื้อออกมาเช็ดใบหน้าของตนเอง

“คุณหนู ท่านไม่ได้ผิดคนผิดก็คือคนที่วางแผนให้ร้ายท่านต่างหาก” หยางจื่อโม่เอ่ยออกมาพลางจ้องมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสาร ความอิ่มเอมและความพึงพอใจจากการได้ร่วมรักกับนางเมื่อครู่นี้ ยามนี้ถูกความรู้สึกผิดเข้ามากัดกินหัวใจของเขาแทนแล้ว

“แน่นอนว่าสิ่งที่พวกเขาทำข้าต้องทวงคืนแน่ เพียงแต่ยามนี้ข้าคงต้องรีบกลับไปที่เรือนของข้าก่อนแล้ว ส่วนเจ้าหลังจากนี้ก็หลบหนีออกไปจากจวนเสียเถิด สาวใช้ของข้ารู้จักเจ้าดี คนที่วางแผนก็คงจะรู้เช่นกัน จวนสกุลซูแห่งนี้เจ้าไม่อาจจะรั้งอยู่ต่อได้อีก” ซูเยว่อิงเอ่ยออกมาพลางควานหาถุงเงินที่อาจจะหล่นอยู่บนพื้น นอกจากถุงเงินแล้วนางยังเก็บปิ่นปักผมและเครื่องประดับที่มีค่ายื่นไปให้เขาแล้วเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

“เจ้าหลบหนีจากไปเสียเถิด ข้าคือคุณหนูใหญ่ของจวนไม่มีผู้ใดกล้าทำร้ายข้าโดยตรงแน่ แต่เจ้าไม่เหมือนกันคนเลี้ยงม้าเช่นเจ้าถูกคนตีตายไปก็ไม่มีผู้ใดมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ รักษาชีวิตของตนเองเอาไว้ให้ดี ขอแค่เพียงยังมีชีวิตอยู่สักวันพวกเราก็คงจะได้พบกันอีก” ซูเยว่อิงเอ่ยออกมาในใจก็คิดว่า ‘หากบังเอิญได้พบกันอีกเจ้าห้ามทำร้ายข้าเฉกเช่นกับที่ทำกับผู้อื่นเชียว’ นางพยายามสร้างความประทับใจให้เขา แต่แน่นอนว่าตัวร้ายในนิยายเรื่องนี้อย่างหยางจื่อโม่นางไม่อาจจะดูแคลน หากเสแสร้งมากจนเกินไปเขาย่อมจะดูออกยามนี้นางจึงเสแสร้งแค่พอประมาณเพียงเท่านั้น

“ข้าต้องรีบไปแล้ว เจ้าเองก็รีบไปเถิด” นางขยับตัวลุกขึ้นพลางถือเสื้อคลุมของตนเองเอาไว้ในอ้อมแขน ทำท่าว่าจะเดินจากไปแต่หยางจื่อโม่กลับรั้งร่างของนางมาโอบกอดเอาไว้จากทางด้านหลัง

“คุณหนู ข้า...” เขาอยากจะเอ่ยคำพูดเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อนางออกมา แต่เมื่อคิดว่าตนเองเป็นแค่คนเลี้ยงม้าในจวน ไม่มีสิ่งใดที่จะเทียบเคียงกับนางได้จึงทำได้แค่เพียงเก็บกักคำพูดของตนเองเอาไว้แล้วเอ่ยกับนางด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“หลังจากนี้ท่านได้โปรดดูแลตนเองดีๆ ด้วย ระมัดระวังตัวอย่าให้คนเหล่านั้นเล่นงานได้อีก” เมื่อเขาเอ่ยออกมาเช่นนี้ซูเยว่อิงก็พยักหน้าแล้วพูดกับเขาเสียงเบา

“เจ้ารีบไปเถิด” เมื่อเอ่ยจบนางก็ออกจากห้องไปทิ้งให้หยางจื่อโม่ยืนอยู่ในห้องตามลำพัง

“คุณหนู คุณหนูใหญ่” เสียงร้องตะโกนเรียกชื่อนางพร้อมกับการระดมกำลังกันตามหาทำให้ซูเยว่อิงชะงักฝีเท้านางรู้ดีว่ายามนี้นางคงจะกลับไปที่เรือนของตนเองโดยไม่มีผู้พบเห็นไม่ได้แล้ว สภาพเช่นนี้ของนางแค่มองปราดเดียวทุกคนก็รู้แล้วว่าจะต้องเกิดเรื่องขึ้นกับนางแน่

‘แทนที่จะทำให้ผู้อื่นสงสัยมิสู้ทำให้ผู้อื่นรับรู้ว่าเกิดเรื่องขึ้นกับข้าไปเลยดีกว่า’ ซูเยว่อิงคิดอยู่ในใจพลางค่อยๆ เดินลงไปในสระน้ำที่อยู่ตรงหน้า เสื้อคลุมอันเปรอะเปื้อนนางปล่อยให้เปื้อนโคลนตมไปอย่างจงใจ ร่างของนางเองก็เช่นกันในเมื่อสกปรกมอมแมมแล้วก็ต้องทำให้เปรอะเปื้อนให้มากที่สุด นางไม่กลัวว่าตนเองจะจมน้ำเพราะก่อนที่จะเข้ามาในโลกแห่งนิยายนางเคยเป็นนักกีฬาว่ายน้ำของมหาวิทยาลัยแม้ว่าจะผ่านมานานมากแล้วแต่ทักษะที่ติดตัวก็ไม่ได้อ่อนด้อย นางจึงค่อยๆ พาตนเองลอยคอไปกลางสระรอจนเสียงตะโกนเรียกชื่อนางมาถึงบริเวณนี้นางจึงตะโกนออกไปเพื่อขอความช่วยเหลือ

“ช่วยด้วย! ข้าอยู่ตรงนี้ ท่านพ่อ พี่ใหญ่ พวกท่านช่วยข้าด้วย” เสียงตะโกนของนางทำให้กลุ่มคนที่ออกตามหาพากันมามุงดูนางที่กำลังทำท่าว่าจะจมน้ำอยู่กลางสระ แต่เพราะธรรมเนียมชายหญิงของคนยุคนี้จึงไม่มีผู้ใดกล้ากระโดดลงน้ำมาช่วยนาง ทำได้แค่เพียงรีบไปตามบิดาและพี่ชายของซูเยว่อิงมา บรรดาคนที่มีจิตใจดีก็พยายามจะโยนเชือกที่หาได้และยื่นไม้มาให้เกาะ แต่ก็มีอีกหลายคนที่กำลังยืนจ้องมองนางกำลังจมน้ำด้วยท่าทีเฉยเมย

“คุณหนูใหญ่!” เสียงเรียกด้วยความร้อนใจของคนที่อยู่บริเวณขอบสระแต่ไม่พยายามจะช่วยนางทำให้ซูเยว่อิงที่กำลังแสร้งจะจมน้ำสบถอยู่ในใจ ‘บ้าเอ๊ย’

ในขณะที่แสร้งจะจมแหล่มิจมแหล่สายตาของนางก็พลันเหลือบไปเห็นกู้หมิงและซูเยว่หรูที่กำลังจ้องมองนางอยู่บนขอบสระ หากเป็นนิยายคุณธรรมทั่วไป พระนางจะต้องลงมือช่วยเหลือคนโดยไม่สนใจว่าเป็นใคร แต่ตอนนี้ทั้งสองคนกลับกำลังยืนมองนางจมน้ำโดยไม่คิดจะช่วยทำให้ซูเยว่อิงคิดได้ว่านางคงจะเป็นตัวร้ายที่สองพระนางต้องการคิดจะฆ่าให้ตายเพียงเท่านั้น ต่อให้หลังจากนี้นางทำดีด้วยก็คงจะละทิ้งความบาดหมางไม่ได้แล้ว

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel