เผาให้หมด
บทที่5 เผาให้หมด
เหตุการณ์ไฟไหม้
“ตรงนั้นแหละ”
ซูเหยาแบ่งน้ำมันให้จ้าวจ้าวไปเทไว้ที่อีกฝั่ง นางดึงคอเสื้อปิดจมูกไว้ แล้วราดน้ำมันเดินวนรอบ ๆ ที่พัก ไม้ขีดไฟจุดติดเชื้อไฟ ลุกพรึ่บ เปล่งแสงสีส้มสะท้อนดวงตาซูเหยา
นางส่งสัญญาณให้จ้าวจ้าว ไฟเริ่มลุกลาม ก่อตัวอย่างรวดเร็ว ซูเหยายืนมองสักพัก ก่อนจะเดินหันหลังจากไปด้วยความสะใจ เมื่อถึงที่พัก นางรีบเอาของมีค่าที่อยู่ในถุงไปซ่อนไว้ในที่ลับ
เสร็จแล้ว ซูเหยาก็รีบเปลี่ยนเสื้อผ้าให้กลับมาเป็นดังเดิม นางทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เอื้อมไปหยิบพัดตัวโปรด แล้วมานั่งที่ใต้ต้นไม้พร้อมเก้าอี้โยกอย่างสบายใจ
อีกไม่กี่นาที ผู้คนก็เริ่มแตกตื่นส่งเสียงเรียกกันระงม
“ไฟไหม้...รีบดับไฟเร็วเข้า!”
ควันหนาลอยขึ้นฟ้าดำมืดจนมองไม่เห็นที่พักสาวใช้ เหล่าบ่าวใช้ที่อายุมากแล้ว ได้แต่ยืนดูตาปริบ ๆ แค่จะวิ่งไปตักน้ำก็ปวดขาแล้ว กว่าจะวิ่งกลับมาได้คงเหนื่อยตาย
“ไป...ไปดูผลงาน” ซูเหยาชวนจ้าวจ้าวไปที่เกิดเหตุ
ก่อนจะก้าวออก ซูเหยาทำทีตกใจต่อหน้าสาวรับใช้ที่กำลังวิ่งไปยังที่เกิดเหตุ ซูเหยารีบวิ่งไปขวางสาวใช้แล้วถามว่า “เกิดอะไรขึ้น”
“คุณหนู ตอนนี้ไฟไหม้ที่พักของสาวใช้ประจำตัวคุณหนูเฟิ่งจูเจ้าค่ะ”
ซูเหยายกมือทาบอก แววตาบ่งบอกถึงความตื่นตระหนก “งั้นเจ้ารีบไปเถิด” สาวใช้ก้มคำนับรีบวิ่งไปอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้น ซูเหยาก็เผยใบหน้าด้วย รอยยิ้มบาง ๆ ใต้ใบพัด
เฟิ่งจูโกรธจัด
เรื่องที่พักสาวใช้ถูกไฟไหม้ก็ลือไปถึงคุณหนูเฟิ่งจูอย่างรวดเร็ว ในเวลานี้เฟิ่งจูกำลังเล่นหมากรุกอยู่ที่ศาลาพร้อมกับผลไม้และอาหาร
“ข้าชนะอีกแล้ว”
“คุณหนู...เกิดเรื่องแล้วเจ้าคะ” เฟิ่งจูถอนหายใจและแสดงสีหน้าที่ไม่พอใจที่สาวใช้มาขัดจังหวะ
“มีเรื่องอะไร” นางตอบเสียงเรียบ
“ไฟไหม้ที่พักของสาวใช้ ไม่เหลืออะไรเลยเจ้าคะ”
“ห๊ะ...จริงรึ” เฟิ่งจูกระแทกหมากรุกบนโต๊ะ หันไปหาสาวใช้ว่ามันจริงหรือไม่ เฟิ่งจูไม่อยากรอคำตอบจึงพาสาวใช้ไปดูด้วยตัวเองให้เห็นกับตา
นางเดินทางมาถึงที่พักสาวใช้คนสนิทก็ถึงกับ ตาโต พูดไม่ออก ไม่เหลืออะไรจริง ๆ มีแต่เศษเถ้าถ่านที่กำลังมอดไหม้ เหล่าสาวใช้คนอื่นพากันซุบซิบนินทาไปต่าง ๆ นานาว่านี่อาจจะเป็น เวรกรรม ที่ทำไว้กับคุณหนูซูเหยา
เฟิ่งจูได้ยินแว่ว ๆ ก็ตวาดใส่สาวใช้ให้หุบปากเสีย “มิเช่นนั้นก็จะขายพวกเจ้าไปที่ซ่องให้หมด”
พวกนางได้ยินก็เงียบปาก ก้มหน้าก้มตา ไม่กล้าสบตา ได้แต่ยืนนิ่ง
เชือดเฉือนด้วยคำพูด
ในขณะนั้น ซูเหยาก็รีบเร่งฝีเท้าปรากฏต่อหน้าคุณหนูเฟิ่งจู ทำทีมีท่าทางที่ตกใจ ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งสิ้น นั่งถอนหายใจแล้วพูดพลาง ๆ ว่า
“ไฟไหม้ที่พักผู้ใด ผู้นั้น ทำกรรมหนัก ยิ่งนัก” นางพูดจบ นางก็ได้แต่ส่ายหน้าไปมา พร้อมใบพัดโบกสะบัดปัดควันไฟออกไป
เฟิ่งจูยืนมองซูเหยา ในใจอยากจะเดินเข้าไปหา เพราะท่าทางเมื่อครู่ของนางขัดตาขัดใจยิ่งนัก แต่เห็นสาวใช้ที่อยู่รอบ ๆ จึงได้แต่เงียบไว้ก่อน ไม่เช่นนั้นหากข่าวแพร่งพรายออกไปว่าลูกอนุอย่างนางกลั่นแกล้ง คงจะทำให้บิดาเสียหน้า
“เสียใจด้วยนะน้องสาว” ทันใดนั้น ซูเหยาก็พูดขึ้นมา ด้วยท่าทางและคำพูดที่ย้อนแย้งกันอย่างมาก เฟิ่งจูที่กำลังหันหลังก็หันหน้ากลับมาอีกครั้ง
“หึ...ดูเหมือนพี่สาวจะไม่รู้สึกอะไรกับเหตุการณ์ครั้งนี้นะเจ้าคะ” นางมองซูเหยาไปที่ปลายเท้าขณะที่สนทนา และสายตาของนางไม่สบตาตรง ๆ แต่ใช้หางตาเหลือบมอง
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าย่อมไม่เดือดร้อนเพราะไม่ใช่ที่พักของข้า ส่วนสาวใช้คนอื่นก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไร เพราะไม่ใช่ที่พักของพวกนาง แต่ที่นางมายืนดูเพราะเกิดเหตุไฟไหม้ อยากจะช่วยเหลือแต่ก็ไม่ทัน พวกนางแค่มีจิตใจดี จะให้มีจิตใจที่ไม่ดีได้อย่างไรเล่า”
สิ้นสุดประโยค ซูเหยาก็เดินหมุนตัวหันหลังกลับไปที่พักของตนเอง ปล่อยให้เฟิ่งจูเก็บความโกรธอยู่ภายในใจจน สีหน้าขาวซีด
“คุณหนู ดูจากสายตาแล้ว คุณหนูเฟิ่งจูโมโหมากเจ้าคะ” จ้าวจ้าวเดินตามหลังพลางเอ่ย
“ดี...ข้าชอบที่นางนั้นคลั่งเหมือนสุนัขป่า” “ฮ่า... ๆ”
หาสินทรัพย์
ขณะที่เดินอยู่ เสียงท้องร้องก็ดังขึ้น ซูเหยานึกขึ้นได้ว่า งั้นออกไปตลาด นำของมีค่าไปขาย แล้วหาอาหารอร่อย ๆ กินน่าจะดีกว่า
“เจ้าไปตลาดกับข้า ข้าจะเลี้ยงเจ้าให้ อิ่มจนจุก ไปเลย”
“อิ่มจนจุกคืออะไรเจ้าคะ” จ้าวจ้าวขมวดคิ้ว
“ก็แปลว่า กินจนอิ่มแล้วนอนหลับ”
“เป็นเช่นนี้นี่เองหรือเจ้าคะ” จ้าวจ้าวพยักหน้าตามน้ำซูเหยา แม้จะไม่เข้าใจเป็นบางคำ
ซูเหยานำของมีค่าทั้งหมดใส่ถุงผ้าเก่า เพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายสายตาของพวกโจรปล้น แต่เมื่อนางกำลังจะก้าวขาออกจากประตูใหญ่ นางก็เพิ่งนึกได้ว่าต้องมี รถม้า หากไม่มีรถม้าจะไปได้อย่างไรเล่า
“...บ่าวใช้ที่นี่เคยออกไปส่งข้านอกตลาดหรือไม่” ซูเหยาถามสาวใช้
“คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูลืมแล้วหรือว่าบ่าวใช้ไม่มีใครไปส่งคุณหนูสักคนเดียว หากอยากออกไปต้อง เดินไป นะเจ้าคะ”
ซูเหยาได้ยินเช่นนั้นก็ถึงกับ หันขวับ ไม่คิดว่าเจ้าของร่างเดิมจะรันทดเช่นนี้...
“ไม่เป็นไร ข้าขี่ม้าเป็น”
จ้าวจ้าวเงยหน้ามองซูเหยา พร้อมกับสีหน้าที่ครุ่นคิดในใจ
“เจ้าเป็นอะไรหรือ ทำไมทำสีหน้าเช่นนั้น” ซูเหยาถาม
“ข้าแค่สงสัยว่าคุณหนูขี่ม้าไม่เป็นมาแต่ไหนแต่ไร เหตุใดวันนี้ถึงจะขี่ม้าไปเองเจ้าคะ”
